มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รายงานติดขอบ..สนามหลวง..งานวิสาขะ




ศุกร์ที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗
เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.
วันที่สองของงานสัปดาห์วิสาขบูชาประจำปี ๒๕๔๗ ณ ท้องสนามหลวง
แต่เป็นวันแรกของการอภิปราย
ถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย
ดังนั้น ในวันนี้รอบบริเวณท้องสนามหลวง
จึงคราคร่ำไปด้วยนักเรียนนักศึกษา
ที่มาเดินชมนิทรรศการ
และรอรับฟังการอภิปรายกันตั้งแต่เช้า

บนเวทีใหญ่กลางท้องสนามหลวงในเช้านี้
จึงเต็มไปด้วยนักเรียนที่แต่ละโรงเรียน
พามาร่วมกิจกรรมพุทธศาสนา
เพื่อพัฒนาความรู้ขให้มีความเข้าใจ
ในคำว่า "พุทธมามกะ" มากยิ่งขึ้น
นอกจากนักเรียนนับร้อยที่พากันนั่งอยู่ใต้ร่มของเวทีกันอย่างเรียบร้อยแล้ว
พุทธศาสนิกชนบางส่วนก็มานั่งคอยอยู่ด้วยเช่นกัน
เพื่อรอรับฟังการบรรยาย
จากผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่จะขึ้นมาบนเวที

นับเป็นที่น่าอนุโมทนายิ่งกับคณะผู้จัดงาน
ที่สามารถชักนำเยาวชนให้มาร่วมกิจกรรม
ได้มากมายถึงเพียงนี้

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 07:30:23 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ]


  สลักธรรม 1

วันพุทธมหามงคล ..คือ หัวข้อของการบรรยายที่ถูกกำหนดไว้
ให้วิทยากรได้พูดกันในวันนี้
ตามแต่ทัศนะของแต่ละท่าน

ไม่มีการกำหนดกรอบการพูดไว้ล่วงหน้า
เพราะวิทยากรแต่ละท่านนั้น
ไม่มีโอกาสที่จะได้พบกันมาก่อนเลย
เรียกได้ว่า ในคณะวิทยากรทั้งสี่ท่านนั้น
ไม่มีทราบมาก่อนเลยว่า ใครจะพูดในด้านใด
..ในหัวข้อที่เหมือนกัน

จึงเป็นความลุ้นเล็กๆ ที่ผู้ฟังและวิทยากรเอง
จะต้องติดตามฟังกันอย่างไม่ให้พลาด
มิฉะนั้นแล้ว อาจมีการนำหัวข้อเดิมมาพูดซ้ำกันได้
ซึ่งทำให้ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควรกับเวลาที่เสียไป
หน้าที่สำคัญของวิทยากรในวันนี้
นอกจากจะต้องพูดให้ผู้ฟังเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ
ของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังจะต้องสรรหาเนื้อหาสาระ
ที่ไม่ซ้ำซ้อนมาสู่ผู้ฟังอีกด้วย



หัวข้อว่า ...วันพุทธมหามงคล
จึงเป็นเสมือนการเปิดประตูเข้างานสัปดาห์วิสาขบูชาอย่างศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
เพราะเป็นการกล่าวถึงความเป็นมาและหัวใจสำคัญของการจัดงาน
คือการกล่าวถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงนั่นเอง

และก่อนที่จะนำทุกท่านเข้าสู่บรรยากาศการอภิปรายถ่ายทอดสด
หลายท่านก็คงทราบกันดีว่า ..
ขณะนี้อาจารย์บุษกร อยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังผ่าตัด
ซึ่งเป็นการผ่าตัดซ้ำที่เดิมบริเวณเอว(กระดูกสันหลัง)อีกครั้ง
หลังจากที่การผ่าตัดครั้งแรกผ่านไปเพียงปีกว่า ...
สภาพของร่างกายโดยเฉพาะหมอนรองกระดูก
เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทในบริเวณดังกล่าวนั้น
คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้รับความกระทบกระเทือนและเสียหายมากเพียงใด
แต่ก็สุดวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงการผ่าตัดในครั้งที่สองนี้ไปได้

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 07:44:28 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 2

ระหว่างการพักฟื้นครั้งที่สองนี้...เกือบห้าเดือนที่ผ่านมา
อาจารย์ก็ไม่ได้ทิ้งงานด้านเผยแผ่ธรรมลงไปเลย
มิหนำซ้ำยังพยายามสอนนักศึกษาพระอภิธรรมให้มีความรู้ที่ถูกต้องยิ่งขึ้นเท่าที่มีโอกาส
ทั้งที่โรงพยาบาล ที่บ้าน และที่มูลนิธิเท่าที่สามารถเดินทางมาได้

การถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ยิ่งเข้มข้นขึ้น กวดขันมากขึ้น
ให้นักศึกษามีความเอาใจใส่ในธรรม และมีความแตกฉานกันอย่างจริงจัง
พร้อมทั้งปลูกฝังให้เป็นผู้ที่มีความกล้าในการกระทำคุณงามความดีด้วยตนเอง
ทั้งหัดเป็นให้ผู้บรรยายธรรม และพัฒนาบุคลิกภาพให้เหมาะสมในการแสดงออก
ที่สำคัญคือ ปลูกฝังและขัดเกลาให้มีความมั่นคงต่อการศึกษาเพื่อพ้นทุกข์


และปั้นใจของคนหลายคนให้งดงามด้วยแสงแห่งธรรมยิ่งขึ้น
ซึ่งจะมาเป็นดาวดวงใหม่มาประดับฟ้าให้งดงามต่อไป

มิใช่เพียงอยู่เพื่อใช้วันเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ หรือมีประโยชน์น้อยไม่สมค่า
ในขณะที่ชีวิตเดินเข้าใกล้มัจจุมารเข้าไปทุกทีแล้ว


และเมื่อย้อนกลับไปในระหว่างพักฟื้นหลังการผ่าตัดครั้งที่หนึ่งนั้น
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิ.. ได้เชิญอาจารย์บุษกรเข้าเป็นคณะกรรรมการ
และผู้ร่วมผลิตชุดวิชาธรรมานามัย ของคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ
โดยกำหนดระยะเวลาการทำงานให้ไม่เกินหกเดือน
ในการเขียนเนื้อหาวิชาจำนวน ๖ หน่วย ในจำนวนทั้งหมด ๑๕ หน่วย
แม้ระยะเวลาในการทำงานจะมีไม่มากนัก อาจารย์ก็ไม่ได้ทำให้ มสธ.ผิดหวัง

เนื้อหาวิชาจำนวน ๖ หน่วย ได้ผ่านการตรวจสอบ ซักถาม
และจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งในระหว่างสัปดาห์นี้ มสธ.ได้จัดส่งหนังสือดังกล่าว
มาให้อาจารย์ในฐานะผู้เขียนจำนวน 2 ชุด

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 07:51:31 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 3

จากสภาพร่างกายที่มีความปวดและชามาก
แม้จะผ่าตัดครั้งที่สองไปแล้วก็ตาม
รวมทั้งภารกิจในฐานะผู้บรรยายธรรม ผู้บริหารองค์กร
และที่ปรึกษาปัญหาชีวิตของบุคคลทั้งหลาย

ทำให้อาจารย์บุษกรมีความไม่พร้อมหลายประการ
อันเนื่องมาจากความตรากตรำดังกล่าว


แต่เมื่อได้รับหนังสือชุดวิชาธรรมานามัยแล้ว
ทำให้ร่างกายที่เจ็บป่วย และจิตใจอ่อนล้าของอาจารย์
กลับฟื้นกำลังขึ้นได้อย่างฉับพลัน
ด้วยความปิติใจที่สามารถนำพระอภิธรรมเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จแล้ว
นับเป็นความสำเร็จที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
เพราะนับจากบัดนี้ไป ...

เยาวชนไทยที่ได้ศึกษาวิชานี้
จะได้รับการปลูกฝังสัมมาทิฏฐิให้สามารถพัฒนาตนเองไปสู่กระบวนการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง
และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

ด้วยความที่รู้จักเหตุผลของชีวิต
กระบวนการทำงานของจิต ส่วนประกอบของจิต และรูปธรรมต่างๆ
และมีโอกาสเลือกกระทำกรรมได้ดียิ่งขึ้น

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 08:01:31 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 4

ความภาคภูมิใจนี้มิได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจในตนเองของอาจารย์บุษกร
แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือความภาคภูมิใจในครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้
โดยเฉพาะพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร และพระมหาแสวง โชติปาโล
ซึ่งเป็นพระอาจารย์ผู้เปรื่องปราชญ์ด้านพระอภิธรรมทั้งสองท่าน

แม้ว่าบัดนี้ท่านจะมรณภาพไปหมดสิ้นแล้วก็ตาม
อาจารย์บุษกรจึงได้นำความสำเร็จนี้
กราบบูชาสักการะพระคุณของครูบาอาจารย์ทุกท่านด้วยความเคารพ
และนำมาเป็นกำลังใจของตนเองให้สู้ต่อไป
แม้ว่าสภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวยเป็นอย่างยิ่งก็ตาม

ดังนั้น ในเช้าวันนี้
ท่านผู้ฟังที่ร่วมรับฟังการอภิปรายถ่ายทอดสด
ทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย
จึงได้รับฟังเสียงที่แจ่มใสอย่างยิ่ง
ของอาจารย์บุษกร
และ ณ บรรทัดนี้ ก็ขอกราบอนุโมทนาในกุศล
ที่ท่านอาจารย์บุษกรได้กระทำแล้ว
เพื่อพระพุทธศาสนาทั้งการบรรยายธรรม
และการผลิดตำราต่างๆ
ทางการศึกษามาด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 08:11:20 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 5

ขอย้อนกลับมาที่เวทีกลางของการอภิปราย...
คณะผู้อภิปรายในวันนี้มีทั้งหมด ๕ ท่าน
ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้อภิปรายไปหนึ่งท่าน คือท่านแรก
จาก..พระพรหมวชิรญาณ มาเป็น พระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามฯ
ส่วนผู้อภิปรายที่เหลือคงเป็นท่านเดิมคือ
นายสมเกียรติ ศรลัมภ์ สว.จังหวัดนครสวรรค์
นายเอกพัน บันลือฤทธิ์ นักแสดง
อาจารย์บุษกร เมธางกูร ประธานมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
และผู้ดำเนินการอภิปรายคือ ผศ.ร.ท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

เมื่อถึงเวลาอันสมควร...ตัวแทนผู้จัดงานได้เชิญคณะผู้อภิปรายขึ้นสู่เวที
และหลังจากที่ผู้ดำเนินการอภิปรายได้แนะนำประวัติและผลงานของแต่ละท่าน
ต่อสาธารณะชนแล้ว
การอภิปรายก็เริ่มขึ้นที่ท่านสมเกียรติ ศรลัมภ์ เป็นท่านแรก
เพราะท่านมีภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องรีบเดินทางไปปฏิบัติงานต่อ

ท่านสมเกียรตินำเสนอความเป็นวันพุทธมหามงคลด้วยท่วงท่าที่จริงจัง
พุ่งประเด็นตรงไปที่การศึกษาศาสนาในโลกนี้
โดยแบ่งประเภทให้เห็นกันชัดๆว่า
พระพุทธศาสนานั้นเป็นแบบอัตตนิยม สอนให้เชื่อในตนเอง เชื่อในการพิสูจน์ด้วยตนเอง
ส่วนศาสนาอื่นนั้นเป็นแบบเทวนิยม คือ สอนให้เชื่อในเทพเจ้าทั้งหลาย

นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบถึงความสำคัญของศีลว่า
มีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องต้องกันกับการดำรงชีวิตมนุษย์
เพราะการรักชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย
ศีลข้อที่ ๑ จึงเกิดขึ้นเพื่องดการเบียนเบียนชีวิตอันเป็นที่รักของผู้อื่นให้ตกล่วงไป
เพราะทรัพย์สินก็เป็นสิ่งที่รักและจำเป็นอีกเช่นกัน
ศีลข้อที่ ๒ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อคุ้มครองแก่เจ้าของทรัพย์เหล่านั้น
รวมถึงศีลข้อที่ ๓ ที่คุ้มครองบุคคลอันเป็นที่รักด้วย
ส่วนศีลข้อที่ ๔ นี้เกิดขึ้นมาเพื่อป้องกันความเสียหายและความพินาศประการต่างๆ
ที่จะมีขึ้นเพราะวาจาที่ไม่จริง
และศีลข้อที่ ๕ เกิดขึ้นมาเพื่อคุ้มครองสติของแต่ละคนไม่ให้ฟั่นเฟือนไปเพราะสุราเมรัยต่างๆ
จนกระทั่งล่วงละเมิดศีลข้อที่ ๑ - ๔ ได้อย่างง่ายดาย



โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 08:20:19 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 6

ส่วนศีล ๘ นั้นก็มีการอธิบายไว้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป
คือ การประพฤติพรหมจรรย์
ที่ต่างไปจากศีลข้อที่ ๓ เดิมเพราะมีการวิรัติที่มากขึ้น
ส่วนการบริโภคอาหารเวลาวิกาล..
การนั่งนอนในที่อ่อนนุ่ม ..
การร้องรำทำเพลงทัดของหอม ..
อีกสามข้อที่เพิ่มขึ้นนี้ ก็เพื่อควบคุมกายวาจาใจ
ไม่ให้มีความฝั่กใฝ่ในกามคุณอารมณ์มากยิ่งขึ้น

และประการสุดท้ายนั้นท่านยังเปรียบเทียบไว้อย่างน่าฟังว่า
พระพุทธศาสนานั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด
เพราะถ้าหากเปรียบไปแล้วก็เหมือนต้นไม้ที่มีสีเขียว มีความร่มเย็น



ผู้ที่อยู่นอกพระพุทธศาสนาก็เปรียบเสมือนคนที่เดินอยู่กลางแดด
มองไปทางไหนก็ไม่พบต้นไม้เลยสักต้น

ผู้ที่เข้ามาในพระพุทธศาสนาโดยปราศจากความรู้และการกระทำตามประเพณี
บุคคลเช่นนี้ก็เหมือนกับได้เห็นต้นไม้ แต่ยังไม่เดินเข้าร่ม

ผู้ที่ศึกษามาบ้างแล้วพอสมควร มีการดำเนินชีวิตอย่างสุจริตอยู่
ก็เหมือนกับผู้ที่เดินเข้ามาพักในร่มไม้ และก็นอนอยู่ใต้ร่มนั้นอย่างยาวนาน

ส่วนผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตนอย่างแท้จริง
ก็เหมือนคนที่ปีนต้นไม้ขึ้นไปเก็บผลไม้บริโภค พ้นจากสภาพการนอนไปในที่สุด

ซึ่งคนสุดท้ายนี้อาจจะได้รับความลำบากในระยะแรกๆ
แต่สุดท้ายแล้วก็จะได้บริโภคผลนั้นอย่างสมใจ

จบการอภิปรายของท่านแรกลงเพียงเท่านี้

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 08:23:31 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 7


สำหรับท่านที่สองนั้นคือ พระเดชพระคุณเจ้าพระธรรมกิตติวงศ์
ท่านได้กล่าวชื่มชมการจัดงานของทางราชการในปีนี้ว่าดีขึ้นมาก
และก็พูดถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อชีวิตทุกชีวิต
จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติยกย่องให้เป็นวันสำคัญของโลก
แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึงพระพุทธศาสนา
จึงควรทำความรู้จักพระพุทธศาสนาให้เข้าใจ
โดยเฉพาะควรรู้จักกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อจะได้ถึงความเป็นมหามงคล


การที่ท่านสมเกียรติกล่าวเปรียบเทียบไว้ว่าเป็นต้นไม้นั้น
ท่านบอกว่าเป็นการเปรียบที่น่าฟังมาก
แต่สำหรับท่านนั้นจะขอกล่าวเป็นอีกนัยหนึ่งโดยเปรียบเทียบกับภาพวาดเกี่ยวกับฝน
ที่ท่านได้ชมเมื่อครั้งที่ได้เดินทางไปเมืองจีนว่า

พระพุทธเจ้านั้นเปรียบเหมือนเมฆ ที่มีความเหนือชั้นด้วยประการต่างๆ
พระธรรมเปรียบเสมือนฝนที่เกิดจากเมฆนั้น
แต่ทั้งเมฆและฝนนี้เป็นที่ต้องการของคนต่างๆไม่เหมือนกัน

ชาวนาย่อมต้องการฝนที่ตกลงมาเพื่อไถ่หว่านทำนา
เด็กเล็กๆชอบเล่นน้ำฝน แต่ก็เล่นไม่นานเพราะหนาวและจะไม่สบาย
คนเล่นการพนันก็ไม่ต้องการน้ำฝน แต่ต้องการเล่นการพนัน
คนบางคนก็เดินเข้าบ้านเพื่อหลบฝน

ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงต้องพิจารณาตนว่าเป็นคนที่พบฝนแล้วมีการกระทำเช่นใด
เช่น ไปงานศพแล้วกินเหล้า เล่นการพนัน ในขณะที่พระยังสวดพระอภิธรรม
หรือเด็กผู้หญิงหลายคนที่กำลังคุยกันไม่ยอมฟังอยู่ในขณะนี้
ก็เหมือนคนที่ฝนตกแล้วหนีเข้าร่มเพราะไม่ต้องการฝน


โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 08:28:12 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 8

ชาวพุทธจะต้องทำความเข้าใจว่าคำว่าพุทธคืออะไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ องค์แท้ เพราะมีตัวตนที่แท้จริง
เป็นต้นตำรับ เป็นเจ้าของความรู้ทั้งปวง
คือเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ออกบวชแล้วทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ส่วนพระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ พระธรรมวินัย และพระไตรปิฎก
คือ องค์แทน เพราะเป็นสิ่งที่ทดแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งดับขันธปรินิพพานไปแล้ว
แต่ที่เรายังได้นับถือพระพุทธศาสนากันมาถึงวันนี้ก็เพราะมีองค์แทนนั่นเอง

และสุดท้ายคือ องค์ธรรม หมายถึง ภาวะแห่งการเป็นพระพุทธเจ้า
ภาวะแห่งการตรัสรู้ ที่สะอาดปราศจากิเลสเครื่องมัวหมอง
คือการเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นภาวะของความเสียสละ
สละราชบัลลังก์ สละอาหาร เพื่อได้มาซึ่งความรู้นี้

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 08:33:09 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 9

เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้สิ่งที่เราทำกันอยู่คือการบูชาด้วยดอกไม้
บูชาด้วยข้าวของต่างๆ ล้วนเป็นอามิสบูชา
ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงสละแล้วก่อนหน้าที่จะออกบวช
เราจึงควรที่จะบูชาพระคุณท่านด้วยการรู้จักระดับขององค์ธรรม
และเข้าถึงองค์ธรรมด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้สะอาด
ไม่เดือดร้อนแก่ใคร เป็นผู้รู้จักอภัย และไม่เป็นภัยแก่ผู้อื่น


สำหรับท่านที่สามที่เป็นผู้อภิปรายต่อมาก็คือ อาจารย์บุษกร
อาจารย์ได้เริ่มเรื่องวันมหามงคลด้วยการกล่าวถึงพระคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงเป็นพระมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ทรงตรัสรู้ธรรมที่สำคัญยิ่งคือ อริยสัจธรรม
คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค


การตรัสรู้อริยสัจจธรรมนี้เป็นการทำลายการเวียนว่ายตายเกิดให้หมดสิ้นลง
ด้วยมัชฌิมาปฏิปทา..ทางสายเอกที่เดินออกจากวัฏฏสงสาร

เพราะฉะนั้น ที่พระเดชพระคุณเจ้าได้กล่าวถึงการรู้จัก "พุทธ" ด้วยสามองค์นั้น
จึงขอเพิ่มเติมอีกหนึ่งองค์ว่า "องค์คุณ"
เพราะนำมาซึ่งการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดที่เป็นคุณอย่างยิ่งแก่ชีวิตของทุกคน

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 08:49:42 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )


  สลักธรรม 10

อาจารย์บอกว่า แท้จริงแล้วชาวพุทธยังรู้ไม่จริง หรือรู้น้อยมากเกี่ยวกับพระธรรม
อย่างเรื่องของความทุกข์นั้นเมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้ว
จะพบว่าทุกข์มีมากถึง ๑๖๐ อย่าง
กิเลสมีถึง ๑๕๐๐ ตัณหามีถึง ๑๐๘
บาปบุญที่เรารู้จักอยู่นี้ก็ไม่ได้มีเฉพาะที่เป็นศีล ๕
แต่ยังมีรายละเอียดอีกมาก ..แต่แม้จะสรุปลงไปแล้วบุญก็มีถึง ๑๐ อย่าง
บาปก็มีถึง ๑๐ อย่าง


อย่างแสงแดดนี่ เราไม่รู้เราก็นึกว่าแดดร้อน
อากาศร้อนมาก แต่ที่จริงไม่ใช่ แดดไม่ได้ร้อน ..แต่จิตของเราไม่ชอบก็เลยบอกว่าร้อน
ซึ่งร้อนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องจริงแท้ตลอดเวลา
เพราะคนที่ชอบร้อนก็จะบอกว่าไม่ร้อน
ส่วนคนที่ไม่ชอบร้อนก็จะบอกว่าร้อนมาก


ถ้าความร้อนเป็นความแน่นอนมีจริงแล้ว
ทำไมคนที่อยู่ในประเทศที่มีอากาศหนาวจึงอยากมาในประเทศที่มีอากาศร้อน
และทำไมพอหน้าร้อนเราจึงอยากไปประเทศที่มีอากาศหนาว
จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า ใจของเราเองต่างหากที่เป็นผู้ร้อนหรือไม่ร้อน ชอบหรือไม่ชอบ
และความทุกข์ก็เกิดติดตามมาจากความต้องการเหล่านี้

โดย ต้นสน [29 พ.ค. 2547 , 09:03:13 น.] ( IP = 210.86.188.5 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org