| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
นิมิตโอภาส คืออะไร
ผมต้องใช้ธรรมนี้ไปเทศน์พรุ่งนี้ครับ อาจารย์เขาให้หัวข้อไปอภิปรายพรุ่งนี้ ผมยังไม่ทราบเลยครับ ช่วยตอบผมด้วยเถิดครับ
โดย สามเณรวรยุทธ์ ธิธรรมมา [6 ก.ค. 2547 , 23:26:26 น.] ( IP = 203.155.139.199 : : )
สลักธรรม 1กรุณาอ่านที่นี่
http://www.palungjit.com/k40/nimit.htm
นิมิต แปลว่า เครื่องหมาย คือรูปเป็นเครื่องกำหนดจิต จับเป็นอารมณ์ นิมิตนี้ส่วนใหญ่เป็น
เครื่องหมายของกสิณ แต่ทว่ากรรมฐานหมวดอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน เช่น อสุภกรรมฐานก็มีรูปอสุภเป็น
นิมิต อาหาเรปฏิกูลสัญญา ก็มีรูปอาหารเป็นนิมิต อย่างนี้เป็นต้น รวมความว่านิมิตนั้นแยกออกเป็น
สองอย่าง คือ นิมิตที่เป็นเครื่องหมายกำหนดจิต เป็นนิมิตจำเป็นที่นักปฏิบัติจำเป็นต้องกำหนดอย่างหนึ่ง
นิมิตเลื่อนลอย เป็นนิมิตตัดรอนความดีที่นักปฏิบัติควรละประการหนึ่ง จะขออธิบายในนิมิตทั้งสอง
พอเข้าใจไว้ดังต่อไปนี้
นิมิตจำเป็นต้องรักษา
นิมิตที่จำเป็นต้องรักษาคือ กรรมฐานหมวดใดที่มีนิมิตเป็นอารมณ์ เช่น กสิณ เป็นต้น
เมื่อเริ่มปฏิบัติในกรรมฐานกองนั้น ท่านให้ถือนิมิตอะไรเป็นสำคัญต้องรักษานิมิตนั้นให้มั่นคง คือกำหนด
จดจำภาพนั้นให้ติดใจ จะกำหนดรู้เมื่อไรให้เห็นได้ชัดเจนแจ่มใสตามสภาพเดิมที่กำหนดจดจำไว้
อย่างนี้ท่านเรียกว่า "บริกรรมนิมิต" จัดเป็นสมาธิได้ในสมาธิเล็กน้อยที่เรียกว่า "ขณิกสมาธิ"
นิมิตใดที่ท่านนักปฏิบัติเพ่งกำหนดจดจำไว้ มีความชำนาญมากขึ้น จนภาพนิมิตนั้น
ชัดเจนแจ่มใส สามารถบังคับให้สูง ต่ำ ใหญ่ เล็ก ได้ตามความประสงค์ แล้วต่อไปนิมิตนั้นค่อยเปลี่ยนสี
จากสีเดิมไปทีละน้อย ๆ จนกลายเป็นสีใสสะอาด อย่างนี้ท่านเรียกว่า" อุคคหนิมิต " ถ้าเรียกเป็น
สมาธิก็เรียกว่า " อุปจารสมาธิ " ถ้าเรียกเป็นฌานก็เรียกว่า " อุปจารฌาน "
นิมิตใดที่นักปฏิบัติเพ่งพิจารณากำหนดอยู่จนติดตาติดใจ จนนิมิตนั้นกลายจากสีเดิม
มีสีขาวใสสวยสดงดงาม มีประกายคล้ายดาวประกายพรึก อารมณ์จิตแนบสนิทไม่เคลื่อนไหว ลมหายใจ
อ่อนระรวย ภาพนิมิตที่สดสวยนั้นหนาทึบเป็นแท่ง อารมณ์จิตไม่กวัดแกว่งไปตามเสียงที่เข้ามากระทบ
โสตประสาท แม้เสียงจะดังกังวานเพียงใด จิตใจก็ไม่หวั่นไหว คงมีอารมณ์สงบเงียบ กำหนดจดจำนิมิต
ไว้ได้ด้วยดี อาการอย่างนี้เรียกเป็นนิมิต ท่านเรียกว่า " ปฏิภาคนิมิต " ถ้าเรียกเป็นสมาธิท่านเรียกว่า
" อัปปนาสมาธิ " ถ้าเรียกเป็นฌาน ท่านเรียกว่า " ปฐมฌาน "
นิมิตตามที่ท่านกำหนดให้ยึดถือตามกฎของปฏิบัติกรรมฐานกองนั้น ๆ อย่างนี้เป็นนิมิตที่
จำเป็นต้องกำหนดจดจำและทำให้ถึงขั้นถึงระดับ
โดย มิตร [6 ก.ค. 2547 , 23:58:42 น.] ( IP = 169.210.32.64 : : )
สลักธรรม 2ที่มา : พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). สมาธิ : ฐานสู่สุขภาพจิตและปัญญาหยั่งรู้.กรุงเทพฯ : สยาม, 2534. 128 หน้า.
ตัดตอนมาจากบทสัมมาสมาธิในหนังสือพุทธธรรม กล่าวถึง ความหมายของสมาธิว่าหมายถึง ภาวะจิตที่แน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด หรือภาวะจิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง (เอกัคคตา) ระดับของสมาธิมี 3 ระดับ คือ ขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วขณะ) อุปจารสมาธิ (สมาธิจวนแน่วแน่) อัปปนาสมาธิ (สมาธิแนบแน่นเป็นสมาธิสูงสุดมีในฌาน) ลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ ต้องเป็นจิตที่มีคุณภาพและสมรรถภาพดีที่สุด มีพลัง ราบเรียบ สงบซึ้ง ใสกระจ่าง นุ่มนวล ควรแก่งาน สิ่งที่จะทำให้จิตไม่เป็นสมาธิคือ นิวรณ์ มี 5 อย่างคือ กามฉันท์ (ความอยากได้) พยาบาท (ความคับแค้นใจ) ถีนมิทธะ (ความหดหู่ง่วงซึม) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านเดือดร้อนใจ) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ความมุ่งหมายของสมาธิเพื่อเตรียมใจให้พร้อมที่จะใช้ปัญญาอย่างได้ผลดี เป็นการรู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง ประโยชน์ของสมาธิมี 2 ด้าน คือ ด้านจุดหมายของพระพุทธศาสนา ประโยชน์เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ด้านชีวิตประจำวันช่วยให้ผู้มีสมาธิมีจิตผ่อนคลายหายเครียด สงบ ช่วยเสริมให้มีสุขภาพดี แก้ไขโรคได้ และมีประสิทธิภาพในการทำงาน การเล่าเรียน
โดย มิตร [7 ก.ค. 2547 , 00:01:35 น.] ( IP = 169.210.32.64 : : )
สลักธรรม 3วิธีเจริญสมาธิมีหลายวิธี ได้แก่ เจริญสมาธิตามวิธีธรรมชาติ (ทำสิ่งที่ดีงามแล้วเกิดความปราโมทย์แล้วเกิดปีติ เกิดปัสสัทธิ ความสุขและสมาธิ) เจริญสมาธิตามหลักอิทธิบาท (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) เจริญสมาธิโดยใช้สติเป็นตัวนำ (ใช้สติคอยจับอารมณ์ไว้ให้จิตอยู่กับอารมณ์ตลอดเวลา) การเจริญสมาธิอย่างเป็นแบบแผนเป็นการเจริญสมาธิตามแบบที่ปฏิบัติสืบกันมาในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เริ่มตั้งแต่ผู้ปฏิบัติต้องมีศีลบริสุทธิ์ ตัดปลิโพธ (ข้อติดข้อง ข้อกังวล 10 ประการ) เข้าหากัลยาณมิตร รับเอากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง (มีถึง 40 แบบ เช่น อานาปานสติ กสิณ อสุภะ อนุสติ 10 อาหารปฏิกูลสัญญา เป็นต้น) ซึ่งเหมาะกับจริยะของตน เข้าอยู่วัดหรือสถานที่ปฏิบัติที่เหมาะแก่การเจริญสมาธิ ปฏิบัติตามวิธีเจริญสมาธิซึ่งแต่ละแบบจะแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงนิมิตหรือนิมิตต์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนด หรือภาพที่เห็นในใจซึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นอารมณ์กรรมฐานมี 3 อย่าง คือ บริกรรมนิมิต (สิ่งที่กำหนดเป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน) อุคคหนิมิต (นิมิตติดตา) ปฏิภาคนิมิต (นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิต) กล่าวถึง การภาวนา 3 อย่าง คือ บริกรรมภาวนา (การเจริญสมาธิขั้นต้นด้วยการกำหนดนิมิตที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน) อุปจารภาวนา (การเจริญสมาธิโดยเอาจิตกำหนดอุคคหนิมิตให้แน่วแน่แนบสนิทในใจ) อัปปนาภาวนา (การเจริญสมาธิขั้นเสพปฏิภาคนิมิตสม่ำเสมอและรักษาไว้ไม่ให้เสื่อม เกิดเป็นอัปปนาสมาธิบรรลุปฐมฌานแล้วทำความเพียรเพื่อบรรลุฌานขั้นต่อไป)
โดย มิตร [7 ก.ค. 2547 , 00:02:08 น.] ( IP = 169.210.32.64 : : )
สลักธรรม 4ยกตัวอย่างวิธีเจริญสมาธิแบบอานาปานสติ (การกำหนดลมหายใจ) โดยเริ่มจากหาที่สงบ นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติให้มั่นที่ลมหายใจเข้าออก ปฏิบัติต่อไปไม่นานนิมิตจะ ปรากฏ การเจริญสมาธิจะประณีตขึ้นตามลำดับจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ เกิดฌาน 8 เกิดอภิญญา 6 ได้แก่ (อิทธิวิธิ ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ทิพพจักขุ บุพเพนิวาสานุสติญาณ อาสวักขยญาณ ตอนสุดท้าย ได้กล่าวถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่จะเกื้อหนุนสมาธิมี 4 อย่าง ประกอบด้วย ฐาน หรือ ปทัฏฐาน (ที่มาของสมาธิ) คือ ศีล ผู้มีศีลบริสุทธิ์จะเจริญสมาธิได้ผล องค์ธรรมต่างๆ ที่จะประกอบเข้าเป็นสมาธิขึ้นไปถึงสภาวะที่เรียกว่า ฌาน ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข อุเบกขา เอกัคคตา เครื่องวัดความพร้อมว่าบุคคลปฏิบัติธรรมก้าวหน้า ช้าเร็ว คือ อินทรีย์ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สนามปฏิบัติการทางปัญญาคือ โพชฌงค์ 7 ได้แก่ สติ ธรรมวิจัย วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา และปิดท้ายด้วยบันทึกพิเศษท้ายบทว่าด้วยเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน คือการอยู่อย่างไม่มีความทุกข์ที่จะต้องดับ
โดย มิตร [7 ก.ค. 2547 , 00:03:04 น.] ( IP = 169.210.32.64 : : )
สลักธรรม 5โอภาส แปลว่า แสงสว่าง ขณะพิจารณาวิปัสสนาญาณนั้น จิตที่กำลังพิจารณาอยู่จิตย่อมทรงอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ สมาธิระดับนี้ เป็นสมาธิเพื่อสร้างทิพยจักษุญาณ ย่อมเกิดแสงสว่างขึ้น คล้ายใครเอาประทีปมาตั้งไว้ใกล้ ๆ เมื่อปรากฏแสงสว่าง จงอย่าทำความพอใจว่าเราได้มรรคผลเพราะเป็นอำนาจของอุปจารสมาธิอันเป็นผลของสมถะ ที่เป็นกำลังสนับสนุนวิปัสสนาเท่านั้น ไม่ใช่ผลในวิปัสสนาญาณ
โดย มิตร [7 ก.ค. 2547 , 00:08:06 น.] ( IP = 169.210.32.64 : : )
สลักธรรม 6อุปกิเลสของวิปัสสนาญาณ ๑๐
วิปัสสนาญาณ เป็นกฎการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล ท่านก็ต้องมีการเตรียมเครื่องอุปกรณ์การปฏิบัติให้ครบถ้วนอย่างปฏิบัติขั้นฌานเหมือนกัน เมื่อท่านตระเตรียมในขั้นบารมี ๑๐ ชื่อว่าเป็นการเตรียมปูพื้นให้เรียบเพื่อเป็นพื้นฐานขั้นต้น เช่นเดียวกับการปรับปรุงศีลให้บริสุทธิ์ขั้นปฏิบัติฌานเมื่อท่านปรับปรุงบารมี ๑๐ เพื่อเป็นพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ต้องระวังการพลั้งพลาดในการเจริญวิปัสสนา อารมณ์จิตอาจจะข้องหรือหลงใหลในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนทำให้เสียผลในการกำจัดกิเลส เช่นเดียวกับจิตข้องในนิวรณ์ทำให้เสียกำลังสมาธิ ไม่ได้ฌานเช่นกัน อารมณ์กิเลสที่คอยกีดกันอารมณ์วิปัสสนาก็คืออารมณ์สมถะที่มีอารมณ์ละเอียดคล้ายคลึงวิปัสสนาญาณ ท่านเรียกว่าว่า อุปกิเลสของวิปัสสนา ๑๐อย่าง คือ
๑. โอภาส โอภาส แปลว่า แสงสว่าง ขณะพิจารณาวิปัสสนาญาณนั้น จิตที่กำลังพิจารณาอยู่จิตย่อมทรงอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ สมาธิระดับนี้ เป็นสมาธิเพื่อสร้างทิพยจักษุญาณ ย่อมเกิดแสงสว่างขึ้น คล้ายใครเอาประทีปมาตั้งไว้ใกล้ ๆ เมื่อปรากฏแสงสว่าง จงอย่าทำความพอใจว่าเราได้มรรคผลเพราะเป็นอำนาจของอุปจารสมาธิอันเป็นผลของสมถะ ที่เป็นกำลังสนับสนุนวิปัสสนาเท่านั้น ไม่ใช่ผลในวิปัสสนาญาณ
๒. ปีติ ปีติ แปลว่า ความอิ่มใจ ความปลาบปลื้มเบิกบาน อาจมีขนพองสยองเกล้า น้ำตาไหลกายโยกโคลง กายลอยขึ้นบนอากาศ กายโปร่งสบาย กายเบา บางคราวคล้ายมีกายสูงใหญ่กว่าธรรมดามีอารมณ์ไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติอารมณ์ สมาธิแนบแน่นดีมาก อารมณ์สงบสงัดง่าย อาการอย่างนี้ไม่ใช่ผลของวิปัสสนา เป็นผลของสมถะ อย่าเข้าใจว่าบรรลุมรรคผล
โดย มิตร [7 ก.ค. 2547 , 00:09:30 น.] ( IP = 169.210.32.64 : : )
สลักธรรม 7๓. ปัสสัทธิ ปัสสัทธิ แปลว่า ความสงบระงับด้วยอำนาจฌาน มีอารมณ์สงัดเงียบ คล้ายจิตไม่มีอารมณ์อื่น มีความว่างสงัดสบาย ความรู้สึกทางอารมณ์ โลกียวิสัยดูคล้ายจะสิ้นไปเพราะความรัก ความโลภ ความโกรธ ความข้องใจในทรัพย์สินไม่ปรากฏ อาการอย่างนี้เป็นอารมณ์ของอุเบกขาในจตุตถฌาน เป็นอาการของสมถะ ผู้เข้าถึงใหม่ๆ ส่วนมากหลงเข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผล เพราะความสงัดเงียบอย่างนี้ตนไม่เคยประสบมาก่อน ต้องยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน อย่าด่วนตัดสินใจว่าได้มรรคผล เพราะมรรคผลมีฌานเป็นเครื่องรู้มีอยู่ ถ้าญาณเป็นเครื่องรู้ยังไม่แจ้งผลเพียงใด ก็อย่าเพ่อตัดสินใจ ว่าได้บรรลุมรรคผล
๔. อธิโมกข์ อธิโมกข์แปลว่า อารมณ์ที่น้อมใจเชื่อโดยปราศจากเหตุผล ด้วยพอได้ฟังว่าเราได้มรรคได้ผล ยังมิได้พิจารณาให้ถ่องแท้ก็เชื่อแน่เสียแล้ว ว่าเราได้มรรคได้ผล โดยไม่ใช้ดุลพินิจเป็นเครื่องพิจารณา อาการอย่างนี้ เป็นอาการของศรัทธาตามปกติ ไม่ใช่มรรคผลที่ตนบรรลุ
๕. ปัคคหะ ปัคคหะแปลว่า มีความเพียรกล้า คนที่มีความเพียรบากบั่นไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เป็นเหตุที่จะให้บรรลุมรรคผล แต่ถ้ามาเข้าใจว่าตนได้บรรลุเสียตอนที่มีความเพียรก็เป็นการที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ความพากเพียรด้วยความมุมานะนี้ เป็นการหลงผิดว่าได้บรรลุมรรคผลได้เหมือนกัน
๖. สุข สุขแปลว่า ความสบายกายสบายใจ เป็นอารมณ์ของสมถะที่เข้าถึงอุปจารฌานระดับสูง มีความสุขทางกายและจิตอย่างประณีต ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต อารมณ์สงัดเงียบ เอิบอิ่มผ่องใส สมาธิก็ตั้งมั่น จะเข้าสมาธิเมื่อใดก็ได้ อารมณ์อย่างนี้เป็นผลของสมถภาวนา จงอย่าหลงผิดว่าได้มรรคผลนิพพาน
๗. ญาณ ญาณแปลว่า ความรู้อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจที่จิตมีสมาธิ จากผลของสมถภาวนา เช่น ทิพยจักษุฌาน เป็นต้น สามารถเห็นนรก สวรรค์ พรหมโลกได้ และรู้อดีต อนาคตปัจจุบันได้ตามสมควร เป็นผลของสมถะแท้ไม่ใช่ผลของวิปัสสนา เมื่อได้ เมื่อถึงแล้วอาจจะหลงผิดว่าได้บรรลุผลนิพพาน เลยเลิกไม่ทำต่อไป พอใจในผลเพียงนั้น ก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะญาณที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นญาณในสมถะ ไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนาญาณ ถ้าพอใจเพียงนั้นก็ยังต้องเป็นโลกียชน ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไป
โดย มิตร [7 ก.ค. 2547 , 00:11:19 น.] ( IP = 169.210.32.64 : : )
สลักธรรม 8๘. อุเบกขา อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉย เป็นอารมณ์ในสมถะ คือ ฌาน ๔ ถ้ามาเข้าใจว่าความวางเฉยนี้เป็นมรรคผล ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ความจริงก็อาจคิดไปได้ เพราะคนใหม่ยังเข้าใจอารมณ์ไม่พอ ท่านจึงบอกไว้ให้คอยระวัง
๙. อุปปัฏฐาน อุปปัฏฐาน แปลว่า เข้าไปตั้งมั่น หมายถึงอารมณ์ที่เป็นสมาธิ มีอารมณ์สงัดเยือกเย็น ดังเช่นที่ท่านเข้าฌาน ๔ มีอารมณ์สงบสงัด แม้แต่เสียงก็กำจัดตัดขาดไม่มีปรากฏอารมณ์ใดๆ ไม่มี เป็นอารมณ์ที่แยกกันระหว่างกายกับจิตอย่างเด็ดขาด เป็นปัจจัยให้นักปฏิบัติเข้าใจพลาดว่าบรรลุมรรคผลก็เป็นได้ ความจริงแล้วเป็นฌาน ๔ ในสมถะแท้ๆ
๑๐. นิกกันติ นิกกันติแปลว่า ความใคร่ เป็นความใคร่น้อยๆ ที่เป็นอารมณ์ละเอียดไม่ฟูมาก ถ้าไม่กำหนดรู้อาจไม่มีความรู้สึก เพราะเป็นอารมณ์ของตัณหาสงบ ไม่ใช่ขาดเด็ดเป็นเพียงสงบ พักรบชั่วคราวด้วยอำนาจฌาน มีปฐมฌานเป็นต้น เข้าระงับ อารมณ์ตัณหาที่อ่อนระรวยอย่างนี้ ทำให้นักปฏิบัติเผลอเข้าใจว่าบรรลุมรรคผลนิพพานมีไม่น้อย แต่พอนานหน่อยฌานอ่อนกำลังลง พ่อกิเลสตัณหาก็กระโดดโลดเต้นตามเดิม อาการอย่างนี้ นักปฏิบัติก็ต้องระมัดระวัง
วิปัสสนาญาณที่พิจารณาต้องมีสังโยชน์เป็นเครื่องวัด และพิจารณาไปตามแนวของสังโยชน์เพื่อการละ ละเป็นขั้น เป็นระดับไป ค่อยละค่อยตัดไปทีละขั้น อย่าทำเพื่อรวบรัดเกินไป แล้วคอยระมัดระวังใจ อย่าให้หลงใหลในอารมณ์อุปกิเลส ๑๐ ประการ ท่านค่อยทำค่อยพิจารณาอย่างนี้ ก็มีหวังที่จะเข้าถึงความสุข ที่เป็นเอกันตบรมสุข สมความมุ่งหมาย
ที่มา : http://www.palungjit.com/smati/k40/rule.htm
โดย มิตร [7 ก.ค. 2547 , 00:12:07 น.] ( IP = 169.210.32.64 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |