| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ชัยชนะ ๘ ประการ ตอนจบ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=5256
๗. พึงชนะความง่วงด้วยการบริโภคพอประมาณ
เพราะทุกคนบอกว่า นั่งสมาธิแป๊บเดียวก็หลับ ฟังธรรมะแป๊บเดียวก็หลับ ขึ้นรถเมล์ก็หลับ
ถามว่าทำอย่างไรให้หายง่วงและไม่หลับอีก ก็ต้องกินพอประมาณ นั่นคือหัวข้อการเอาชนะความง่วงด้วยการบริโภคพอประมาณ เพราะกินมากร่างกายมันก็จะต้องทำงานหนัก
ในร่างกายของคนเราอสุภะต่างๆ มันมีเครื่องหล่อหลอม เช่น ลำไส้ขดนี่มันจะมีช่องว่างและมีของเลวคอยดูดซึมและกลมกล่อมอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าเผื่อเรากินเข้าไปเต็มกระเพาะ ช่องว่างอากาศธาตุมันก็น้อยลง มันขยายตัวขึ้นมาเต็มที่แล้ว กระเพาะอาหารจะต้องทำหน้าที่ปั่นบีบเข้าออก บีบเข้าออก มีการบดย่อยอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับเครื่องปั่น
เรากินเข้าไปเสียเต็มแล้วการบีบมันก็น้อย เมื่ออิ่มขึ้นมามันก็อึดอัด ง่วงเหงาหาวนอน
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:30:16 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1พึงชนะความง่วงด้วยการพอประมาณในการบริโภค จะพอได้อย่างไร กินตอนหิว อย่ากินตอนอยาก
รู้สึกหิวแล้วค่อยกิน อย่ากินเพราะอยากกิน
ความอยากไม่ได้เป็นความทุกข์เลย เป็นตัณหา ลำพังแต่ตัณหาก็ก่อทุกข์ให้แล้ว ถ้าเผื่อไม่สมหวังตามตัณหาล่ะจะได้รับทุกข์สักเพียงไหน
กินเพื่อแก้ทุกข์ อย่ากินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน เราจะต้องรู้ว่าสรีระในร่างกายคนเรานี่ กินแค่ไหนอิ่ม แค่ไหนพอ แค่ไหนแน่น แค่ไหนจุก เรารู้มากกว่าหมออีก
หมอยังวิเคราะห์ได้นิดหน่อย คือ เปรียบเทียบลักษณะกระเพาะว่ามันใหญ่มันเล็ก ที่ว่าใหญ่เล็กนี่คือรูป แต่การเติมลงไปนี่เรารู้มากกว่าคนอื่น ว่ากินแค่ไหนจึงพอ
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:32:01 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 2โดยเฉพาะเบื้องต้น ตักข้าวมาจานหนึ่งสักสามคำเรารู้นี่ช้อนมันแค่ไหน อิ่มก่อนหมด สักสามคำดีที่สุด เพื่อไว้กินน้ำ มันจะได้ไม่แน่น ไม่ใช่กินซะหมด โกยๆหมดแล้วกินน้ำเข้าไป ๒ แก้ว เพราะอะไร เผ็ดจัด เค็มจัด ต้องเติมน้ำมาก
ฉะนั้นบริโภคพอประมาณ ข้าวนี่เราหยุดเสียก่อน ที่จะหมดสัก ๓ คำ เพื่อมีที่ว่างไว้กินน้ำกลั้วคอ มันจะได้พอประมาณ
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:33:03 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 3๘. พึงชนะความยึดมั่นด้วยการพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงตามธรรมชาติ
ก็คือ ชีวิตนั้นไม่เที่ยง ชีวิตนั้นเป็นทุกข์ ชีวิตนั้นบังคับบัญชาไม่ได้ วิธีจะพิจารณาให้เห็นก็มีอยู่ทางเดียวคือ การเจริญมหาสติปัฏฐาน ๔
การยึดมั่นถือมั่นก็คือ อุปาทานขันธ์ ๕ ซึ่งก่อความทุกข์ให้ สร้างความเร่าร้อน ความหดหู่ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความหลงผิด ยึดว่าชีวิตนั้นเป็นของเที่ยง ของดี ของงาม ของสวย เป็นตัวตน มันจึงทำให้มีความลุ่มหลง
เมื่อมีความลุ่มหลงแล้วชีวิตนั้นก็จะมีแต่ความทุกข์ เพราะหวังมากผิดหวังมาก ยึดมากทุกข์มาก
การที่จะหลุดจากการยึดมั่นไม่ใช่ของง่ายเลย ต้องมีแนวแห่งการพ้นทุกข์คือ การเจริญมหาสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งจะอธิบายต่อไปในหลักของการปฏิบัติ
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:34:11 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 4หลักในการปฏิบัติของพระพุทธศาสนานั้น เป็นไปเพื่อคลี่คลายความกำหนัด ทำให้คนนั้นรู้จักโทษ โทษของความโลภ โทษของความโกรธ โทษของความหลง
เรามาเรียนกันนี่ทุกคนมีหน้าที่ต่างๆกัน รับราชการเอย เป็นครู เป็นเสมียน ทำงานค้าขาย รับจ้าง เป็นกุลี อาชีพแตกต่างกันออกไป ไม่มีความสำคัญเลยว่า อาชีพใดฐานะใดถึงจะเรียนธรรมได้ มันอยู่ที่ว่ากิเลสมันอนุญาตหรือยัง
กิเลสแปลว่า เครื่องเศร้าหมองของจิตใจนี้ มันปิดบังทำให้เรามีการกระทำตามความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่ผู้ที่มาได้วันหนึ่งนี้ กิเลสอนุญาตให้มาแล้ว มาได้บ่อยๆ เพราะกิเลสอนุญาตได้บ่อย
ฉะนั้น เรามารู้จักตัวกิเลส เพื่อจะประหัตประหารกิเลสให้หมด เพราะว่ากิเลสคือเครื่องเศร้าหมองของจิตใจ
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:35:09 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 5ความแตกต่างระหว่างสมาธิและวิปัสสนา
สมาธิ คือ การที่จิตกำหนดอารมณ์ เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ซัดส่ายไหลไปในเรื่องที่ผ่านมาแล้วแล้วและยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่ความจริงเลย เพราะว่าอดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน แต่ปัจจุบันคือความจริง
ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี เกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ไม่ใช่เกิดที่อดีตหรืออนาคต แต่การที่เรามีจิตระลึกนึกไปทำให้เศร้าหมองที่ปัจจุบัน ระลึกนึกไปในอดีตทำให้เกิดความสุขในปัจจุบัน ระลึกนึกไปในอนาคตทำให้เกิดความกลัว แล้วทุกข์ปัจจุบัน เกิดขึ้นที่ปัจจุบันทั้งสั้น
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:35:49 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 6เพราะอย่างนี้ พระพุทธองค์จึงเล็งเห็นแล้วว่า ไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วจะปฏิเสธว่าทุกข์อย่าตามฉันมา เมื่อมีเกิด ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด เป็นเทวดาชั้นใด เป็นสัตว์เดรัจฉานในทุคติชั้นใดก็แล้วแต่ ล้วนเป็นทุกข์ เมื่อจะต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ
สังสารวัฏ แปลว่า รอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันมิรู้จักจบ ลักษณะของสังสารวัฏก็คือ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย อย่างซ้ำๆ ซากๆ เปรียบเสมือนลูกโซ่ซึ่งไม่เคยขาดจากขันธ์ ๕
ขันธ์ ๕ คืออะไร ทุกคนมีหมด แม้กระทั่งเด็กเล็กๆ ไม่ใช่อยู่ที่ขันเป็นใบๆ จะได้ไม่ถูกเขาหลอกให้ไปรับขันธ์ ๕
ขันธ์ ๕ คือ รูป ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ สังขาร ๑ วิญญาณ ๑
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:36:27 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 7รูป คืออะไร รูปผู้หญิง รูปผู้ชาย รูปคนแก่ เด็ก สุนัข ที่เห็นเป็นสีดำก็เรียกว่ารูป รูป คือ สิ่งที่มองเห็นได้ทางตา
เมื่อมีรูปเกิดขึ้นมา ก็มีสุข มีทุกข์ คืออารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ เรียกว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา มีชีวิตยังต้องมีสัญญา คือ จำได้หมายรู้ แล้วจะต้องมีสังขาร ธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่ง มีวิญญาณ วิญญาณแปลว่า จิต จิตเป็นตัวการที่รับรู้ในอารมณ์ จากการปรุงแต่งจากสัญญาที่วิปลาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง มากระทบให้เป็นสุขเป็นทุกข์ในรูปที่ปรากฏนั้น
ฉะนั้น ชีวิตจึงอยู่ภายใต้การกระทำอันไม่รู้จักจบ เราเกิดมาด้วยผลของกรรมเก่า และกำลังทำกรรมใหม่อยู่ทุกขณะจิต
กรรมคือเจตนา เจตนาคือความจงใจ จงใจที่จะกระทำเป็นไปทางกาย วาจา และใจ เรียกว่า กายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม ซึ่งมีทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรมอยู่ภายใต้การกระทำนั้น
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:37:26 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 8จิต เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ธรรมชาติของจิตเป็นกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่สูงไม่ต่ำ แต่ถูกตัวปรุงแต่งจิต ทำให้จิตนั้นดี จิตชั่ว จิตสูง จิตต่ำ
ฉะนั้น เราจึงสังเกตและเห็นว่าแต่ละคนมีการกระทำเป็นพฤติกรรมแตกต่างออกไป บ้างมีการกระทำเป็นไปในความโลภ ความโกรธ ความหลง บ้างมีการกระทำเจริญอยู่ในกุศลผลบุญ
เพราะว่าเหตุแห่งการกระทำนั้น มันจะต้องมาจากเหตุอดีต มีกรรมอันฝึกฝนชำนิชำนาญและสันทัดจัดเจน เราจึงจะได้เลิกบ่นเพ้อว่า ทำไมเขาจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมฉันจึงเป็นอย่างนี้ ทำไมเขาจึงรวย ทำไมฉันจึงจน เพราะว่าเหตุอดีตสร้างมาต่างๆกัน นั่นก็คือ เรื่องของกรรม
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:38:51 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 9กิเลสคนเรามี ๓ ชนิด มีกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด
กิเลสอย่างหยาบ คือการแสดงออกเป็นไปทางกาย เป็นไปทางวาจา เช่น พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ ลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ ประพฤติผิดในกาม นี่เรียกว่ากิเลสอย่างหยาบ
กิเลสอย่างหยาบชนิดนี้เราสามารถควบคุมได้ด้วยการรักษา ศีล คำว่า ศีล แปลว่า ความปกติ ความปกติที่ควบคุมทางกาย ทาวจาให้มีความไม่ผิดปกติ แต่ศีลก็ยังไม่มีความสามารถระงับกิเลสชนิดกลางได้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:39:30 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : )
สลักธรรม 10กิเลสชนิดกลาง คือ กิเลสที่แสดงออกมา เรียกว่า นิวรณ์ ๕
มีกามฉันทะ พยาปาทะ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจะ และวิจิกิจฉา ทำให้ฟุ้งซ่านซัดส่ายนั่นเอง คือ การที่นึกไปในเรื่องที่ผ่านไปแล้วและยังไม่เกิดขึ้น เราสามารถระงับได้ด้วยการเจริญสมาธิ
เพราะสมาธินั้นช่วยควบคุมจิตให้กำหนดจดจ่ออยู่ในอารมณ์ๆ เดียว ปฏิเสธอารมณ์ที่ไม่ต้องการ สมาธิเปรียบเหมือนการหนีภัย หนีจากสิ่งที่ไม่ต้องการมาพึ่งสิ่งที่ต้องการ
แต่มาดูว่า พึ่งแล้วชีวิตนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ว่า เราจะต้องหนีให้พ้น จึงยังไม่สามารถประหัตประหารกิเลสอย่างละเอียดได้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 มิ.ย. 2547 , 07:40:22 น.] ( IP = 203.156.27.85 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |