ผมอยากแปลบทความนี้มานาน มีเวลาเล็กน้อยก่อนกลับบ้าน ถึอโอกาสแปลเป็นของขวัญวันเกิดแก่ตัวเอง ครบ 58 ปีบริบูรณ์ อาจผิดพลาดไปบ้าง ต้องขออภัยครับ เพราะแปลธรรมะยากกว่าแปลความทั่วไป S.N.Goenka เป็นคนอินเดีย แต่เรียนธรรมะที่ประเทศพม่า ในตอนหลังกลับมาอินเดีย มีผลงานเขียนสอนธรรมะแพร่หลายและมีชื่อเสียงหลายชิ้นด้วยกัน
Nothing but seeing
แปลมาจากบทความในชื่อเดียวกัน ของ S.N.Coenka, Vipassana Meditation,
(Singapore: Vipassana Publicationsม 1990) pp. 116-117
ใกล้เมืองบอมเบย์ในอินเดีย มีชายผู้หนึ่งมีความเป็นอยู่อย่างสมถะ เป็นคนธรรมะธัมโม ใครได้พบได้คุยกับเขา ล้วนกล่าวตรงกันว่า เขาเป็นคนจิตใจงาม หลายคนกล่าวว่า เขาคงต้องเป็นผู้ที่หลุดพ้นแล้ว (Fully liberated) ชายผู้นี้เมื่อได้ยินคำกล่าวยกย่องอย่างสูงส่งเช่นนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่า "หรือเราจะหลุดพ้นแล้วจริงๆ" เนื่องจากเป็นคนซื่อสัตย์ต่อตัวเอง พิจารณาตัวเองรอบด้านแล้วก็สรุปได้ว่า ตัวเขาเองก็ยังมีความชอบความชังอยู่ในจิตใจ อย่างนี้จะถือว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ตามที่มีผู้ยกย่องได้อย่างไร และถ้าตนเองยังไม่บริสุทธิ์ ก็หมายความว่าตนเองยังไม่หลุดพ้น วันหนึ่งเขาจึงถามคนที่มาเยี่ยมเยียนว่า "มีผู้ในในโลกนี้ไหม ที่เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว"
"มีครับ" ตอบขึ้นพร้อมกัน "มีชายผู้หนึ่ง เรียกตนเองว่า พระพุทธเจ้า อยู่ที่เมืองสาวัตถี ลือกันทั่วไปว่าเป็นผู้ที่หลุดพ้นแล้ว ขณะนี้กำลังสั่งสอนเผยแพร่วิธีการปฏิบัติที่สามารถทำให้ผู้คนหลุดพ้นอีกด้วย"
"ฉันต้องไปพบชายผู้นี้ให้ได้ จะเรียนรู้จากเขาว่าทำอย่างไร ตนเองจึงจะหลุดพ้นได้" ตัดสินใจแล้ว ชายสมถะผู้นี้ก็ออกเดินทางจากเมืองบอมเบย์ เดินด้วยเท้าเป็นระยะทางไกลโข จนมาถึงเมืองสาวัตถี ซึ่งอยู่ทางเหนือของอินเดีย มาถึงก็ไม่รอช้าทันหายเหนื่อย ตรงรี่ไปยังพระวิหารเชตวัน ถามพระสงฆ์ในบริเวณนั้นว่าจะพบชายผู้หลุดพ้นได้ที่ไหน
"พระพุทธองค์ออกไปข้างนอก" พระสงฆ์รูปหนึ่งตอบ "ไปรับบิณฑบาตในเมือง ถ้าต้องการพบ ก็ให้รอที่นี่ ไม่นานพระพุทธองค์ก็จะเสด็จกลับ"
"ฉันรอไม่ได้ ไม่มีเวลาจะรออีกแล้ว ขอท่านได้โปรดชี้ทางให้ด้วยเถิด ฉันจะเดินตามไปพบให้ได้"
"ตกลง ถ้าท่านยืนยันเช่นนั้น นี่ไงถนนที่พระพุทธองค์ไปรับบิณฑบาต"
ชายสมถะไม่รอให้เสียเวลา รีบเดินอย่างรวดเร็ว ไปตามทางที่พระรูปนั้นแนะนำ จนมาถึงกลางเมือง มองเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังเดินไปตามบ้านเพื่อรับบิณฑบาต ตนเองรู้สึกถึงความสงบร่มเย็นที่ได้จากพระสงฆ์รูปนี้ เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต คิดในใจว่า พระรูปนี้คงเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน เมื่อได้ไต่ถามผู้คนที่เดินผ่านมา ก็เป็นจริงดังที่คิดไว้แต่แรก
ตรงกลางถนนนั่นเอง ชายสมถะเดินเข้าไปใกล้พระพุทธองค์ โค้งคำนับ แล้วตรงเข้าไปกอดพระบาท พลางกล่าวว่า "ท่านครับ กระผมได้ทราบว่า พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว และกำลังสอนวิธีบรรลุถึงความหลุดพ้นแก่คนทั่วไปอีกด้วย"
พระพุทธองค์ตรัสว่า "ใช่แล้ว เราเป็นผู้สอนให้ผู้คนถึงซึ่งความหลุดพ้น เรายินดีสอนให้แก่เจ้า แต่ขณะนี้ทั้งเวลาและสถานที่ล้วนไม่เหมาะสมที่จะทำการสั่งสอน ให้ไปรอที่พระวิหารเชตวันจะดีกว่า ในไม่ช้าเราก็จะเดินทางกลับ"
"ไม่ได้ขอรับ กระผมรอไม่ได้จริงๆ" ชายสมถะตอบ
"อะไรนะ ครึ่งชั่วโมงก็รอไม่ได้หรือ" พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม
"ไม่ได้ขอรับ กระผมรอไม่ได้จริงๆ ใครจะรู้ได้ว่า ในครึ่งชั่วโมงนี้ กระผมอาจตายไปแล้วก็ได้ หรือในครึ่งชั่วโมงพระองค์อาจตาย หรือในครึ่งชั่วโมง ศรัทธาที่กระผมมีต่อพระองค์อาจเสื่อมหายไป แล้วกระผมก็จะไม่ได้เรียนเทคนิคการหลุดพ้นที่ต้องการ ขอได้โปรดสอนกระผม ณ บัดนี้เถิด"
พระพุทธองค์ทรงมองไปที่ชายผู้นี้ ทรงทราบด้วยพระปัญญาว่า ชายผู้นี้ว่าจะมีชีวิตเหลืออยู่ไม่นานจริงๆ เขาจะต้องถึงแก่ความตายในเวลาไม่กี่นาทีนี้แล้ว พระองค์จำเป็นต้องแสดงธรรมโปรดแก่ชายผู้นี้ในขณะนี้ รอช้าไม่ได้ แต่พระพุทธองค์จะแสดงธรรมโปรดสัตว์อย่างไร ขณะกำลังยืนอยู่กลางถนน โดยแสดงธรรมที่ทำให้ชายผู้นี้สามารถหลุดพ้นไปได้ ในที่สุดพระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงธรรมเพียงไม่กี่คำ แต่ละคำรวมแล้ว คือคำสั่งสอนทั้งหมด (The entire teaching)
"ในขณะเห็น ให้มีแต่การเห็นเท่านั้น ในขณะได้ยิน จะต้องไม่มีอะไรนอกจากการได้ยิน ในการได้กลิ่น รู้รส หรือสัมผัส จะต้องไม่มีอะไรอื่น นอกจากการได้กลิ่น รู้รส หรือสัมผัสนั้นเท่านั้น เมื่อมีการรับรู้สิ่งใด จะต้องไม่มีอื่น นอกจากการรับรู้นั้น" (In your seeing, there should be only seeing; in your hearing nothing but hearing; in your smelling, tasting, touching nothing but smelling, tasting, touching; in your cognizing, nothing but cognizing.) เมื่อผัสสะเกิดขึ้นในทวารใดทวารหนึ่งในหกทวาร ไม่ต้องคิดตีเทียบ หรือกำหนดเงื่อนไขใดๆ เพราะถ้ามีการตีเทียบเมื่อไร การรับรู้ก็จะผิดเพี้ยนไป เพื่อให้จิตใจหลุดพ้นไปจากเงื่อนไขทุกอย่าง เราต้องเรียนรู้ที่จะหยุดการตีเทียบ โดยเอาเกณฑ์ในอดีตมากำหนดปัจจุบัน การรู้จึงต้องปราศจากการตีเทียบ และต้องไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้
ชายสมถะเมื่อได้รับฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ด้วยเป็นผู้มีจิตใจงามอยู่แล้ว แม้ธรรมะจะมีไม่กี่คำ ก็เป็นการเพียงพอที่เขาจะเข้าใจได้ เขาทรุดตัวลงนั่งข้างถนนในทันที ทำความรู้สึกตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ไม่มีการตีเทียบ ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ เขาเพียงมีหน้าที่สังเกตกระบวนการเปลี่ยนแปลงในตนเอง เพียงไม่กี่นาที ชายสมถะผู้นี้ก็บรรลุถึงซึ่งความหลุดพ้นดังที่เขาต้องการ