มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สิ่งที่คนไทยควรทราบ











เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เดิมมีชื่อว่า วัดโพธาราม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์เมื่อทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ประดับกระเบื้องเคลือบสีเขียวบรรจุพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ พระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถูกพม่าเผาปรักหักพัง เกินที่จะปฏิสังขรณ์ใหม่ได้ แล้วถวายพระนามพระมหาเจดีย์องค์นี้ว่า พระเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณและพระราชทานนามวัดนี้เสียใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ในรัชกาลต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ประจำรัชกาลขึ้นรวมในหมู่เดียวกับพระเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ จึงเป็นหมู่พระมหาเจดีย์ทั้งสี่ มีสีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีขาบ (สีน้ำเงินปนม่วง) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้สร้างกำแพงแก้วล้อมชิดองค์พระเจดีย์ทั้งสี่ไว้ จึงมิได้มีพระเจดีย์ประจำรัชกาลหลัง ๆ อยู่ในหมู่นี้ด้วย



โดย พี่เณร [4 มิ.ย. 2547 , 12:56:07 น.] ( IP = 210.86.188.9 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาให้ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเป็นงานใหญ่ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้จารึกตัวอย่างโคลงกลอนบทต่าง ๆ ฉันท์ และตำรายาไทยตามฝาผนังพระระเบียง และตามเสาศาลาราย ตลอดจนโปรดให้ปลูกพันธ์ไม้ที่เป็นยานานาชนิดไว้ในบริเวณลานวัด ให้สร้างรูปฤาษีดัดตนท่าต่าง ๆ ไว้เป็นแบบตำราหมอนวด จึงนับได้ว่าทรงจัดให้วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเป็นศูนย์รวมวิทยาการอันมีอยู่ในสมัยนั้น

หมู่พระมหาเจดีย์ (เจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๑-๔)

องค์สีเขียวประจำ รัชกาลที่ ๑

องค์สีเหลืองประจำรัชกาลที่ ๒

องค์สีแสดประจำรัชกาลที่ ๓

และองค์สีขาบ (สีน้ำเงินปนม่วง) ประจำรัชกาลที่ ๔



โดย พี่เณร [4 มิ.ย. 2547 , 12:59:38 น.] ( IP = 210.86.188.9 : : )


  สลักธรรม 2




วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ตามชื่อตำบลบางมะกอกซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งวัด ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" เพราะมีวัดสร้างขึ้นใหม่ในตำบลเดียวกันแต่ อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ชื่อ "วัดมะกอกใน" ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรีจึงเสด็จกรีฑาทัพล่องลงมาทางชลมารคถึงหน้าวัดมะกอกนอกนี้เมื่อเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อวัดมะกอกนอกเป็น "วัดแจ้ง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนิมิตที่ได้เสด็จมาถึงวัด นี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง

เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรีและได้ทรงสร้างพระราชวังใหม่ มีการขยายเขตพระราชฐาน เป็นเหตุให้วัดแจ้งตั้งอยู่กลาง พระราชวังจึงไม่โปรดให้มีพระสงฆ์จำพรรษา นอกจากนั้นในช่วงเวลาที่กรุงธนบุรีเป็น ราชธานี ถือกันว่าวัดแจ้งเป็นวัดคู่บ้าน คู่เมือง เนื่องจากเป็นวัดที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกตและพระบาง ซึ่งสมเด็จ พระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ได้ อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์นี้มาจากลาวในคราวที่เสด็จตีเมืองเวียงจันทร์ ได้ในปี พ.ศ. ๒๓๒๒โดยโปรดให้อัญเชิญ พระแก้วมรกตและพระบางขึ้นประดิษฐาน

โดย พี่เณร [4 มิ.ย. 2547 , 13:03:25 น.] ( IP = 210.86.188.9 : : )


  สลักธรรม 3



เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ ๑ เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ได้โปรดให้สร้างพระนครใหม่ฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยา และรื้อกำแพงพระราชวังกรุงธนบุรีออก วัดแจ้งจึงไม่ได้อยู่ในเขตพระราชวังอีกต่อไป พระองค์จึงโปรดให้วัดแจ้งเป็นวัดที่มี พระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นพระองค์ทรงมอบหมายให้สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (ร. ๒) เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดแจ้ง ไว้ในมณฑป และมีการสมโภชใหญ่ ๗ คืน ๗ วัน(ในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ พระแก้วมรกตได้ย้ายมาประดิษฐาน ณ วัด พระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมหาราชวัง ส่วนพระบางนั้นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรด พระราชทานคืนไปนครเวียงจันทร์) แต่สำเร็จเพียงแค่กุฎีสงฆ์ก็สิ้นรัชกาลที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๓๕๒ เสียก่อน

ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อจนเสร็จ ทั้งได้ทรงปั้นหุ่นพระพุทธรูปด้วยฝีพระหัตถ์ และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐานเป็นพระประธาน ในพระอุโบสถ และโปรดให้มีมหรสพสมโภชฉลองวัดในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ แล้วโปรดพระราชทาน พระนามวัดว่า "วัดอรุณราชธาราม"

โดย พี่เณร [4 มิ.ย. 2547 , 13:05:17 น.] ( IP = 210.86.188.9 : : )


  สลักธรรม 4

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ใหม่หมดทั้งวัด พร้อมทั้งโปรดให้ลงมือก่อสร้างพระปรางค์ตามแบบที่ทรงคิดขึ้น จนสำเร็จเป็นพระเจดีย์สูง ๑ เส้น ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กับ ๑ นิ้ว ฐานกลมวัดโดยรอบได้ ๕ เส้น ๓๗ วา ซึ่งการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดอรุณฯ นี้สำเร็จลงแล้ว แต่ยังไม่ทันมีงานฉลองก็สิ้นรัชกาลที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๔

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ พระองค์ได้โปรดให้สร้างและปฏิสังขรณ์ สิ่งต่าง ๆ ในวัดอรุณฯ เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง ทั้งยังได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของ พระประธานในพระอุโบสถที่พระองค์ ทรงพระราชทานนามว่า "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" และเมื่อได้ทรงปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้พระราชทานนาม วัดเสียใหม่ว่า "วัดอรุณราชวราราม" ดังที่เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน

ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เกิดเพลิงไหม้พระอุโบสถ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถใหม่เกือบทั้งหมด โดยได้โปรดให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นแม่กองในการบูรณะ และโปรดเกล้าฯให้นำเงิน ที่เหลือจากการบริจาคของพระบรมวงศานุวงศ์ไปสร้างโรงเรียนตรงบริเวณกุฎีเก่า ด้านเหนือ ซึ่งชำรุดไม่มีพระสงฆ์อยู่เป็นตึกใหญ่แล้วพระราชทานนามว่า "โรงเรียนทวีธาภิเศก" นอกจากนั้นยังได้โปรดให้พระยาราชสงครามเป็นนายงานอำนวยการปฏิสังขรณ์พระปรางค์ องค์ใหญ่ และเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงโปรดให้มีการฉลองใหญ่รวม ๓ งานพร้อมกันเป็นเวลา ๙ วัน คือ งานฉลองพระไชยนวรัฐ งานบำเพ็ญพระราชกุศลพระชนมายุสมมงคล คือ มีพระชนมายุเสมอพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และ งานฉลองพระปรางค์ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายอย่าง โดยเฉพาะพระปรางค์วัดอรุณฯ ได้รับการปฏิสังขรณ์ เป็นการใหญ่มีการประกอบพิธีบวงสรวงก่อนเริ่มการบูรณะพระปรางค์ใน วันพุธที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๑๐ และการบูรณะก็สำเร็จด้วยดีดังเห็นเป็นสง่างามอยู่จนทุกวันนี้

โดย พี่เณร [4 มิ.ย. 2547 , 13:07:15 น.] ( IP = 210.86.188.9 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
ที่นำประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวัด มาฝากค่ะ

โดย เซิ่น [4 มิ.ย. 2547 , 19:28:27 น.] ( IP = 203.156.27.177 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณค่ะพี่เณร
เป็นคนไทยก็เลยต้องเข้ามาตั้งใจอ่าน
สมัยที่อยู่แถววัดโพธิ์ ชอบเดินไปเที่ยวในวัดค่ะ
ก่อนจะไปในแต่ละครั้งก็มีการเตรียมตัวล่วงหน้าด้วย
คืออ่านหนังสือประวัติศาสตร์เพื่อทบทวนเสียก่อน
พอไปถึงสถานที่จริงก็จะได้ไม่ต้องเปิดหนังสืออ่านให้อายฝรั่ง
บางทีก็ชวนนักศึกษาคณะโบราณคดีไปด้วย ....ให้เป็นไก๊ด์อธิบายให้ฟัง

พอมีเพื่อนมาเยี่ยมเยียน ..ก็อาศัยวัดโพธิ์นี่แหละค่ะเป็นที่รับแขก ..สะดวกและประหยัด
แรกๆก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเรียกวัดโพธิ์ ...
พอได้อ่านประวัติแล้วก็ไม่สงสัย เพราะเปลี่ยนชื่อได้

และถ้าเดินเที่ยววัดโพธิ์จนทั่วแล้ว ถ้ามีเวลาพอก้จะพาไปเดินต่อที่วัดพระแก้ว
หรือไม่ก็วัดแจ้ง ...เพราะใกล้ดี และสะดวก + ประหยัดอีกน่ะแหละ

ได้มาอ่านอย่างนี้ ภาพความหลังครั้งที่เดินเที่ยวชม
หลั่งไหลเข้ามาเป็นฉากเลยค่ะ ...ดีจังๆ

ปล.โรงเรียนทวีธาภิเศกนี่ดูไม่เหมือนโรงเรียนวัดเลยนะคะ
แต่มาจากกุฏิพระแท้ๆเลย ..อิอิ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 มิ.ย. 2547 , 20:36:49 น.] ( IP = 203.209.108.180 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org