| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความจริงที่แตกต่าง
สลักธรรม 1ของจริงนั้นมี ๖ อย่าง และใน ๖ อย่างนี้ ก็เป็นของจริงด้วยกัน แต่ว่าความหมายคนละอย่างแตกต่างกัน
๑. จริงวาจา
จริงวาจานี้เราคงเข้าใจเพียงว่า คนนั้นไม่หลอกลวง ไม่มุสาเท่านั้นเอง ไม่ใช่นะครับ จริงวาจานี้ กว้างขวางลึกซึ้งมากทีเดียวครับ.. คือว่าจริงวาจาที่นัดหมายกัน คือคล้ายๆกับว่า จริงตามสัญญา เช่นเราพูดว่าอย่างไรแล้ว เราก็ปฏิบัติไปตามนั้น ตามคำพูดนั้น หรือว่าพูดตามจริง
วาจาของเราที่พูดนี้เป็นของจริงด้วย มีจริงรับรองเหตุผล เราพูดเรื่องเหตุผลก็เป็นไปตามเหตุผล สภาวะนั้นก็เป็นไปตามความจริงด้วย แล้วเราพูดก็พูดให้ตรงกับของจริงด้วย..เช่นอย่างเราพูดธรรมะ แต่ถ้าหากเราพูดไม่ตรงกับความจริง หรือความจริงไม่เป็นไปตามคำพูดของเรา อันนี้ไม่ชื่อว่า จริงวาจาคล้ายๆกับคำมุสาเหมือนกัน เพราะพูดไม่ตรงกับความจริง
แต่ว่าที่ไม่มุสานั้นไม่ครบกรรมบถ คือการที่เราพูดผิดไปนั้น เราไม่ได้เจตนาตั้งใจจะพูดให้คนนั้นเข้าใจผิด ตัวเข้าใจผิดเอง..ว่าคำพูดที่ตัวพูดออกไปนั้นถูก .แต่ว่าเราไม่มีเจตนาก็จริง เราก็พูดผิดจากความจริง ก็ไม่ใช่เป็นบุญเหมือนกัน แต่ว่าไม่ใช่บาปถึงกับศีลขาด.. เพราะฉะนั้น คำว่าจริงวาจานี้ก็กว้างขวางมากทีเดียว
การพูดการแนะนำ การสั่งสอนซึ่งเป็นครูบาอาจารย์แล้วก็จะต้องระวังมากทีเดียว เพราะไม่มีเจตนาก็จริงอยู่ แต่ทำให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดไปด้วย นี่เป็นเรื่องของจริงวาจา ไม่ใช่พูดว่าอย่างไรแล้วทำอย่างนั้น นัดไว้อย่างไรแล้วทำอย่างนั้นเป็นจริงวาจาไม่ใช่นะครับโดย เทพธรรม [29 มิ.ย. 2547 , 06:28:27 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )
สลักธรรม 2๒. จริงสมมุติ
จริงสมมุติอย่างไร คือ ..ว่าเราต้องรับรองตามความจริง
เช่นเห็นพระองค์นั้นไหม เราก็ต้องรับความจริง รับความจริงว่าเป็น เป็นพระ เพราะท่านครองผ้าเหลืองถือบาตรผ่านไปเป็นต้น เราจะไม่รับความจริงว่าเป็นพระ.. จะให้เป็นผู้ชายอย่างนี้ก็ไม่ได้
บัญญัติสมมุติ เพราะฉะนั้น เราต้องรับรองสมมุติ อย่างนี้เรียกว่า...จริงสมมุติครับ
โดย เทพธรรม [29 มิ.ย. 2547 , 06:35:17 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )
สลักธรรม 3๓. จริงสภาวะ
จริงสภาวะและจริงปรมัตถ์นี้ มีกล่าวไว้ในพระสูตรครับ
คำว่า สภาวะ กับ ปรมัตถ์ นี่น่ะครับ ตามที่เราเข้าใจกันนั้น ก็คืออันเดียวกัน คือว่าเข้าใจว่าสภาวะ คือปรมัตถ์ หรือปรมัตถ์ก็คือสภาวะธรรมนั่นเอง
เราเข้าใจกันอย่างนี้... แต่ที่จริงแล้วมันมีความหมายคนละอย่างกัน.
จริงสภาวะ นี้หมายความถึงจริง ตามสภาวะลักษณะของเขา ว่ามีลักษณะอย่างไร.. เช่นเจตสิก มีลักษณะเกิดขึ้นพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เดียวกับจิต มีวัตถุมี่อาศัยเดียวกับจิต แล้วก็มีกิจอย่างไร สภาวะธรรมอันนี้ มีเหตุอย่างไร เหตุใกล้ที่จะให้เกิด หรือเหตุไกล คือเหตุของธรรมอันนี้นั้นคืออะไร? อันนี้หมายถึงจริงสภาวะ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพานที่เป็นปรมัตถธรรมนั่นแหละครับ มีลักษณะประจำตัวแต่ละอย่างที่ไม่เหมือนกัน จิตก็มีลักษณะ, มีกิจ, มีผลปรากฏ และเหตุใกล้ให้เกิดก็คนละอย่างกับเจตสิก, คนละอย่างต่างจากรูป หรือนิพพาน แม้เจตสิกแต่ละอย่าง ก็ยังมีลักษณะต่างๆกันอีก เช่นอย่างโลภะเจตสิก ก็มีลักษณะอย่างหนึ่ง มีกิจอย่างหนึ่ง มีผลอย่างหนึ่งมีเหตุให้เกิดอย่างหนึ่ง นี่ละครับได้แก่ สภาวะของตนๆครับ
ธรรมอันนั้นต้องมีเหตุผลทั้งหมด เพราะฉะนั้น จะทำให้เราเห็นว่า พระพุทธศาสนาเต็มไปด้วยคำสอนที่มีเหตุผล
ถ้าเราเข้าถึงเหตุผลของธรรมะ เมื่อใด อันไหน อย่างไหน ด้วยเหตุผลที่แท้จริงแล้ว จึงนำความเข้าใจไปพิสูจน์ถึงแท้จริงนั้นได้แล้ว.... ชื่อว่าเราสามารถเข้าถึงพุทธศาสนา เพราะว่าการเข้าถึงเหตุผลนั่นเองครับโดย เทพธรรม [29 มิ.ย. 2547 , 06:59:51 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )
สลักธรรม 4๔. จริงโดยปรมัตถ์
จริงโดยปรมัตถ์ก็คือสภาวะเช่นกัน จริงอยู่สภาวะก็คือปรมัตถ์ แต่ทำไม ท่านจึงเอาความจริงของปรมัตถ์มาวางไว้อีกบทหนึ่งทั้งๆที่สิ่งนั้นก็คือสภาวะนั่นเอง
แต่ว่าความหมายที่เป็นจริงของปรมัตถ์นี่ หมายถึงว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ผู้หญิง - ผู้ชาย ไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่เทวดา ธรรมเหล่านั้นล้วนเป็นปรมัตถธรรมทั้งนั้นมีสภาวะลักษณะอย่างนั้นๆ มีกิจ มีผล มีเหตุทุกอย่าง
แต่ว่าสภาวะธรรมอันนั้นๆ ไม่ใช่สัตว์จริง ไม่ใช่บุคคลจริง ไม่ใช่มนุษย์จริง ไม่ใช่เทวดาจริง นี่อันนี้เป็นความจริงของปรมัตถ์นะครับโดย เทพธรรม [29 มิ.ย. 2547 , 07:23:01 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )
สลักธรรม 5๕. จริงอริยสัจจ
จริงอริยสัจจนี่ก็เช่นกันนะครับไม่พ้นไปจากสภาวะธรรมด้วยนะครับ
และ อริยสัจจก็ไม่พ้นไปจากปรมัตถธรรม.. เพราะว่า.. ทุกขสัจจ ก็ได้แก่องค์ธรรม ๑๖๐ อย่าง
สมุทัยสัจจก็ได้แก่โลภ เจตสิก
ก็คืออภิธรรมนั่นแหละ คือสภาวะนั่นแหละ คือปรมัตถ์นั่นแหละครับ เป็นตัวอริยสัจจอีกที
แล้วก็มรรคนั่นแหละ คือเจตสิกธรรม ๘ ดวง มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้นจนถึงสัมมาสมาธิ
แล้วก็นิโรธสัจจก็คือ..นิพพาน ก็ได้แก่ อริยสัจจทั้ง ๔ ก็ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ที่ท่านเรียนกันในคันธะธุระนี่แหละครับ อันนี้แหละก็เป็นความจริงมาตามลำดับ สภาวะ แล้วก็ ปรมัตถ์ แล้วก็ อริยสัจจ
แต่ทำไมจึง เอาความจริงของปรมัตถ์ หรือสภาวะธรรมนั้น มาแยกออกเป็นความจริงของอริยสัจจอีกทีหนึ่ง อันนี้จะมีความหมายว่าอย่างไร?
ก็คือ...มีความหมายว่า ความจริงในอริยสัจจนี้ ต้องเป็นความจริง ที่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่เข้าไปถึงด้วยปัญญา เป็นจริงของปัญญา ที่ได้เข้าไปพิสูจน์แล้วนั่นเองครับผม.
โดย เทพธรรม [29 มิ.ย. 2547 , 07:31:54 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )
สลักธรรม 6๖. จริงนิพพาน
นิพพาน ก็มีอยู่ในอริยสัจจแล้ว มีทุกขสัจจ สมุทัยสัจจ นิโรธสัจจ มรรคสัจจ และก็นิโรธสัจจ.. ก็คือนิพพานนั่นเอง
พระนิพพานเป็นธรรมที่ดับทุกข์... ดับจิต ดับเจตสิก ดับรูป นี่ละครับ.. เพราะว่าจิต เจตสิกรูป เป็นสังขารธรรม เป็นขันธ์ ๕ ซึ่ง พระพุทธองค์แสดงไว้ว่า เป็นทุกข์ใช่ไหมครับ
ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ แต่นิพพานนั้นเป็นธรรมที่ดับทุกข์ ถามว่า.. ดับอะไรคำตอบก็คือ.. ก็ดับขันธ์ ๕
ซึ่งได้แก่ ..ดับจิต ดับเจตสิก ดับรูป แต่ถ้าไม่ได้เอามาสงเคราะห์ให้ทราบ ไม่ดึงมาสงเคราะห์ หรือไม่ดึงมาปรับปรุงความเข้าใจแล้ว ก็อาจจะเข้าใจว่า เป็นคนละอย่างไป.
ดับหมดนี่ละครับ เป็นความจริงของนิพพาน เพราะพระนิพพาน ดับทุกข์ได้จริง.. เป็นสภาวะที่ดับทุกข์ได้จริง... ส่วนความจริงที่แสดงมาแล้วนั้นเป็นความจริงของสังขตธรรม... เป็นความจริงของสภาวะธรรม.... ที่เป็นไปเพื่อทุกข์ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
แต่ว่าความจริงของพระนิพพานนี่เป็นความจริงที่ดับทุกข์ ดับสังขตธรรมทั้งหมดลง อันนี้จึงแยกเอานิพพานมาไว้ต่างหาก
เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก รูป นี่เป็นทุกข์ ตามหลักของในพระพุทธศาสนา ตามพุทธประสงค์ และต้องให้เราเห็นว่า เป็นทุกข์ จริงนั่นเองครับ
นี่แหละครับความจริงที่แตกต่างกัน ตามนัยทั้ง ๖ ที่แยกให้เห็นถึงความแตกต่าง ความสำคัญแต่ละชนิด ความสัมพันโดยกิจที่ต่างกัน ต่างเวลาเป็นต้นครับผม
โดย เทพธรรม [29 มิ.ย. 2547 , 07:46:05 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )
สลักธรรม 7เป็นส่วนที่ควรรู้จักจริงๆค่ะ
เพราะเพียงคำว่าจริงวาจา ยังกว้างขวางครอบคลุมถึงระดับของศีล
จริงสภาวะและจริงปรมัตถ์ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
แต่แล้วก็ยังมีความเหมือนและความต่างกันในสาระ
ขอบพระคุณท่านเทพธรรมมากค่ะ
ที่กรุณามาเพิ่มปัญญาให้เสมอๆโดย น้องกิ๊ฟ [29 มิ.ย. 2547 , 16:07:51 น.] ( IP = 203.209.106.159 : : )
สลักธรรม 8พอเข้าใจครับ แต่ต้องเก็บไว้อ่านหลายๆเที่ยวครับ
โดย ใจเป็นธรรม [1 ก.ค. 2547 , 05:34:42 น.] ( IP = 203.145.13.251 : : )
สลักธรรม 9ขอบพระคุณอาจารย์เทพธรรมมากค่ะ
ที่ได้อธิบาย ความจริงทั้ง 6 อย่างละเอียดและกว้างขวาง
ทำให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
โดย เซิ่น [4 ก.ค. 2547 , 11:18:15 น.] ( IP = 169.210.39.95 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |