มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ภิกษุเป็นผู้ได้ชื่อเห็นภัยจริงหรือ






ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้เห็นภัยจริงหรือ



ผู้เห็นภัยในสงสาร
นั้นกุลบุตรผู้ที่มีศรัทธาบวชในพระธรรมวินัยนี้แล้ว ท่านบวชด้วยมีปัญญาเห็นว่า โลกคือขันธ์นี้เป็นความทุกข์เพราะต้องเกิดดับอยู่ทุกขณะ นอกจากจะเป็นธรรมที่เกิดดับอยู่ทุกขณะแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นปัจจัยให้เกิดไฟคือ ราคะ โทสะ และโมหะอยู่ทุกๆ ขณะอีกด้วย เมื่อวิปัสสนาปัญญายังไม่เกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดความมืด คือโมหะมาปิดบังไม่ให้เห็นความจริงของโลก คือขันธ์ที่กำลังเกิดอยู่ ทางตา ทางหู เป็นต้น ก็เป็นเหตุให้อยากได้ทุกข์คือขันธ์นั้น ก็คำที่ว่าสัจจะคือความจริงของพระอริยเจ้าเท่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนนั้น มิได้ทรงสอนธรรมชาติที่ห่างไกลเราเลย ที่จริงก็ทรงสอนให้ชาวพุทธใช้ปัญญาพิสูจน์ให้เห็นความจริงที่กำลังมีอยู่ เป็นอยู่
ขณะที่ได้เห็น ที่ได้ยินเป็นต้นนี่เอง แต่พวกเราชาวพุทธก็ไม่ได้เคยใช้ปัญญาพิสูจน์ความจริงกันเลย และนอกจากที่เราจะไม่ยอมใช้ปัญญาเข้าพิจารณาพิสูจน์ดังกล่าวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเรายังไปเสาะแสวงหาเงิน ทอง เพื่อเอาไปหาซื้อรูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น ที่ถูกใจมาสำหรับบำรุงบำเรอความสุขให้แก่ตัวและพวกพ้องอีก เมื่อเราพยายามเสาะหาแต่สิ่งที่ดีที่ถูกใจมาคอยบำรุงบำเรอความสุขกันอยู่เช่นนี้แล้ว ความสุขที่เราได้มาจากการที่เราบริโภคกามนั้นแหละ มันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาราคะโดยตรงทีเดียว แล้วอีกสักเมื่อไหร่ชาวพุทธหรือผู้อุทิศเพศเข้ามาบวช จะได้มีโอกาสได้เห็นภัยในสงสารกันสักทีเล่า



เพราะฉะนั้นคำที่ว่า ภิกฺขุ ที่เราแปลกันว่า ผู้เห็นภัย นั้น มันจึงเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งซึ่งเรายังมองกันไม่เห็นว่าจะเป็นภัยอย่างไร
จึงหลงระเริงในสมณะสารูป
ที่มีเป็นเครื่องอยู่ที่ชื่อว่า


กามคุณ




โดย ทรงธรรม [12 พ.ค. 2547 , 14:21:14 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ขอร่วมแสดงความคิด ผิดประการใด ขออภัย เพราะอ่านมาน้อย
ศาสนาพุทธเราต่างจากศาสนาอื่นๆ ศาสนาพุทธเราให้ยึดเอาความเป็นจริงอยู่กับความเป็นจริง ไม่ให้งมงาย แต่ให้ตั้งมั่นในความดี และไม่เบียดเบียน ซึ่งความจริงของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ผู้รู้ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง บ้างมองเห็นแค่ใกล้ๆ บ้างก็มองไกลออกไป แล้วแต่ว่า ใครจะรู้มากรู้น้อยต่างกันไป ศาสนาเราจึงมุ่งให้ทำเพื่อรู้ ไม่ให้อยู่กับความงมงาย
คำว่าภิกษุคงไม่ได้มีความตั้งใจว่าเป็นผู้ที่นุ่งผ้าเหลืองห่มผ้าเหลือง เหมือนในปัจจุบัน แต่คงมีความหมาย ว่าใจเป็นพระ ซึ่งเป็นผู้มองเห็นภัย

โดย ความฝันหนึ่ง [12 พ.ค. 2547 , 17:52:36 น.] ( IP = 203.147.0.42 : : 192.168.1.40, 203.156.45.174 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org