| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้า
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1การกระทำอันใดที่เป็นการแสดงออกซึ่งน้ำใจ...ว่าเราขาดความไว้วางใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม พระสงฆ์ .การกระทำเช่นนั้น ชื่อว่าเป็นโทษ เป็นบาป เป็นการกระทำที่เรียกว่านอกรีดนอกรอยไปจากหลักธรรมคำสอน ในทางพระพุทธศาสนา
เราผู้เป็นพุทธบริษัท จะต้องมีการควบคุมพวกเราด้วยกันเอง ไม่ให้เขวออกไปนอกลู่นอกทาง
ไม่ให้ปฏิบัติ กาย วาจา ใจ เป็นไปในทางที่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะถ้าหากว่าเราเขวออกไปนอกลู่นอกทาง ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พระศาสนาก็จะเสื่อม
สิ่งแรกนั้นก็คือเสื่อมไปจากจากจิตใจของพวกเราทั้งหลาย
แล้วในที่สุดก็จะเสื่อมหายไปจากโลก
ถ้าหลักธรรมที่สำคัญของศาสนา ที่แท้จริงหายไปแล้ว จะเรียกว่าเป็นเมืองพระพุทธศาสนาได้อย่างไร และ
จะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัท ผู้นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เพราะว่าเราไม่ได้เอาหลักธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าไปใช้เป็นหลักปฏิบัติ
ในชีวิตประจำวัน ชีวิตก็จะตกต่ำเรื่อยไป ไม่มีความก้าวหน้า อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราผู้เป็นชาวพุทธควรตระหนักให้มาก
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:09:10 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 2ในวงการพระศาสนาเรานี้ก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าเราไม่ช่วยกันปรับปรุงแก้ไข สิ่งถูกต้องให้คงอยู่ และร่วมใจกัน
ทำลายสิ่งผิดให้หายไป พุทธบริษัทก็เป็นแต่เพียงชื่อ ไม่ได้เป็นโดยการปฏิบัติตามสัจจธรรม อันเป็นคำสอนในทางพระพุทธศาสนา พระศาสนาก็จะเสื่อมหายไป จะเหลืออยู่แต่เพียงวัด อาราม เหลืออยู่แต่พระพุทธรูป สำหรับคนไปไหว้ หรือไปขออะไรๆ ต่างๆ มันก็ไม่มีค่าอะไร ในทางดับทุกข์ ไม่มีค่าอะไรในทางที่จะขูดเกลากิเลส ให้หมดไปจากจิตใจของเรา อันนี้คือความเสื่อมมาโดยลำดับ
พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า ....
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีทางอยู่สองทาง
คือทางหนึ่งไปสู่ลาภสักการะ
ทางหนึ่งไปสู่ความดับกิเลส
ตถาคตไม่สรรเสริญเส้นทางที่จะให้ไปสู่ลาภสักการะ เราไม่พอกพูนเส้นทางนั้น
แต่เราตถาคตสรรเสริญเส้นทางที่จะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เพื่อความขุดเกลา เพื่อพระนิพพานมากกว่า"
"สักกาโร ปุริสัง หันติ" หมายความว่าลาภสักการะฆ่าคนได้..
ไม่ได้ฆ่าคนให้ตายทางร่างกาย แต่ฆ่าคนให้ตายทางจิต คือจิตนั้น ไม่เจริญงอกงามในธรรมวินัย ไม่ก้าวหน้าในการคึกษา ในการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า.. แต่ไปติดอยู่ในวัตถุเหล่านั้น ในความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็มีคนนิยมกันอยู่ แล้วก็พระเราทำด้วย คนก็นึกว่าเป็นเรื่องทางพระพุทธศาสนา เลยเข้าใจเขวไปจากหลักธรรมอันจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์นั่นเอง
โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:19:09 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 3หลักธรรมคำสอน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพัมพุทธเจ้านั้น..มีความลาดลุ่มลึกเป็นอัศจรรย์...ดุจห้วงมหาสมุทร เหมาะสมแก่สติปัญญาของคนทุกระดับ
ยิ่งผู้ที่มีพื้นความรู้และจิตใจสูงส่ง ยิ่งสามารถเข้าใจพระพระพุทธศาสนาได้มากเป็นอัศจรรย์
เพราะหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น
เป็น "สัจธรรม" ที่เที่ยงแท้ทนต่อการพิสูจน์ เป็นสัจธรรมที่ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา
เพราะความจริงโดยทั่ว ๆ ไปนั้น อาจเป็นความจริงเพียงเฉพาะกาลเวลาเท่านั้น พอเวลาล่วงไปเพียง ๑๐๐ ปี หรือ ๒๐๐ ปี เท่านั้น สิ่งที่เราเคยคิดว่าจริงก็กลายเป็นเท็จไป
เพราะนั่นมิใช่ "ความจริงแท้" หากเป็นความจริงโดยสมมติเท่านั้น ตราบใดที่เรายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า "เท็จ" เราก็ต้องยอมรับว่า "จริง" อยู่ตราบนั้น แต่เมื่อใดเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า "ไม่จริง"
เมื่อนั้นความจริงนั้นก็กลายเป็น "เท็จ" ไป
ที่ว่าคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีลักษณะลาดลุ่มลึกดุจห้วงมหาสมุทรนั้น พระพุทธองค์ได้เคยตรัสกับอสูรชื่อ "ปหาราทะ"
ดังปรากฏอยู่ใน "ปหาราทสูตร" ในอัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย ดังนี้
โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:25:20 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 4"สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเรฬุยักษ์สิงสถิตอยู่ ใกล้เมืองเวรัญชา
ครั้งนั้น ท้าวปหาราทะจอมอสูรได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่สมควร
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท้าวปหาราทะจอมอสูรว่า "ปหาราทะ พวกอสูรย่อมอภิรมย์ในมหาสมุทรบ้างหรือ?
" ท้าวปหาสาทะจอมอสูรกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกอสูรย่อมอภิรมย์ในมหาสมุทร"
พระผู้มีพระภาค.. "ปหาราทะ ในมหาสมุทรมีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏสักเท่าไรที่พวกอสูรเห็นแล้วย่อมภิรมย์"โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:36:36 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 5ปหาราทะ... "มี ๘ ประการ พระพุทธเจ้าข้า
๘ ประการอะไรบ้าง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึก ลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ นี้เป็นธรรมที่นำอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ ๑ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่
"อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรเต็มเปี่ยมเสมอ ไม่ล้นฝั่งนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๒ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
"อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทร คลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่ง ให้ขึ้นบกทันที ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ และในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่ง ให้ขึ้นบกทันทีนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๓ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
"อีกประการหนึ่ง แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บางสาย คือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละนามและโคตรเดิมหมด ถึงความนับว่ามหาสมุทรนั่นเอง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่แม่น้ำสายใหญ่ๆ บางสาย คือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม้น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหานที แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมหมด ถึงความนับว่า มหาสมุทรนั่นเอง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๔ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:39:11 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 6"อีกประการหนึ่ง แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทรและสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้น ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่แม่น้ำทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทรและสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้นๆ นี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๕ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
"อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็มนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๖ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้ว ๆ จึงอภิรมย์อยู่
"อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด ในมหาสมุทรมีรัตนะเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แกวไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด ในมหาสมุทรมีรัตนะเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกตนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๗ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:41:05 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 7"อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของพวกสิ่งมีชีวิตใหญ่ ๆ และสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรมีดังนี้
คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ พวกอสูร นาค คนธรรพ์
แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ก็มีอยู่
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของพวกสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ และสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรมีดังนี้
คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ก็มีอยู่นี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๘ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุทั้งหลายย่อมอภิรมย์ในพระธรรมวินัยนี้บ้างหรือ?"
พระผู้มีพระภาค ... "ปหาราทะ ภิกษุทั้งหลายย่อมอภิรมย์ในพระธรรมวินัยนี้"
ปหาราทะ... "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในพระธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏสักเท่าไร ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว จึงอภิรมย์อยู่"
โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:43:47 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 8พระผู้มีพระภาค "มีอยู่ ๘ ประการ
ปหาราทะ ๘ ประการเป็นไฉน?
ปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึก ลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหวฉันใด ในพระธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่า จะมีการบรรลุอรหัตตผลโดยตรง
ปหาราทะ ข้อที่ในพระธรรมวินัยนี้ มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่จะมีการบรรลุอรหัตตผลโดยตรงนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๑ ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
"ปหาราทะ มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่งฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต
ปหาราทะ ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๒ ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:46:23 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 9
"ปหาราทะ มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอ เสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง
ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าหางไกลจากสงฆ์ พระสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา
ปหาราทะ ข้อที่บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดความชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอเสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้นเขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขานี้เป็นธรรมที่น่าโดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:48:25 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
สลักธรรม 10อัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๓ ในพระธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
"ปหาราทะ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บางสาย คือแม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหึ แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละนามและโคตรเดิมหมด ถึงความนับว่า มหาสมุทรนั่นเอง ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน
วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงความนับว่าเป็นสมณะศากยบุตรทั้งนั้น ปหาราทะ
ข้อที่วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงความนับว่าเป็นสมณะศากยบุตรทั้งนั้นนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๔ ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่
"ปหาราทะ แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทรและสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าพร่องหรือเต็ม เพราะน้ำนั้น ๆ ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าพร่องหรือเต็มด้วยภิกษุนั้น ปหาราทะ ข้อที่ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าพร่องหรือเต็ม ด้วยภิกษุนั้นนี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ ๕ ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่โดย พี่ดอกแก้ว [12 พ.ค. 2547 , 07:54:52 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |