| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บันไดสู่สติปัฏฐาน...ตอน ๒/๑๑
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=5162
การรับประทานอาหาร ตัณหาเข้าอาศัยในการกินได้มากที่สุด ชีวิตนั้นต้องบริหารมาก ต้องเยียวยามาก เพิ่มเติมมาก คำว่าเพิ่มเติม ก็คือการที่ต้องกินเข้าไป
อาหารที่เรารับประทานเข้าไป นึกว่าอร่อยและมีความสุข แต่อาหารนั้นก็ไม่คงทน คงที่ มีความวิปริตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บดย่อยแล้วก็ต้องขับถ่ายออกมา เป็นทุกข์ยิ่งนัก
ฉะนั้น จงกินเพื่อแก้ทุกข์
ความหิวมีขึ้นมาเพราะมีการเกิด ถ้าเราไม่มีการเกิด ความหิวก็ไม่ตามมา เมื่อเรามองแต่ความหิว แล้วเราสรรหามาเพื่อแก้แต่ความหิว ก็ไม่สิ้นสุด
เพราะเราไม่รู้เหตุ ปัจจัยว่าทำไมจึงหิว เราได้แต่หาของมาปรุงแต่ง มาต่อเติมให้มันแก้ทุกข์ไป ไปแต่ละขณะ แล้วมันก็มีหมด มีเสื่อมไป ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริงแล้วมันต้องคงอยู่ได้ บังคับบัญชาได้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [20 พ.ค. 2547 , 07:40:17 น.] ( IP = 203.156.27.243 : : )
สลักธรรม 1ใน ๑ เดือน ขอเพียงวันเดียว ถ้าทำได้ ใครทำใครได้ วันเดียวหรือมื้อเดียว ลำดับการกินอยู่ที่ว่า นามนึกจะกินก่อน
นึกจะกินมี ๒ เหตุ คือ เพื่อแก้ทุกข์อันเกิดจากความหิว หรือมิฉะนั้นก็จำเป็นต้องรีบรับประทานก่อนโดยไม่หิว เพราะจะต้องออกไปทำงาน
จะต้องกินก่อนทั้งที่ยังไม่หิว จะต้องมีการรู้ด้วยว่าจะต้องกินให้เสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้พัวพันไปเกิดทุกข์ทีหลัง แก้ทุกข์ตรงนี้ เพื่อจะไม่ให้ทุกข์เกิด
ต้องรู้ในทุกข์ทั้ง ๒ อย่าง เมื่อหิว ต้องกินเพื่อแก้ทุกข์ แต่ถ้าจะออกไปทำงาน หากไม่กินเสียก่อนก็จะไม่มีเวลากิน ทุกข์มันเกิด การกินเพื่อปราศจากตัณหา ให้รู้ว่าทุกข์มันเกิดทั้งสิ้น รู้ลักษณะของทุกข์ แล้วลูกจึงไปเพื่อแก้ทุกข์อันนั้น
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [20 พ.ค. 2547 , 07:41:35 น.] ( IP = 203.156.27.243 : : )
สลักธรรม 2การกิน อยู่ดีๆ วิ่งไปไม่ได้ เดินแล้วต้องหยุด ให้รูปมันขาดจากกัน สันตติจะได้ไม่ต่อเนื่อง และไม่ใช่เดินไปปุ๊บ นั่งปั๊บ ไม่ถูกอิริยาบถ
ต้องไปถึงสถานที่ที่จะนั่งได้ แล้วต้องดู การไม่ดูทำให้เกิดความประมาท เมื่อมีชามวางอยู่ นั่งทับแตก มีของอยู่ นั่งทับ พัง
เราจะต้องเป็นคนรอบคอบ ความประณีตที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้นเป็นของตัวเองทั้งสิ้น แล้วจึงนึกหยิบชาม นึกหยิบช้อน เอาวาง แล้วจึงนึกตักข้าว
ต้องตักด้วยสติที่ประกอบไปด้วยปัญญาคือ พอประมาณ สำคัญมาก เพื่อกันกิเลส ตัณหา พอประมาณ แล้วจึงพิจารณาอาหารว่าเป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์ จึงตักมา
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [20 พ.ค. 2547 , 07:42:33 น.] ( IP = 203.156.27.243 : : )
สลักธรรม 3ถ้ามีผู้ตักข้าวให้เรียบร้อยแล้ว เราจะต้องมองก่อน มองด้วยสติ แล้วให้ความพอดีว่าข้าวนั้นพอสมควรหรือไม่ มากเกินไป หรือน้อยเกินไป
ถ้ามากเกินไป แบ่งเสียก่อน ถ้าน้อยเกินไปเติมเสียก่อน ไม่จำเป็นไม่ต้องตักหลายหน ตักครั้งเดียวให้พอดี แล้วเอามือวางที่หน้าตัก สำรวมในอินทรีย์ทุกขณะ มองอาหาร
พิจารณาอาหารด้วยสติและสัมปชัญญะว่า
ต้องกินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยากโดย พี่เณร..นำมาฝาก [20 พ.ค. 2547 , 07:44:17 น.] ( IP = 203.156.27.243 : : )
สลักธรรม 4นักปฏิบัติจะรู้ว่าการกินนั้น ตัณหาเข้าร่วมด้วย ทั้งที่มีสติ เช่น อาหารมี ๓ ชนิด อย่างไหนรสชาติถูกใจ หมดก่อน
ดังนั้น วิธีทำลายและสกัดกั้นตัณหา เราดูอาหาร พิจารณาคุณและโทษ ประโยชน์ ว่าร่างกายของเราต้องการอาหารชนิดใด แล้วกำหนดจิตพร้อมจะตัก แล้วจึงตักเอาไว้ในชาม และตักให้พอดีกับข้าวที่มีอยู่ ไม่ใช่ตักมามากเกินไป อะไรก็แล้วแต่ถ้ามากเกินไปเป็นภัยแก่ตัวเอง
เมื่อได้อาหารแล้ว มีสติสำรวมในการกิน ตามองแค่ขอบชาม ไม่มองเลยไปที่อื่น ตักอาหารให้พอดีทีละคำ ไม่โตเกินไป ไม่เล็กเกินไป
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [20 พ.ค. 2547 , 07:47:11 น.] ( IP = 203.156.27.243 : : )
สลักธรรม 5การตัก มีสติ ให้ถึงปากก่อนจึงอ้าปาก ไม่ใช่อ้าปากรอไว้ก่อน ตักเสร็จ ยก มา กำหนดรู้ว่าถึงแล้ว ต้องใส่ปาก ใส่แล้วยังไม่เคี้ยว ให้วางช้อนก่อน
กำหนดต้องเคี้ยว มีสติกับการเคี้ยวเพื่อให้เกิดการบดย่อยให้ละเอียด ลำไส้และกระเพาะอาหารจะได้ทำงานน้อยลง เคี้ยวด้วยสติอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเคี้ยวจนละเอียดแล้วจึงกำหนดรู้ว่าต้องกลืน แล้วกลืนลงไป เมื่อกลืนลงไปแล้ว จึงตักใหม่ ไม่ใช่ตักมารอ การตักอาหารรอเป็นตัณหา หมดคำแล้วจึงต้องตัก
เมื่อรู้สึกอิ่ม ไม่ต้องไปเสียดายของ
จงเสียดายสติที่ถูกตัณหาชิงเอาไป
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [20 พ.ค. 2547 , 07:48:50 น.] ( IP = 203.156.27.243 : : )
สลักธรรม 6เสร็จแล้ว ควรรวบช้อน
การดื่มน้ำในระหว่างการรับประทานอาหาร ไม่จำเป็น
ที่ต้องดื่มน้ำกันก็เพราะว่าเคี้ยวไม่ทันละเอียด รีบกลืน ติดคอ ถ้าเราเคี้ยวอย่างมีสติ อาหารจะถูกบดย่อย น้ำหล่อเลี้ยงภายในช่องปากจะออกมาทำหน้าที่กลมกล่อม คือลักษณะของธรรมชาติ ให้คุณประโยชน์แล้ว จะทำให้เกิดการหล่อลื่นและกลืนง่าย ไม่ติดคอถ้ามีสติ
เจริญสติกลับไปกลับมาจนเกิดความพอดี
พอแล้วจึงดี ไม่ใช่ดีแล้วจึงพอ
รวบช้อนด้วยสติ พิจารณาด้วยสติว่า ทุกข์สงบแล้ว มันไม่ได้หมดไป กำหนดทุกข์ที่ทำให้ชำนาญสติ ฝึกสติให้เป็นมหาสติได้ง่าย อยู่กับบ้านก็ทำไป ทำอะไรมีเหตุปัจจัย รู้ทุกระยะ เหตุปัจจัยว่าที่จะไปนี่ มีอะไรสั่ง มันไปเองได้ไหม ต้องมีนามสั่งจึงไปได้ ให้เห็นเหตุปัจจัย สันตติมันจะได้ห่างออก ไม่เป็นวัฏฏะ
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [20 พ.ค. 2547 , 07:50:03 น.] ( IP = 203.156.27.243 : : )
สลักธรรม 7ประโยชน์ของสตินอกจากจะเป็นการพัฒนาจิตแล้ว
ยังช่วยให้กิริยาท่าทางสุภาพและสุขภาพดีขึ้นด้วยนะคะ ....ขอบพระคุณค่ะพี่เณรโดย น้องกิ๊ฟ [20 พ.ค. 2547 , 22:14:37 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 8ขอบพระคุณค่ะพี่เณร ว่าไปแล้ววันนี้กิเลสในวงอาหารก็มากเหลือเกิน พอมาอ่านก็เลยต้องละอายใจที่ผิดไปแล้ว แถมนึกในใจว่า การกินกับหมู่คณะนี่ เป็นทุกข์จริงๆ ความพอดีก็ไม่มี ความสำรวมก็ไม่เกิด ยังไงคงต้องปลีกวิเวก รัปประทานตามลำพังคงจะดีไม่น้อย จะพยายามปรับนิสัยค่ะ
โดย น้องอุ๊ [21 พ.ค. 2547 , 17:42:59 น.] ( IP = 203.209.110.210 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |