| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กุลบุตรผู้มีชื่อเสียงบวช
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริอย่างนี้ว่า
อย่ากระนั้นเลย เราพึงถามกุลบุตรเหล่านั้นเองเถิด
ครั้นแล้วได้ตรัสเรียกท่านพระอนุรุทธ์มาว่า
ดูกรอนุรุทธะ ภัททิยะ กิมพิละ ภัคคุ โกณฑัญญะ เรวัตตะ และอานนท์
เธอทั้งหลายยังยินดีในพรหมจรรย์อยู่หรือ?
ท่านพระอนุรุทธะเป็นต้นกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย
ยังยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ดีละๆ ข้อที่เธอทั้งหลายยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์นี้แล
เป็นการสมควรแก่เธอทั้งหลายผู้เป็นกุลบุตรออกจากเรือน
บวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา
เธอทั้งหลายประกอบด้วยปฐมวัย กำลังเจริญเป็นหนุ่มแน่น ผมดำสนิท
ควรบริโภคกาม ยังออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้
ก็เธอทั้งหลายนั้น มิใช่ผู้ทำความผิดต่อพระราชา มิใช่ผู้ถูกโจรคอยตามจับ
มิใช่ผู้อันหนี้บีบคั้น มิใช่ผู้เดือดร้อนเพราะภัย และมิใช่ผู้ถูกอาชีพบีบคั้นแล้ว
เธอออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
เธอทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเพราะศรัทธาด้วย
ความคิดอย่างนี้ว่า เออก็ เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว เป็นผู้อันทุกข์ครอบงำแล้ว เป็นผู้อันทุกข์ท่วมทับแล้ว
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏได้ ดังนี้มิใช่หรือ?
อย่างนี้ พระเจ้าข้าโดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:17:08 น.] ( IP = 203.150.209.231 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 2ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ก็กิจอะไรเล่า ที่กุลบุตรผู้บวชอย่างนี้แล้วพึงทำ
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
บุคคลยังไม่เป็นผู้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปีติและสุข หรือสุขอื่นที่สงบกว่านั้น
แม้อภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ วิจิกิจฉา อุทธัจจกุกกุจจะ อรติ
ความเป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมครอบงำจิตของบุคคลนั้นตั้งอยู่ได้
บุคคลนั้นก็หาสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปีติและสุขหรือสุขอื่นที่สงบกว่านั้นไม่
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
บุคคลใดเป็นผู้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปีติและสุข หรือสุขอื่นที่สงบกว่านั้นได้
แม้อภิชฌา พยาบาท ถิ่นมิทธะ วิจิกิจฉา อุทธัจจกุกกุจจะ อรติ
แม้ความเป็นผู้เกียจคร้านก็ไม่ครอบงำจิตของบุคคลนั้นตั้งอยู่ได้
บุคคลนั้นก็สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปีติและสุข หรือสุขอื่นที่สงบกว่านั้นได้
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจะว่ากระไรในเราว่า
อาสวะเหล่าใด นำมาซึ่งความเศร้าหมอง นำมาซึ่งภพใหม่
เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก
เป็นที่ตั้งแห่งความเกิดความแก่และความตายต่อไป
อาสวะเหล่านั้น ตถาคตยังละไม่ได้
เพราะเหตุนั้น ตถาคตพิจารณาแล้วจึงเสพของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงอดกลั้นของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงเว้นของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงบรรเทาของบางอย่างโดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:17:34 น.] ( IP = 203.150.209.231 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 3ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ทั้งหลายมิได้ว่าอะไรในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า
อาสวะเหล่าใด อันนำมาซึ่งความเศร้าหมอง นำมาซึ่งภพใหม่
เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวายมีทุกข์เป็นวิบาก
เป็นที่ตั้งแห่งความเกิด ความแก่ และความตายต่อไป
อาสวะเหล่านั้นพระตถาคตยังละไม่ได้
เพราะเหตุนั้น พระตถาคตพิจารณาแล้วจึงเสพของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงอดกลั้นของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงเว้นของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงบรรเทาของบางอย่าง
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กล่าวในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า
อาสวะเหล่าใด นำมาซึ่งความเศร้าหมอง นำมาซึ่งภพใหม่
เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก
เป็นที่ตั้งแห่งความเกิด ความแก่ และความตายต่อไป
อาสวะเหล่านั้นพระตถาคตละได้แล้ว
เพราะเหตุนั้น พระตถาคตพิจารณาแล้วจึงเสพของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงอดกลั้นของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงเว้นของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงบรรเทาของบางอย่างดังนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:18:44 น.] ( IP = 203.150.209.231 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 4ดีละๆ อนุรุทธะทั้งหลาย
อาสวะเหล่าใดนำมาซึ่งความเศร้าหมอง นำมาซึ่งภพใหม่
เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก
เป็นที่ตั้งแห่งความเกิด ความแก่ และความตายต่อไป
อาสวะเหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลอันขาดแล้ว
ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
เปรียบเหมือนต้นตาลยอดด้วน ไม่ควรจะงอกอีกได้ ฉันใด
อาสวะทั้งหลายอันนำมาซึ่งความเศร้าหมอง นำมา
ซึ่งภพใหม่ เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก
เป็นที่ตั้งแห่งความเกิด ความแก่ และความตายต่อไป ก็ฉันนั้น
ตถาคตละได้แล้ว มีมูลอันขาดแล้ว
ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้น ตถาคตพิจารณาแล้วจึงเสพของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงอดกลั้นของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงเว้นของบางอย่าง
พิจารณาแล้วจึงบรรเทาของบางอย่าง
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ตถาคตเห็นอำนาจประโยชน์อะไรอยู่
จึงพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้วในภพที่เกิดทั้งหลายว่า
สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น ดังนี้โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:19:12 น.] ( IP = 203.113.86.116 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 5ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ธรรมทั้งหลายของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล
มีพระผู้มีพระภาคเป็นแบบแผน มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งพาอาศัย
ดีละ พระเจ้าข้า ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด
ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงไว้
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ตถาคตจะพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้ว
ในภพที่เกิดทั้งหลายว่า สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น
สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น ดังนี้
เพื่อให้คนพิศวงก็หามิได้
เพื่อเกลี้ยกล่อมคนก็หามิได้
เพื่ออานิสงส์คือลาภสักการะและความสรรเสริญก็หามิได้
ด้วยความประสงค์ว่า คนจงรู้จักเราด้วยเหตุนี้ก็หามิได้
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก มีอยู่
กุลบุตรเหล่านั้นได้ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว
จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง
ข้อนั้นจะมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข
แก่กุลบุตรเหล่านั้นสิ้นกาลนานโดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:19:51 น.] ( IP = 203.150.209.231 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 6ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ภิกษุชื่อนี้ทำกาละแล้ว
พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า ดำรงอยู่ในอรหัตตผล
ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า
ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง
ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของภิกษุนั้น
จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้างโดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:20:25 น.] ( IP = 203.150.209.231 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 7ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุแม้ด้วยประการฉะนี้แล
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า
ภิกษุชื่อนี้ทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้น จักปรินิพพานในภพนั้นมีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้าสิ้นไป
ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า
ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง
ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ของภิกษุนั้น จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุ แม้ด้วยประการฉะนี้แลโดย พี่ดอกแก้ว [1 ก.ค. 2547 , 16:21:50 น.] ( IP = 203.150.209.231 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 8ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า
ภิกษุชื่อนี้ทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า
เป็นพระสกทาคามี จักมายังโลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วทำที่สุดทุกข์ได้
เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ และโมหะ เบาบาง
ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า
ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง
ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของภิกษุนั้น
จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุแม้ด้วยประการฉะนี้แลโดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:22:56 น.] ( IP = 203.150.209.231 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 9ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า
ภิกษุชื่อนี้ทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า
เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงมีอันจะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป
ถ้าท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า
ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง
ว่าท่านนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษอย่างนี้บ้าง
ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของภิกษุนั้น
จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุ แม้ด้วยประการฉะนี้แลฯโดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:23:20 น.] ( IP = 203.113.86.116 : : 203.113.67.36 )
สลักธรรม 10
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ตถาคตย่อมพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละไปแล้ว ในภพที่เกิดทั้งหลายว่า
สาวกชื่อโน้นเกิดแล้วในภพโน้น สาวกชื่อโน้นเกิดแล้วในภพโน้น ดังนี้
เพื่อให้คนพิศวงก็หามิได้
เพื่อเกลี้ยกล่อมคนก็หามิได้
เพื่ออานิสงส์คือลาภสักการะและความสรรเสริญก็หามิได้
ด้วยความประสงค์ว่า คนจงรู้จักเราด้วยเหตุนี้ก็หามิได้
ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
กุลบุตรทั้งหลายผู้มีศรัทธา มีความยินดีมาก มีปราโมทย์มาก มีอยู่
กุลบุตรเหล่านั้นได้ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว
จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง
ข้อนั้นย่อมมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่กุลบุตรเหล่านั้นสิ้นกาลนาน
รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ค่ะ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=13&start_byte=284189โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2547 , 16:24:30 น.] ( IP = 203.150.209.231 : : 203.113.67.36 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |