| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา (๑๕)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1คำถาม :อย่างที่พระพุทธองค์สอนว่า
ทุกข์มีอยู่แล้ว แต่เมื่อเราไม่รู้ในทุกข์
ทั้งๆ ที่ผู้ปฏิบัติก็พยายามที่จะรู้เหตุ รู้ทุกข์ และรู้การดับทุกข์ อะไรอย่างนี้
เป็นเพราะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนในอารมณ์
คือ เมื่อเกิดความปวด มันผ่านช่วงทุกข์ไปแล้ว
เป็นการมีกิเลสคือโทสะเข้ามา
เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ในปัจจุบันอารมณ์อยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่
คำตอบ :พูดถูกแต่ใช้กลับกัน
เป็นอย่างที่เข้าใจนั่นแหละ แต่ใช้คำว่าอารมณ์ปัจจุบันผ่านไป
ปัจจุบันอารมณ์มีอยู่ตลอดเวลา
ปัจจุบันธรรมมีอยู่ตลอดเวลา
คือ เมื่อนั่ง นั่งก็ต้องทุกข์ ทุกข์แล้วก็ต้องรู้
รู้แล้วก็ต้องแก้ นี่คือปัจจุบันธรรม
เหมือนกับนั่ง นั่งก็ต้องเห็น เห็นก็ต้องรู้ รู้ก็ต้องคิด
คิดก็ต้องนึก นึกก็ต้องชอบหรือชัง นี่ธรรมชาติ ใช่ไหม
แต่ถ้านั่งปวด นั่งปุ๊บรู้สึกเท่าทัน ตรงนี้อารมณ์ปัจจุบันเกิดขึ้น
แต่มีจุดนิดหนึ่งทำให้เรานั้นเข้าไปทัน จุดที่มันผ่านไปไวมาก
เราไม่ทันอารมณ์ปัจจุบันกิเลสจึงเข้ามา
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:44:40 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 2คนเรานี่จะยกแขนได้เพราะมีกิจจำเป็นต้องยก ใช่ไหม
ยกแขน แขนคือรูป ตัวรู้คือนาม จิตจำเป็นจะต้องยกแขน
คือทำที่รูป นามรู้ว่าจำเป็นนะต้องยกแขน ถูกสั่ง
นามมาแล้วหนึ่ง นามจะต้องสั่งงาน
นามมาแล้วสอง รูปทำงานเพราะถูกสั่ง
คราวนี้พอรูปทำงาน
นามรู้ว่ารูปทำงานแล้วนามสั่งต่อ
ไม่สั่งต่อรูปก็ตกซิ (แขนจะไม่ยกขึ้นต่อไป)
อย่างการเกานี่
หนึ่งนามรู้ว่าคันแขน
สั่ง-จิตทำงานครั้งที่สองแล้วนะ สั่งให้รูปยกขึ้นมา
รู้สึกเกาจะเกาได้หรือ อะไรตัวรู้สึก นามใช่ไหม
นามรู้สึกแล้วรู้ว่ากำลังเกา ถ้าหายคันก็รู้ว่าหายแล้ว
พอหายแล้วนามสั่งเอามือลง รูปจึงลงได้
นามทำงานมากกว่า คือ สั่งให้เกาต่อไป
เพราะถ้านามไม่สั่งก็จะหยุดเกา รูปมันก็ต้องค้างอยู่ใช่ไหม
นามจึงทำงานมากมายเหลือเกิน
แล้วมาเทียบกับโลภะ โทสะ โมหะนี่เป็นรูปหรือนาม-เป็นนาม
ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ นามกับนามทำงานตีกันวุ่นเลยโดยที่เราไม่ทัน
เราทันไหม โลภะ โทสะ โมหะ เข้าเท่าไร
เพราะนามนี่เราไม่เห็น เป็นศัตรูอันซ่อนเร้น แต่รูปนี่เป็นศัตรูอันเปิดเผย
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:44:57 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 3เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้อุทยัพพยญาณจะรู้แบบนี้
เริ่มด้วยญาณที่จำแนกรู้เห็นแล้วว่านามรูปเป็นคนละอันกัน คือนามรูปปริจเฉทญาณ
นามรูปเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน คือปัจจยปริคคหญาณ
รูปนามทำงานแล้วดับ คือสัมมสนญาณ
ผู้รู้ก็ดับด้วย คืออุทยัพพยญาณ
ผู้ที่ได้อุทยัพพยญาณจะเป็นอย่างนี้
รู้สึก นามรู้ว่าคัน นามรู้ว่าทุกข์เกิด ทุกข์เกิดที่รูป ปรากฏการณ์เฉพาะหน้า
นามรูปแยกจากกัน ญาณปัญญาเข้า
แล้วรู้ด้วยว่ารูปนี่เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ทำให้ผู้นั้นรู้ปัจจยปริคคหญาณ
แล้วระหว่างที่รู้ว่าคัน ตอนรู้ว่านามคัน สติอยู่กับนาม
ตอนนั้นไม่รู้ว่าคันอะไร ไม่รู้ว่าคันตรงไหน เพราะตอนนั้นสติอยู่กับนาม
หรืออีกอย่างหนึ่ง สติอยู่กับปรากฏการณ์ที่รูป คือ คันตรงรูป
จิตก็ทำงานที่รูปโดยละทิ้งนาม นามรูปทำงานต่างกันแล้วเกิดดับ
สัมมสนญาณ ตรงนี้แหละ
เมื่อสติรู้ เช่น นามเจ็บ สติอยู่กับนามเจ็บ
จะไม่รู้ว่าเจ็บอะไร และเจ็บที่ไหนก็จะมาปรากฏก็คือรูปอันนี้เป็นที่เจ็บ
พอรูปนี้เป็นที่เจ็บ รูปนี้ก็ดับ สติอีกตัวหนึ่งเข้ามากับจิตรู้ว่าที่รู้นั้นเจ็บ
และที่รู้ว่าเจ็บนั้นดับแล้ว ความเจ็บดับ ผู้รู้ก็ดับด้วย แต่อย่าไปสนใจมากเลย
มีแล้วรู้เองไม่ยากหรอก ถ้าเผื่อปฏิบัติ ใช้ความเพียรไปวันละนิดละหน่อยได้เอง
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:45:14 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 4คำถาม :อารมณ์ที่ไม่เป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ เรียกว่าเป็นอุเบกขา
แต่บางครั้งมีโอกาสให้โมหะเข้ามา
ลักษณะของโมหะที่เข้ามามีลักษณะอย่างไร
คำตอบ :สติสัมปชัญญะต้องเป็นของคู่กันจึงจะปราบกิเลสเป็นสมุจเฉทได้
สติคือการระลึกได้ ส่วนสัมปชัญญะ คือปัญญา ตัวรู้นั่นเอง
เป็นความสว่าง เพราะรู้แล้วก็หายจากความไม่รู้
ในการปฏิบัติจะต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน
เพื่อจะได้ปัจจุบันอารมณ์
เพราะว่าถ้าผู้ใดไม่มีสติอยู่ ผู้นั้นกำลังมีโมหะ
โมหะก็คือตัวปรุงแต่งจิต
เป็นสังขารขันธ์อันหนึ่งคือโมหเจตสิก
จิตเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้
จิตจะต้องถูกปรุงแต่งอยู่เสมอด้วยเจตสิกต่างๆ
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:45:41 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 5ทุกวันนี้พอเราเห็นปุ๊ป เช่น เห็นดอกไม้รู้สึกชอบ
ตัวเห็นคือจิต ตัวชอบคือโลภเจตสิก เป็นของคู่กัน
เราหันไปเห็นหลังคาสกปรก เรารู้ว่าหลังคาสกปรก
ตัวเห็นก็จิตเห็น ตัวไม่ชอบสกปรกคือ โทสเจตสิก
มันเกิดขึ้นกับจิตเสมอ
เจตสิกก็มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว
เข้ามาสู่จิตได้ทั้ง ๒ ฝ่าย อยู่ที่ความสันทัด
ทุกวันนี้เราสันทัดอะไร โลภะ โทสะ และโมหะ
ถามมาว่าถ้าอยู่เฉยๆ อารมณ์เราต้องมีสุขเวทนา ทุกขเวทนา
แต่บางครั้งอารมณ์เรามีอุเบกขาเวทนาได้
แต่ทำไมจึงมีคำพูดที่ว่า ถ้าเราอยู่เฉยๆ มีโมหะเข้า
เพราะอดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง
ปัจจุบันนั้นจิตเห็นอะไร ขณะที่กำลังเห็นปัจจุบันอยู่ตรงนี้
สนามรบของชีวิตเราคือที่ปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่อดีต อนาคต
ถ้าไม่มีสติอยู่กับจิตก็จะต้องมีโมหะ
เพราะว่าโมหะตัวนี้เป็นหัวหน้าฝ่ายชั่ว สติเป็นหัวหน้าฝ่ายดี
ในขณะที่เรานั่งเฉยๆ ไม่ได้เกลียด รัก ชอบ ชัง เฉยๆ โมหะคุมจิตอยู่
โมหะจะไม่รับรู้ความจริงอันเป็นปรมัตถ์เลย
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:46:17 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 6ในการปฏิบัติเรามีสติคอยดูตาม อะไรผ่านมาเราก็รู้
อะไรผ่านมาเราก็รู้ แต่เราไม่เท่าทันความดับ
ระหว่างที่เราคอยใส่ใจดูอยู่เท่ากับเรากวักมือเรียกสติอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเรากำหนดว่านามเห็น
คำว่านามเป็นผู้เห็นสิ่งต่างที่ผ่านเข้ามา
เพราะจิตเรามีปัจจุบันคอยรับระทบ มีสติตั้งมั่น
การกระทบนี้ ไม่มีโอกาสที่โลภะ โทสะจะเข้ามาปรุงแต่ง โมหะก็เข้าไม่ได้
เขาเรียก อุเบกขาเวทนา
แต่ถ้าขณะใดที่เราไม่มีสติตั้งมั่น เราไม่มีการกำหนด
ไม่มีปัญญาร่วม โมหะก็เข้าซิ
คนละอย่างกัน ที่เราปฏิบัตินี่เรามีปัญญาโลกุตตระ
สตินำปัญญาโลกุตตระเข้ามา
ส่วนที่เจริญสติประจำวันนี่ยังเป็นปัญญาโลกียะอยู่
แต่เราก็ควรฝึกสติ เพราะสติเป็นหัวหน้า ปั
ญญาเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ต้องมีหัวหน้าแถว
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:46:35 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 7ฉะนั้น แม้จะมีปัญญาโลกียะ แต่เราก็มีเครื่องระลึก
ทำให้เรามีความจำได้ ระลึกได้ ไม่เผอเรอ ไม่เลอะเทอะ
มีสติพูด มีสติทำ มีสติคิด คราวนี้เมื่อสติมีอำนาจขึ้นมาก็เป็นสัมมาสติ
เมื่อสัมมาสติมีอำนาจ ก็เป็น มหาสติ
และมหาสติที่มีอยู่จะกลับมารักษาโดยไม่ต้องรอว่าจะระลึกได้อย่างไร
เป็นตัวที่จะครอบงำจิตใจให้กิเลสไม่กล้าเข้ามาเอง
เพราะมันมีอำนาจมากแล้ว
ที่ถามว่าทำไมตอนนี้สติมันนำโลภะมา
ขณะที่รู้ว่ามีโลภะขณะนั้นสติมันก็ออกไป
เพราะสติก็ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้
เรามีหน้าที่เริ่มต้นใหม่ อย่าถามว่าทำไมโลภะมันเข้ามา
ถ้าถามก็ต้องตอบตนเองได้ว่าเพราะเราเผลอสติ
อย่าไปใส่ใจว่าทำไมมีสติแล้วยังมีโลภะ โทสะ โมหะ เข้ามาง่าย
ก็ทำมากี่ปี เอ้า ๑๐ ปี ..แต่เกิดกี่ชาติ นับไม่ได้เลยใช่ไหม
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:47:00 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 8ดังนั้น สิ่งที่เราทำนี้เป็นความเจริญซึ่งเราเคยฝึก
ที่มีสติกันอยู่ทุกวันนี้คือกันบ้า กันหลง กันลืม กันหกล้ม ฯลฯ
แต่ไม่สามารถกันกิเลสได้ เราจึงต้องฝึกสติให้มีบทบาทขึ้นมา
อีกหน่อยมันกันได้เอง ขอให้ระลึกรู้สึกตัวอยู่เป็นประจำ
จะกินอย่าคลำ หันไปมองสักนิดหนึ่ง
เอาสติตามให้ทันทุกอย่าง
อย่าใช้ความเคยชิน หันมามองแล้วหยิบ
มีสติกิน (น้ำ) เย็นก็รู้ว่าเย็น
เพราะทุกวันนี้เราไม่รู้ว่าน้ำมันเย็น
เพราะเรากินไปคุยไป มองไป
อะไรกระทบไม่รู้เลย พอกินเสร็จรู้อิ่ม วาง
ความประมาทจะหมดไปเลย ความสะเพร่าก็หายไป
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:47:17 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 9คำถาม :ในชีวิตประจำวันจะมีโอกาสยกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์ได้หรือไม่
คำตอบ :ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะเห็นไตรลักษณ์เอง
ยกไม่ได้ จิตเป็นนามธรรม ไปยกที่ไหนไม่ได้
จิตมันมีที่ตั้งอยู่แล้ว ตั้งกับตาเรียกว่า จักขุวิญญาณ
จิตไปตั้งที่หูเรียกว่าโสตวิญญาณ
จิตไปตั้งที่จมูกเรียกว่า ฆานวิญญาณ ฯลฯ
จิตมีที่ตั้งอยู่แล้ว จะยกไปไว้ที่อื่นไม่ได้
เพราะจิตเป็นปรมัตถ์ตัวหนึ่ง และมีอนัตตาคือบังคับไม่ได้
ตอนนี้เห็นจะบังคับให้อยู่กับหูไม่ได้ มันต้องอยู่กับตา
จิตเป็นปรมัตถ์ ปรมัตถ์มี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน
และปรมัตถ์ก็ปกคลุมด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
จิตจึงบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่เที่ยงเพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:48:17 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 )
สลักธรรม 10เราจะยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์จึงเป็นไปไม่ได้ มีรูปเท่านั้นที่ยกได้
แต่จิตเข้าใจในไตรลักษณ์ได้ จิตเข้าใจลักษณะที่ปรากฏขึ้นได้
ด้วยการปฏิบัติรูปนามจนได้นามรูปปริจเฉทญาณ
ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพยญาณ
จนโอนโคตรปุถุชนทิ้ง สำเร็จเป็นพระอรหันต์
ถ้าเรานั่งพอเมื่อยก็นึกว่าอนิจจัง ไม่เที่ยงเลย ทุกข์มันเกิด
เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ นี่เขาเรียก
วิปัสสนึก ไม่ใช่วิปัสสนา
ในการเห็นไตรลักษณ์นั้นมันจะมีความเข้าใจ
เข้าใจด้วยปัญญาที่เราเรียนมาคือสุตามยปัญญา
เมื่อเรียนของจริงแล้ว เวลานึกคิดก็เอาของจริงมานึกคิดได้แก่ จินตามยปัญญา
ต่อมาก็ภาวนามยปัญญาคือปัญญาที่เกิดขึ้นกับการเห็นจริงเฉพาะหน้า
อะไรคือความจริง
อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง
ปัจจุบันอันนี้เกิดขึ้นมา เห็น-ดับไปก็รู้
เกิดขึ้นมาใหม่ก็เห็น พอตั้งอยู่ก็รู้ ดับไปก็รู้
ทีนี้เมื่อเห็นเป็น ๓ กาล
คือ พอทุกอย่างมันเคลื่อนมาด้วยธรรมชาติ
เหตุปัจจัยนั้นผลักมาอยู่ข้างหน้าระลึกรู้-นามเห็น มันอยู่ไม่ได้ มันไป
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [25 พ.ค. 2547 , 15:48:36 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.38 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |