มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา (๑๖)






ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา
คำถาม-คำตอบเรื่องวิปัสสนา (ต่อ)


คำถาม :ในทางปฏิบัติยังเข้าใจว่าสันตติ
อนัตตานี่ดูยาก เพราะว่าในขณะที่ติดตามดูอยู่มันเกิดอารมณ์ขุ่นขึ้นมา
หรือว่าพอใจขึ้นมาเพราะเราไปติดอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ก็เลยไปหาเหตุว่าเราจะทำลายตัวนั้น
แต่จริงๆ แล้วในทางปฏิบัติก็คืออยู่กับปัจจุบัน
อยู่กับรูปกับนาม แล้วก็ทำความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ อัน
นี่คือหลักปฏิบัติใช่หรือไม่

คำตอบ :ที่แท้จริงเราไม่มีหน้าที่ไปค้นหาต้นตออะไรเลย
การค้นหาต้นตอที่มันเกิดขึ้น การดับที่ปลายเหตุ
เป็นการไม่อยู่กับความจริงเลย
อะไรจะเกิด-รู้ อย่าไปหาว่ามันมาจากไหน
การค้นหาว่ามันมาจากไหนเหมือนกับเราอ่านหนังสือ
แล้วถามว่าใครเป็นคนเขียน
เพราะก่อนจะมีเล่มนี้ได้ต้องมีอดีต
เขาเขียนมานานแล้วเท่ากับเราไม่อยู่กับความจริง
ตอนนี้เรามีหน้าที่อ่านก็อ่านไป
มีหน้าที่เขียนก็เขียน มีหน้าที่รู้ก็รู้ ไม่คำนึงถึงอดีต อนาคต ก็จบตรงนี้
ไม่ต้องคำนึงว่ามันมาจากสาเหตุใด
ขอให้แค่นี้เป็นพอ การปฏิบัติขอให้ดำรงอยู่อย่างนี้ อย่าไปค้นหาสาเหตุ
ปัญญาที่เราเรียนเข้าไปจะเป็นตัวบอกเหตุเราเองด้วยความเข้าใจ
เรามีหน้าที่อยู่กับความจริงตรงนี้ เพราะเหตุอย่างนี้มันจึงมีผลอย่างนี้
เพราะมีการนั่งจึงมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ถ้าเรายืนอยู่และเราไม่นั่ง
รูปนั่งจะเสื่อมลงไปไม่ได้ ถ้าเรานั่งอยู่อย่างนี้โดยเราจะไม่ยืน
รูปยืนจะเสื่อมไปไม่ได้ แต่เราทำไม่ได้ เพราะเราบังคับบัญชาไม่ได้
เราบังคับบัญชาอารมณ์ไม่ได้ เราไม่สามารถไม่ป่วยไม่ได้เพราะมีอนิจจัง
และเราทนกับมันไม่ได้เลย มีอารมณ์ต้องรู้ รู้นี่รู้นั่นตลอดเวลา

ขอให้ปฏิบัติอย่างนี้ อย่าเป็นนักวิจัยในการปฏิบัติ
แต่เวลาที่เราไม่ได้ปฏิบัติวันหนึ่งๆ เราควรจะตรวจสภาพจิตของเราว่า
จิตเราเศร้าหมองไหม หดหู่ไหม มีโทสะเท่าไร
จะได้เป็นบทเรียนว่าเราเป็นคนดีขนาดไหน
นั่นเป็นการให้เวลากับตัวเอง

โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [26 พ.ค. 2547 , 16:37:29 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.40 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คำถาม :ผู้ที่มีความเพียร ปฏิบัติตนจนได้อารมณ์เป็นมหาสติไม่ต้องมีนามรูปเป็นอารมณ์
ในการที่ท่านดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันท่านปฏิบัติตนอย่างไร
วางใจอย่างไร มีความเป็นอยู่ในการใช้ปัจจัย ๔ อย่างไร
ในการที่ท่านผู้นั้นยังดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้
ยกตัวอย่างเช่น การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทำเพื่ออะไร

คำตอบ :คำถามนี้ดี พระอรหันต์ไม่ได้มีรูปมีนามอยู่ ๑๐๐ เวลา ๑๐๐ วินาที ไม่ใช่อย่างนั้นนะ
ทำไมพระพุทธองค์เอาหลักนี้มาให้ เอาหลักนี้มาวางเพื่อให้รู้จักไตรลักษณ์
เพื่อให้รู้ว่าชีวิตเรามีลักษณะ ๓ นะ ขออย่าประมาท อย่าเพลิดเพลิน อย่าอุปาทานนะ
ลักษณะ ๓ เป็นอย่างไร-ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะเห็นได้อย่างไร
อยู่ดีๆ เห็นไม่ได้ เพราะว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีตัวปิดบัง ๓ ตัว
คือ อนิจจังถูกปิดบังด้วยสัตติ
ทุกขังถูกปิดบังด้วยอิริยาบถ
และอนัตตาถูกปิดบังด้วยฆนสัญญา


โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [26 พ.ค. 2547 , 16:38:32 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.40 )


  สลักธรรม 2

การที่จะทำลาย ๓ ตัวนี้ออกเพื่อจะได้เห็นโฉมหน้าไตรลักษณ์ก็คือ
เราจะทำอะไรทุกขณะต้องรู้เสียก่อนว่าทำไปเพื่ออะไร
ทำไมจึงต้องทำ เมื่อทำแล้วมันมีอยู่อีกไหม อารมณ์นั้นมีอยู่อีกไหม
มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จัดเป็นการเห็นอนิจจังก็ได้
เพราะอนิจจังคือความไม่เที่ยง มาแล้วหายไปเรียกไม่เที่ยงได้
อารมณ์ที่เห็นแล้วหายไปเรียกทุกขังได้ คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
หรือไม่พอเห็นแล้วหายไป คือไม่สามารถบังคับบัญชาให้เห็นต่อไป

ไม่จำเป็นต้องเห็นทั้ง ๓ อย่าง
เห็นอย่างใดอย่างหนึ่งประจักษ์ขึ้นมาในอำนาจของปัญญา
เมื่อปฏิบัติถึงขนาดเห็นแล้วว่า สักแต่ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
เห็นเหตุปัจจัยของการทำงานว่า เหตุนี้ทำให้เห็น เหตุที่มองเห็นก็ดับ เราเห็นก็ดับ
ทั้งตัวเหตุตัวผลดับอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่รู้ก็ดับไปเป็นขณะๆ ตัวสติก็ดับทุกขณะ
นั่นเรียกว่าได้ญาณปัญญาจนกระทั่งสำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์

พระอรหันต์ก็มีเนื้อหนังมังสาอย่างนี้
พระอรหันต์ ไม่ได้สีเหมือนพระอินทร์ บินเหมือนนก
ตีก็ยังเจ็บอยู่ หยิกก็เจ็บ หิวก็เป็น
แต่เพราะกำลังปัญญาอันมหาศาล ที่พิจารณาเข้าไปถึงธาตุแท้ของชีวิต
ได้ประจักษ์อยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว เหตุและผลอยู่ในใจพร้อมมูลแล้ว
อำนาจปัญญานี้มากแล้ว มหาสติระลึกได้แล้ว มหาสติก็จะคอยมาเป็นตัวระลึกรู้


โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [26 พ.ค. 2547 , 16:41:52 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.40 )


  สลักธรรม 3

ก็เหมือนกับเรารู้ว่าเราชื่อนาย ก.
เราไม่ต้องบอกอีกเลยว่าเราชื่อ นาย ก. นะ
พอเรียกปุ๊บก็ได้ยินเลยว่านี่เรียกเรา
เหมือนเราเห็นแม่บ้านของเรา เราไม่ต้องบอกว่าคนนี้ใช่แม่บ้าน คนนี้ไม่ใช่
คำว่าภรรยาเข้ามาอยู่ในใจเลย

พระอรหันต์ก็ครองชีวิตเช่นนี้
เมื่อมีอำนาจมหาสติ มีปัญญาญาณแล้ว
จะเห็น จะรู้อะไร สิ่งที่รู้อยู่จะคอยเตือนอยู่ตลอดเวลา
ว่าหลงไม่ได้นะ เป็นแค่นี้ จบไปเป็นอย่างๆ

พระพุทธองค์ดำเนินชีวิตไปด้วยการจบเป็นอย่างๆ
ทุกข์จะมีก็แก้ไขไป แก้ไม่ได้ก็เป็นวิปาก แก้แล้วก็แล้วไป
ไม่อาทรอีกกับของที่ผ่านไป และไม่รออารมณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น
แก้ไขตรงนี้ อยู่ตรงนี้ จบแล้ว นี่แหละ พระอรหันต์

แต่ผู้พูดยังไม่ได้เป็นนะ เพียงแต่เคยคุยกับพระอรหันต์
ต้องประกาศเสียก่อนว่าพระโสดาบันก็ไม่ได้เป็น ไม่ได้เป็นเลยสักอย่างหนึ่ง
ถ้าถามหลวงพ่อว่าเป็นอะไร สงสัยเป็นนั่นสงสัยเป็นนี่
พวกสงสัยมากกำลังชำนาญวิจิกิจฉา
จงสงสัยตนเองว่าตนเองมีหรือยัง
แล้วทำไมจึงรู้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เพราะคุยกับท่านมาก็ดูท่าน


โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [26 พ.ค. 2547 , 16:42:11 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.40 )


  สลักธรรม 4

ฉะนั้นจึงเป็นอุทาหรณ์อย่างหนึ่งว่า
พระอรหันต์หรือพระโสดาบันก็ดีไม่ได้มีป้ายชื่อติด
หรือมีเนื้อหนังมังสาผิดแปลกไปกว่าทุกคนในที่นี้เหมือนกัน
แต่ภูมิปัญญานั้นสูงแล้ว จิตสูงแล้ว ฉะนั้นการล่วงเกินผู้ที่สูงแล้วบาปหนัก
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนนั้นเป็นพระอรหันต์
เราจะไม่ใช้พระโสดาบัน จะไม่ใช้พระสกิทาคามี
จะไม่ใช้พระอนาคามี จะไม่ใช้พระอรหันต์ จะไม่ประมาทพลาดถลำไปก็คือ
จงไม่ใช้ใครเลย การไม่ใช้ใครเลยจะได้ไม่ไปเจอกับการใช้พระอรหันต์
ต้องรู้จักพึ่งตนเอง เพราะผู้ที่ใช้แค่พระโสดาบันยังต้องไปรับใช้ ๕๐๐ ชาติ
นี่แหละจึงเป็นอุทาหรณ์ว่า
พระอรหันต์กับมนุษย์ที่นั่งอยู่นี่ หน้าตา รูปร่างผิวพรรณเหมือนกัน
แต่จิตใจต่างกับเราเท่านั้นเอง และสามารถรู้จิตไหม ก็ไม่รู้อีก

ดังนั้น จะทำอย่างไรจึงจะไม่พลาดเกิดบาปอันมหันต์นี้
จงอย่าใช้ใครพร่ำเพรื่อ หัดพึ่งตนเองให้เป็น ตนเป็นที่พึ่งของตนดีที่สุด
ชีวิตการเป็นอยู่ของพระอรหันต์ก็มีการกิน นอน ขับถ่าย เดิน ยืน นั่ง หา
คำว่า “หา” ของท่าน ต่างกับ “หา” ของเรา
กิน ยืน เดิน นั่ง ขับถ่ายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน
ตรงที่ว่า รู้ก่อนว่าทำไปเพื่ออะไร
ท่านมีการหาก็หาเพื่อแก้ทุกข์ ส่วนเราหาเพื่อแก้อยาก


โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [26 พ.ค. 2547 , 16:42:36 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.40 )


  สลักธรรม 5

พระพุทธองค์ไม่ต้องมากำหนดรูปนาม
ไม่ต้องกำหนดเท่าทันรูปนาม
คำว่า “รูปนาม” นี่เป็นตัวรื้อสัญญา
ไม่ใช่เป็นเอกนะ สตินี่เป็นเอก พอรื้อสัญญาวิปลาสได้เท่ากับละสังโยชน์ได้
ทุกวันนี้เรามีสัญญาวิปลาสว่า นี่ดีนะ ดูทีวี ดูละคร
ตอนนี้ละครเรื่องอะไร สัญญาบอกว่าดูละครเรื่อง “ลานลูกไม้” ดี

เมื่อสัญญาบอกว่าดีก็อยากดูอีก พออยากดูอีกก็อยากเกิดอีก
ทีนี้เอารูปนามมารื้อสัญญา เท่ากับเอารูปนามมาตั้งแทน “ลานลูกไม้”
จะได้ไม่ต้องไปดู “ลานลูกไม้” อีก ตัดการเกิดอีกตัดสังโยชน์เลย
รูปนามเป็นอุบายรื้อสัญญา พร้อมกันนั้นสติที่เข้ามาเป็นตัวช่วยละสังโยชน์



(โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ)

โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [26 พ.ค. 2547 , 16:42:55 น.] ( IP = 203.150.209.232 : : 203.113.67.40 )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณมากค่ะ
ที่นำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาฝากสม่ำเสมอ

โดย เซิ่น [26 พ.ค. 2547 , 22:17:33 น.] ( IP = 203.156.26.148 : : )


  สลักธรรม 7



อนุโมทนาในกุศลเจตนาและความเพียร
ที่มีน้ำใจต่อเพื่อน ๆ และสหายพระอภิธรรมมาโดยตลอดค่ะ....



โดย น้องฟู [27 พ.ค. 2547 , 22:13:54 น.] ( IP = 202.47.247.146 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org