มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เสริมต่อจากกระทู้ที่00500 ค่ะ




สืบเนื่องจากกระทู้ที่ 00500 คำถามของคุณทวีพร ที่ว่า อบายภูมิ….มีบาปขนาดไหนจึงตกไปได้ ขอเสริมให้ทราบวิธีการปิดอบาย แต่ก่อนอื่น ต้องทราบก่อนว่าอบายคืออะไร อบาย เป็นภูมิที่ปฏิเสธความสุข เป็นภูมิของสัตว์ที่ไม่ได้รับความสุขที่ควรจะได้รับ ได้แก่สัตว์ ๔ จำพวก คือ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก
กิเลสที่สำคัญที่นำไปสู่อบายคือ มิจฉาทิฏฐิ และมิจฉาทิฏฐิที่นำไปสู่อบายคือ มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประเภท ดังที่ท่านอาจารย์บุษกร ได้กรุณากล่าวมาแล้ว และทิฏฐิทั้ง ๑๐ นี้ เมื่อนับรวมกับที่แยกย่อยออกไปด้วยจะรวมเป็นทิฏฐิ ๖๒ (ดังที่อาจารย์สง่าได้กล่าวไว้แล้ว) ในทิฏฐิ ๖๒ นี้ ยังไม่เกี่ยวกับสักกายะทิฏฐิ ซึ่งมีต่างหากอีก ๒๐ ทิฏฐิ ๖๒ นี้จัดว่าเป็นทิฏฐิภายนอกอาจารย์ คือ นอกพระพุทธศาสนา แต่สักกายะทิฏฐิจัดเป็นทิฏฐิภายในพุทธศาสนา
มิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ยังไม่สำคัญเท่าสักกายะทิฏฐิ (ความเข้าใจผิดในเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเราว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นของเรา เป็นของเขา) เพราะผู้ที่ละทิฏฐิ ๖๒ได้นั้นถือว่า ยังละสักกายะทิฏฐิไม่ได้ แต่ผู้ที่ละสักกายะทิฏฐิได้ จะละทิฏฐิ ๖๒ ได้ ทั้งนี้เพราะ สักกายะทิฏฐิเป็นด้วยอนุสัยกิเลส จัดเป็นกิเลสอย่างละเอียด และเป็นต้นเหตุที่จะเสือกไสอย่างแรงให้เราไปนรก (นรกเป็นภูมิที่มีความเป็นอยู่ของสัตว์ที่ไม่มีความสุขสบายเลย มีความทุกข์อย่างยิ่งยวด เป็นภูมิหนึ่งในอบายภูมิ ๔ ข้างต้น)
ฉะนั้น สักกายะทิฏฐิคืออะไร? อยู่ที่ไหน? มีลักษณะอย่างไร?
สักกายะทิฏฐิ ว่าโดยรวมแบ่งเป็น ๒๐ ประเภท คือ
๑. เห็นว่ารูปเป็นเรา
๒. เห็นว่าเราเป็นรูป
๓. เห็นว่าเรามีอยู่ในรูป
๔. เห็นว่ารูปมีอยู่ในเรา
ทั้งสี่ข้อนี้เป็นความสำคัญผิดในรูปขันธ์ แต่ท่านศาสนิกชนทั้งหลายคงทราบดีอยู้แล้วว่า ขันธ์ห้านั้นเป็นทุกข์เน้อ ซึ่งได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ดังนั้นความเห็นผิดในอีกสี่ขันธ์ที่เหลือก็เป็นไปทำนองเดียวกันกับความเห็นผิดในรูปขันธ์ จึงรวมเป็น ๒๐ ประเภท
สักกายะทิฏฐินั้นน่ากลัวอย่างมหันต์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงเข้าไปรู้แจ้งว่าจะต้องปราบด้วยวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น จึงจะละได้โดยเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทประหาน เฉกเช่นพระโสดาบันซึ่งทำลายสักกายะทิฏฐิได้โดยเด็ดขาด ดังนั้นพระองค์ประสงค์ให้ละสักกายะทิฏฐิเป็นอันดับแรก เพื่อปิดอบายเสียก่อน ซึ่งละได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น
“ หยุดพักสักนิด หยุดคิดสักหน่อย ก่อนที่จะท้อถอยค่ะ “
ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่ได้จากการสอนสั่งของหลวงพ่อเสือ ผิดตกประการใดก็เป็นความบกพร่องของดิฉันเอง กราบของอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย และขอความกรุณาท่านอาจารย์ทั้งหลายช่วยชี้แนะด้วยค่ะ ขออนุโมทนา.

โดย ดา ......ลูกศิษย์หลวงพ่อเสือ [29 ต.ค. 2544 , 19:00:57 น.] ( IP = 158.108.12.107 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

สาธุอนุโมทามิครับ
หวังว่าคุณดาคงมีเรื่องที่ดีๆที่จำได้มาฝากอีกนะครับเพื่อเป็นการทบทวนตนเองและเป็นธรรมทานด้วยครับผม...

โดย เทพธรรม [29 ต.ค. 2544 , 20:43:30 น.] ( IP = 203.170.174.82 : : )


  สลักธรรม 2

อนุโมทนาค่ะพี่ดา
พี่ดาพูดถึงทิฏฐิ ๖๒ กำลังอยากทราบอยู่พอดีว่ามีอะไรบ้าง ไม่ทราบว่าอาจารย์สง่าได้กล่าวไว้มีอยู่ในบอร์ดหรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ

โดย ธัญธร [30 ต.ค. 2544 , 22:25:14 น.] ( IP = 202.183.147.98 : : )


  สลักธรรม 3

อนุโมทนากับกุศลที่พี่ดาทำด้วยค่ะ
และขอบคุณมากค่ะ ได้อ่านและทบทวนไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ดีจัง

โดย กมลชนก [31 ต.ค. 2544 , 08:25:44 น.] ( IP = unknown : : unknown )


  สลักธรรม 4

ขอขยายรายละเอียดเรื่องทิฏฐิ ๖๒ หน่อยนะค่ะ
ที่กล่าวว่าอบายภูมิ เป็นภูมิของสัตว์ที่ไม่ได้รับความสุขที่ควรจะได้รับนั้น ความสุขในที่นี้หมายถึงความสุขที่ได้รับจากศีล สมาธิ ปัญญา และมรรค ผลนิพพานซึ่งเป็นบรมสุขนะค่ะ
มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ หรือ ๖๒ ที่นำไปสู่อบายมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ
๑. สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าอัตตา ตัวตน และโลกหรือสัตวโลกทุกอย่างเที่ยง ไม่เปลี่ยนแปลง
เกิดเป็นอย่างไร ตายแล้วก็เกิดเป็นอย่างนั้นอีก ยุงตายแล้วก็นกลายเป็นยุง คนตายแล้วก็ต้องเป็นคน แต่เชื่อว่าชาติหน้ามี ตลอดจนชื่ออย่างไร เกิดใหม่ก็ชื่ออย่างนั้น ความเห็นอย่างนี้แยกออกไปอีก ๔ สาขา
๒. เอกัจจสัสสตทิฏฐิ คือมีความเห็นว่าโลกนี้บางอย่างก็เที่ยง บางอย่างก็ไม่เที่ยง เช่นร่างกาย ตา หู ลิ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง เพราะเห็นว่าแก่ลง แต่เห็นว่าจิตเดิม เรียกว่าเห็นรูปร่างไม่เที่ยง แต่เห็นนามว่าเที่ยง จึงไม่มีการแตกดับ ข้อนี้แยกออกไปอีก ๔ สาขา
๓. อันตานันติกทิฏฐิ มีความเห็นว่าโลกนี้มีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี เช่นทิฏฐิของอาจารย์ใหญ่ๆ ที่ตั้งลัทธิขึ้นมา ทิฏฐินี้แยกออกไปอีก ๔ สาขา
๔. อมราวิเขปิกทิฏฐิ อันนี้ก็ไม่แน่นอนเหมือนกัน เห็นว่าโลกนี้จะว่าเที่ยงก็ไม่ใช่ จะว่าเที่ยงก็ใช่ โลกหน้าจะว่ามีก็ใช่ จะว่าไม่มีก็ใช่ แล้วแต่จะคิดเข้าข้างตนเองเป็นใหญ่ จึงตั้งเป็นหลักไม่แน่นอนไว้ก่อน ใครว่ามีก็ถูก ใครว่าไม่มีก็ถูก อันนี้แบ่งอกไปอีก ๔ สาขาคือ –เป็นสาขาของพวกที่กลัวพุดเท็จ, สาขาของพวกที่กลัวอุปาทาน, สาขาของพวกที่กลัวถูกซักถาม คงมีมั๊ง ไม่มีมั๊ง และเป็นสาขาของพวกที่โง่เขลา
๕. อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ มีความเห็นว่าโลกก็ดี คนก็ดี สัตว์ก็ดี ล้วนเกิดขึ้นมาเองไม่ได้อาศัยเหตุปัจจัยอะไร เกิดขึ้นมาลอยๆ เป็นความคิดผิดที่ตรงข้ามกับปฏิจจสมุปปบาท (เพราะปฏิจจสมุปบาทสอนแต่เหตุและผล) ถึงเวลาตายก็ตายเอง เมื่อมีความเห็นเข่นนี้แล้ว จำนวนมากจุติมาจากพรหม ทำสมาบัติรลึกชาติได้ว่าเราเคยเป็นพรหม แต่ไม่รู้ว่าการไปเกิดเป็นพรหมเกิดด้วยเหตุอะไร แต่เลยชาติพรหมระลึกไม่ได้แล้ว เลยนึกว่าพรหมเกิดเองไม่ได้อาศัยเหตุจึงเป็นคำที่กล่าวค้านกับกับคำของพระอัสสชิที่ว่า “ ธรรมทั้งหลายๆ ไหลมาแต่เหตุ “ มิจฉาทิฏฐินี้แยกออกไปอีก ๒ สาขา คือ ---อภิญญาที่ระลึกได้ ๒ ชาติ, คิดเอาเองไม่ใช่ระลึกชาติได้ คิดว่าคนเหล่านี้มาเองก็ตายเอง ป่วยได้ก็หายเองได้
หยุดพักสักนิด หยุดคิดสักหน่อย แล้วค่อยอ่านต่อวันหลังค่ะ

ดาค่ะ

โดย ดา [31 ต.ค. 2544 , 12:13:18 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 5

ขออนุโมทนากับพี่ดาที่แสนขยันด้วยค่ะ

โดย เล็ก [31 ต.ค. 2544 , 23:44:14 น.] ( IP = 203.155.236.170 : : )


  สลักธรรม 6


วันนี้จะเล่าเรื่องทิฏฐิที่นำไปสู่อบายที่เหลืออีก ๕ ข้อต่อนะค่ะ
๖. สัญญีทิฏฐิ
มีความเห็นว่า คนก็เที่ยง โลกก็เที่ยง เมื่อตายแล้วอัตตานั้นยังมีความเห็นอยู่ ก็นึกว่าเที่ยง
สัพเพ สังขารา นิจจา ตรงข้ามกับพระพุทธเจ้า เห็นว่าเที่ยง จำได้หมายรู้ เช่นคนที่รู้หนังสือ อ่านออกแล้วไม่เคยลืมเลย จึงเห็นว่าความรู้เป็นของเที่ยง แต่จริงแล้วมีชวนะ มีของเก่าเป็นมูลราก มีสัญญาเก็บไว้ในใจ แต่พวกนี้ไม่รู้จักวิถีจิต จึงคิดว่าความรู้นี้ไม่มีวันดับสูญ สัญญานั้นแหละเป็นสัญญาวิปลาส เป็นความคิดแคบ ไม่มองไกล ความเห็นผิดนี้จึงเป็นความเห็นผิดจากความจริงที่ว่า สิ่งใดมีเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีดับไปเป็นธรรมดา
ข้อนี้แยกออกไปอีก ๑๖ สาขา เช่น คนต้องเกิดเป็นคน เที่ยง, ใช่ คนเกิดเป็นคน หญิงก็ต้องเป็นหญิง, ทั้งหมดจะแตกต่างกันเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อตั้งตนเป็นใหญ่

๗. อสัญญีทิฏฐิ
คือวามเห็นว่าอัตตาตัวตนนั้นมี อัตตานั้นเที่ยง
แต่ต้องอาศัยร่างกายจึงรู้ได้ ถ้าร่างกายแตกดับ
ก็รู้ไม่ได้ แต่ความรู้นั้นมีอยู่ ก็ไม่ตาย ย้ายไปได้ อัตตาในที่นี้มีอยู่ทุกแห่ง ที่ตา ที่หู ที่จมูก เป็นต้น เช่นเวลาเห็นก็คิดว่าตนเห็น เวลาได้ยินก็คิดว่าตนได้ยิน แต่เวลาตายแล้วไม่มี
ข้อนี้แยกออกไปอีก ๘ สาขา สำนักนี้ใหญ่โตมาก เพราะเป็นสำนักของอาจารย์สัญชัย

๘. เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ
เมื่อความเห็นนี้เกิดแล้ว มีความเที่ยงมั่นคง
ร่างกายตายไปแล้ว อัตตาหรืออัตมันยังอยู่ เช่นองค์ดาไลลามะต้องไปเกิดที่คนนี้ๆ อันนี้มี ๘ สาขา

๙. อุจเฉททิฏฐิ
มีความเห็นผิดว่าคนเราตายแล้วสูญ ไม่ต้องเกิด เพราะคนเราเกิดจากธาตุ ๔ คือดิน น้ำ ไฟ ลม ตายแล้วสูญ ตายแล้วชาติหน้าไม่มี
อันนี้แตกออกไปอีก ๗ สาขา

๑๐. ทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ
มีความเห็นเรื่องนิพพานว่าคือความสุขในกามภพ ถ้าได้เสพความสุขมากๆ นั่นแหละคือนิพพานของเขา ได้แก่ กามะสุขัลลิกานุโยโค ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่าบรรพชิตไม่ควรเสพกามคุณเหล่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงเปิดกว้างให้บุรุษเพศมีภรรยาได้ไม่จำกัด (พระมีภรรยาได้) และคิดว่าผู้ที่เป็นภรรยาพระจะเป็นพระอรหันต์ได้
ด้วยความคิดเห็นผิดเช่นนี้นางพราหมณีผู้หนึ่งจึงคิดยกลูกสาวให้กับพระพุทธเจ้า
ความเห็นผิดข้อนี้จึงเห็นว่า
เสวยกามคุณสุขมากเป็นนิพพาน และ
เห็นว่าปฐมฌานนั่นแหละเป็นนิพพาน,
ทุติยฌาน...นิพพาน, ตติยฌาน...นิพพาน
และจตุตถฌาน.....นิพพาน
ข้อนี้แยกออกไปอีก ๕ สาขาโดยอำนาจฌาน

รวมทั้งหมดเรียกว่าทิฏฐิ ๖๒ ค่ะ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

สวัสดีค่ะ
ลูกศิษย์หลวงพ่อเสือค่ะ

โดย ดา [1 พ.ย. 2544 , 11:59:18 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 7

โอโหคุณดาครับผม.....นี่ขนาดแค่จดโน๊ตตอนหลวงพ่อสอนนะนี่ยังเต็มๆขนาดนี้

อย่างนี้เขาเรียกว่ามีเทปซ่อนไว้ในหัวใจแน่ๆเลยขอคาระวะจริงๆครับคุณดา...เทพธรรม

โดย เทพธรรมครับ - [1 พ.ย. 2544 , 20:44:25 น.] ( IP = 202.183.157.188 : : 202.183.157.188 )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณพี่ดามากๆเลยค่ะที่กรุณาอธิบายให้อย่างกระจ่างแจ้ง.. ประเดี๋ยวต้องsave ไว้อ่านอีกค่ะ เพราะว่าจำยากจัง พี่ดาเก่งจริงๆค่ะ ขออนุโมทนาค่ะ

โดย ธัญธร [1 พ.ย. 2544 , 21:21:52 น.] ( IP = 202.183.147.95 : : )


  สลักธรรม 9

ขอชื่นชมพี่ดาจริงๆที่จด lecture ได้เหมือนถอดเทปเลย เรื่องสักกายทิฏฐิสำคัญจริงๆ และมีกล่าวไว้เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น จึงขอยกคำพูดของหลวงพ่อเสือวันนี้ที่ว่า ไม่มีใครไม่โชคดีที่เกิดเป็นชาวพุทธ เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้เรารู้จักสักกายทิฏฐิ และวิธีที่จะทำลายสักกายทิฏฐิอันเป็นหนทางพ้นภัยในวัฏฏสงสาร

โดย ทวีพร-อาภา-เบญจพร [3 พ.ย. 2544 , 19:58:37 น.] ( IP = 203.170.174.68 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org