มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อรรถกถา อปัณณกชาดก ว่าด้วย การรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ




วันหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พาสาวกของอัญญเดียรถีย์ ๕๐๐ คน ถือดอกไม้ ของหอม และข้าวของเครื่องใช้ไปยังเชตวันมหาวิหาร เพื่อฟังธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ เหล่าสาวกของอัญญเดียรถีย์เมื่อฟังธรรมเทศนา มีจิตเลื่อมใส ยึดถือพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง และเลิกยึดถืออัญญเดียรถีย์



จากนั้นมาก็พากันมาฟังธรรม ให้ทาน รักษาศีลพร้อมกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีอยู่เสมอๆ ต่อมาเมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปกรุงราชคฤห์ เหล่าสาวกนั้นก็กลับไปนับถืออัญญเดียรถีย์อีกเช่นเดิม

๗-๘ เดือนต่อมาพระพุทธองค์ก็กลับมายังเชตวัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็พาสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นไปเฝ้าพระพุทธองค์อีก ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลแด่พระพุทธองค์ว่า

" หลังจากพระองค์เสด็จไปกรุงราชคฤห์ เหล่าสาวกอัญญเดียรถีย์ก็กลับไปถืออัญญเดียรถีย์เหมือนเดิม"

โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:44:02 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระพุทธองค์ถึงถามเหล่าสาวกนั้นว่า... “จริงหรือที่ว่าพวกท่านกลับไปถืออัญญเดียรถีย์เช่นเดิม” พวกสาวกอัญญเดียรถีย์พากันกราบทูลว่า..

” จริง พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

“มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว
ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อาราม และ รุกเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ
นั่นมิใช่สรณะอันเกษมเลย
นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด
เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว
ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจจ์
คือความจริงอันประเสริฐสี่ด้วยปัญญาอันชอบ
คือเห็นความทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้
และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ
เครื่องถึงความระงับทุกข์

นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม
นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด
เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว
ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ “

โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:47:30 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : )


  สลักธรรม 2

และยังได้แสดงธรรมต่อไปว่า การเจริญภาวนา จักเป็นทางสู่ความสงบเย็น

ครั้นทรงแสดงธรรมแล้ว จึงตรัสว่า..

“พวกท่านทำเช่นนี้นับว่าไม่สมควรแล้ว แม้ในกาลก่อน มนุษย์ทั้งหลายถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่สรณะ ว่าเป็นสรณะ จึงได้ตกเป็นอาหารของยักษ์”

ท่านอนาถบิณฑิกจึงขอให้พระองค์เล่าให้ฟังอย่างระเอียด…


พระพุทธองค์จึงทรงเล่าว่า…


ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพ่อค้าเกวียน เมื่อโตขึ้นก็ออกไปทำการค้า ด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ในเมืองพาราณสีนั้นยังมีบุตรพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่ง เป็นคนเขลา เป็นคนไม่มีปัญญา ไม่ฉลาดในอุบาย

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เอาสินค้ามีค่ามากจากเมืองพาราณสีบรรทุกเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม ทำการเตรียมจะเดินทาง ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น ก็บรรทุกเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม เตรียมจะออกเดินทางอยู่เช่นกัน

พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานี้เดินทางไปพร้อมกัน รวมเกวียนถึงพันเล่ม ก็คงเดินทางลำบาก เพราะฟืนและนํ้าคงจะไม่เพียงพอ หญ้าของพวกโคก็คงหายาก ควรให้ผู้ใดผู้หนึ่งไปก่อน คิดดังนั้นพระโพธิสัตว์นั้นจึงเรียกบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นมา ปรึกษากันแล้วให้บุตรพ่อค้าเป็นผู้เลือกว่าจะไปก่อนหรือหลัง


โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:50:37 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : )


  สลักธรรม 3

บุตรพ่อค้าเกวียนนั้นคิดว่า ถ้าเราไปก่อนก็คงดี ถนนหนทางยังดี พวกโคก็ได้กินหญ้าอย่างเต็มที่ พวกผู้คนจะมีพืชผักกิน นํ้าก็ยังใส เราเมื่อไปก่อน ก็สามารถตั้งราคาขายสินค้าได้เอง เมื่อคิดได้ดังนั้นก็บอกว่า

“ตกลง เราไปก่อนล่ะกัน”

ส่วนพระโพธิสัตว์กลับเห็นว่าการไปทีหลังดีกว่า เพราะเกวียนที่ไปก่อนจะบดทางให้เรียบขึ้น โคที่ไปก่อนหน้าได้กินหญ้าแก่และแข็ง เมื่อโคของเราไปถึงก็จะได้กินหญ้าอร่อย ซึ่งงอกขึ้นใหม่ พืชผักที่ถูกเด็ดก็จะระบัดใบขึ้นมาใหม่น่ากินกว่าเดิม ถ้าไปถึงที่ไม่มีนํ้า กองเกวียนก่อนหน้าก็คงต้องขุดบ่อไว้แล้ว ส่วนการตั้งราคาสินค้า ก็เหมือนการทำร้ายผู้อื่น ถ้าเราไปทีหลังก็จะได้ขายตามราคาที่ตั้งไว้เลย เมื่อคิดได้ดังนั้นก็บอกว่า

“เอาเถิด ท่านไปก่อน เราไปทีหลัง”

แล้วบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลาก็เดินทางออกจากเมืองไป เมื๋อถึงที่กันดาร ที่เรียกว่ากันดารนั้นมี ๕ อย่าง คือ กันดารเพราะโจร ๑ กันดารเพราะสัตว์ร้าย ๑ กันดารเพราะขาดนํ้า ๑ กันดารเพราะอมนุษย์ ๑ กันดารเพราะอาหารน้อย ๑


เมื่อมาถึงที่ขาดน้ำบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลาก็เอาน้ำใส่ตุ่มใบใหญ่ๆ ใส่เกวียนไว้ และเดินทางต่อมาจนถึงที่ยักษ์อาศัยอยู่ ยักษ์จึงหาอุบายให้มนุษย์ทิ้งน้ำเสีย รอให้หมดแรงกันแล้วค่อยจับกินเสียทั้งหมด จึงเนรมิตเกวียนสวยงามเทียมด้วยโคหนุ่มขาวปลอด ห้อมล้อมด้วยอมนุษย์ ๑๒ คน ผมเผ้า เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยนํ้าและโคลน ถือดอกบัวบ้าง เดินกินรากบัวมาบ้าง อีกทั้งล้อเกวียนก็เปื้อนโคลน เดินสวนทางมา…

โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:51:48 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : )


  สลักธรรม 4

ตามธรรมดาของพ่อค้าเกวียนนั้น เมื่อลมพัดมาข้างหน้าก็จะนั่งอยู่ด้านหน้า เมื่อลมพัดมาจากทางข้างหลังก็ไปอยู่ท้ายขบวน เพื่อที่ฝุ่นจากขบวนจะได้ไม่ฟุ้งใส่ ตอนนั้น มีลมพัดมาจากข้างหน้า บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลาจึงไปอยู่หน้าขบวน เมื่อยักษ์เห็นบุตรพ่อค้าเกวียนกำลังมา จึงให้เกวียนของตัวเองหลบลงข้างทาง และถามบุตรพ่อค้าเกวียนว่า

“ท่านทั้งหลาย กำลังจะไปไหนกันหรือ”

บุตรพ่อค้าเกวียนจึงนำเกวียนของตนลงข้างทางปล่อยให้ขบวนไปก่อนแล้วตอบยักษ์ว่า

“พวกเรามาจากเมืองพาราณสี พวกท่านต่างเดินถือดอกบัว บ้างก็เคี้ยวกินรากบัว ตัวก็เปื้อนน้ำ เปื้อนโคลน ทางที่ท่านผ่านมาฝนตกหรือ หรือว่ามีสระน้ำที่ดารดาษไปด้วยดอกบัว”
…


ยักษ์เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า

“ใช่แล้วท่าน ที่ข้างหน้านั้นมีป่าไม้เขียวชะอุ่ม ฝนตกเป็นประจำ สระน้ำก็เต็มไปด้วยดอกบัว แล้วท่านล่ะ จะไปไหนกัน? “

บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า “จะไปขายของที่เมืองข้างหน้า”

ยักษ์จึงถามต่อว่า “ ในเกวียนมีอะไรบ้างหรือ”

“ก็มีสินค้าต่างๆ มากมาย”บุตรพ่อค้าเกวียนตอบ

“เกวียนที่มาข้างหลังนั่นล่ะ ท่าทางหนักมากนะมีอะไรอยู่หรือ” ยักษ์ถามต่อ

บุตรพ่อค้าเกวียนก็ตอบว่า “ในเกวียนเล่มนั้นมีนํ้า”

ยักษ์กล่าวว่า “ท่านนำน้ำมาด้วยคงต้องเดินทางช้าลง ทางข้างหน้ามีน้ำมาก ทำไมท่านไม่เททิ้งเสียล่ะ เก็บเอาไว้จะได้ประโยชน์อะไรกัน”
…

โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:53:16 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : )


  สลักธรรม 5

ว่าแล้วพวกยักษ์ก็เดินจากไป พอลับโค้ง พวกยักษ์ก็พากันกลับไปยังนครยักษ์
ฝ่ายพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น เชื่อคำพูดของยักษ์ จึงสั่งให้ทุบตุ่มทิ้ง ไม่เหลือนํ้าเลยสักนิดเดินทางต่อจนเย็นย่ำ ก็หยุดพัก ปลดเกวียน เรียงให้เป็นวง แล้วผูกโคไว้กับล้อเกวียน ทั้งคนทั้งโค ไม่มีข้าว มีน้ำกิน ก็หมดแรงพากันล้มตัวลงนอน ตกดึก พวกยักษ์พากันมาจากนครยักษ์ จับโคและมนุษย์กินหมด ไม่เหลือแม้แต่กระดูก แล้วจึงพากันไป ทิ้งเกวียน ๕๐๐ เล่มอยู่ที่เดิม…


ฝ่ายพระโพธิสัตว์ รออยู่เกือบเดือน จึงพากันเดินทางออกจากพระนครพร้อมกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม เมื่อถึงทางกันดาร ก็เตรียมน้ำใส่ตุ่มจนเต็มเป็นอันมาก จากนั้นจึงให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องเรียกประชุม แล้วบอกว่า

“ท่านทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้ายังไม่อนุญาติห้ามเทน้ำเด็ดขาด ใบไม้ดอกไม้หรือผลไม้ ถ้าท่านไม่เคยกินก็ห้ามเก็บกิน ก่อนที่ข้าพเจ้าจะอนุญาติ”
…

โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:54:32 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : )


  สลักธรรม 6

ครั้นแล้วก็ออกเดินทางต่อ เมื่อมาใกล้ถึงที่อยู่ของยักษ์ พวกยักษ์ก็เข้ามาหลอกเหมือนเดิม พระโพธิสัตว์พอเห็นพวกยักษ์เท่านั้น ก็รู้ว่าเป็นยักษ์ เพราะดูท่าทางไม่เกรงกลัวอะไร มีนัยน์ตาแดง และไม่มีเงา บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลากับพวกคงถูกยักษ์นี้จับกินเสียแล้วโดยไม่ต้องสงสัย แต่ยักษ์นี้ คงไม่รู้ว่าเราดูอุบายนี้ออก ดังนั้นพระโพธิสัตว์จึงกล่าวกับยักษ์ว่า

“พวกท่านจงไปเถิด พวกเราเป็นพ่อค้า ยังไม่เห็นนํ้าข้างหน้าก็ยังไม่ทิ้งนํ้าที่บรรทุกมานี้หรอก”

พวกยักษ์พอเดินลับโค้งก็กลับไปยังนครยักษ์ เมื่อยักษ์ไปแล้ว คนทั้งหลายจึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ แล้วถามว่า …


“ข้าแต่เจ้านาย คนเหล่านั้นบอกว่า ข้างหน้ามีป่าเขียว ฝนตกอยู่เสมอ บ้างเดินถือดอกบัว บ้างกินรากบัว ผมเผ้าเปียกปอน แสดงว่ามีฝนตกอยู่ ทำไมเราไม่ทิ้งน้ำนี้เสียล่ะ" พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของคนเหล่านั้นแล้วจึงให้พักเกวียน เรียกประชุมทันที แล้วถามว่า

“พวกท่านเคยได้ฟังมาจากใครๆ หรือว่า ในที่กันดารนี้ มีสระนํ้าอยู่”

คนทั้งหลายตอบว่า “ข้าแต่เจ้านาย ไม่เคยได้ยิน”…


โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:55:36 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : )


  สลักธรรม 7

พระโพธิสัตว์จึงถามอีกว่า “ที่นี่กันดารไม่มีนํ้า แต่กลับมีคนบอกว่า ข้างหน้าเป็นแนวป่าเขียว มีฝนตก ธรรมดา ลมฝนจะพัดไปได้ไกลเท่าใด? “

คนทั้งหลายตอบว่า “พัดไปได้ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ เจ้านาย”

พระโพธิสัตว์ถามว่า “พวกท่านมีใครถูกลมพัดใส่ ถูกฝนตกใส่บ้างไหม? “

คนทั้งหลายตอบว่า “ไม่มีขอรับ”

พระโพธิสัตว์ถามว่า “ธรรมดา จะเกิดก้อนเมฆไปไกลเท่าใด?”

คนทั้งหลายตอบว่า “ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ”

พระโพธิสัตว์ถามว่า “แล้วพวกท่านมีใครเห็นก้อนเมฆสักก้อนหนึ่งบ้าง?”

คนทั้งหลายตอบว่า “ไม่มีขอรับ”

พระโพธิสัตว์ถามว่า “ธรรมดา เมื่อเกิดสายฟ้าจะเห็นไปไกลเท่าใด?”

คนทั้งหลายตอบว่า “ประมาณ ๔ - ๕ โยชน์ ขอรับ”

พระโพธิสัตว์ถามว่า “พวกท่านมีใครเห็นฟ้าแลบบ้าง?”


คนทั้งหลายตอบว่า “ไม่มีขอรับ”

พระโพธิสัตว์ถามว่า “ธรรมดา เสียงฟ้าร้องจะได้ยินไปไกลเท่าใด?”

คนทั้งหลายตอบว่า “๑- ๒ โยชน์ ขอรับ”

พระโพธิสัตว์ถามว่า “พวกท่านมีใครได้ยินเสียงฟ้าร้องบ้าง?”

คนทั้งหลายตอบว่า “ไม่มีขอรับ”

พระโพธิสัตว์ถามว่า “พวกท่านรู้จักคนเหล่านั้นหรือ? “

คนทั้งหลายตอบว่า “ไม่รู้จักขอรับ”


พระโพธิสัตว์จึงบอกว่า “คนเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ เป็นยักษ์ พวกมันมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้งนํ้า เมื่ออ่อนแรงก็จะจับกิน บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลาที่มาก่อนเรา คงจักถูกพวกยักษ์นี้บอกให้ทิ้งนํ้า รอจนอ่อนแรง แล้วเคี้ยวกินเสียเป็นแน่ พวกเราเดินต่อไปคงเห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม จอดอยู่แน่นอน เพราะฉะนั้น พวกท่านอย่าได้ทิ้งนํ้า จงรีบขับเกวียนไปเร็วๆ เถิด”…

โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:57:11 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : )


  สลักธรรม 8



…เมื่อเดินทางต่อไปสักครู่ก็พบเห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม จอดอยู่ จึงให้ปลดเกวียน ตั้งกองค่ายโดยเอาเกวียนเรียงเป็นวงกลม ให้คนและโคกินอาหารเย็น แล้วให้โคทั้งหลายนอนตรงกลาง แล้วให้คนที่แข็งแรงถือดาบ ตั้งการอารักขา ยืนเฝ้าตลอดคืน จนเช้า

วันรุ่งขึ้น ก็รีบทำธุระให้เสร็จแต่เช้าตรู่ ให้โคทั้งหลายกินหญ้ากินน้ำ แล้วให้ทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรงเสีย เอาแต่เกวียนที่แข็งแรงดี และทิ้งสิ่งของที่มีราคาน้อยเสีย ้ขนสิ่งของที่มีค่ามากขึ้น แล้วเดินทางต่อค้าขายเสร็จแล้วจึงกลับพระนคร โดยสวัสดิภาพ

โดย เทพธรรม [24 มิ.ย. 2547 , 09:58:41 น.] ( IP = 210.86.188.12 : : )


  สลักธรรม 9

ได้มาอ่านฉบับเต็มๆแถมภาพประกอบสวยๆ ..ดีจังเลยค่ะ ...ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มิ.ย. 2547 , 16:37:01 น.] ( IP = 203.113.86.116 : : 203.113.67.40 )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [3 ก.ค. 2547 , 21:21:46 น.] ( IP = 169.210.5.85 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org