มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


“ ศีลวิสุทธิ “ นี้หมายถึงอะไร ?




อยากจะถามเรื่องของ “ ศีลวิสุทธิ “ ก่อนครับผม เพราะยังสงสัยอยู่ครับคือที่บอกว่า ... ศีลวิสุทธิ.... ก็มีปฏิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล กับ ปัจจยสันนิสิตศีล ก็มีศีล ๔ อย่างนี้ เป็น ศีลวิสุทธิ ที่ผมเข้าใจอย่างนี้ใช่ไหมครับ ?


โดย ทับตะวัน [8 ก.ค. 2547 , 08:18:30 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


สวัสดีครับคุณทับตะวัน ผมขอตอบคำถามที่คุณถามมาครับและจะขอขยายเพิ่งเติ่มเพื่อความเข้าใจในเรื่องศีลวิสุทธินี้ด้วยนะครับผม

คำว่า ศีลวิสุทธิ นี้หมายถึง.ศีลที่ไม่มีกิเลสอาศัยได้นะครับและเป็นศีลที่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์คือมรรคผลนิพพานโดยตรงครับ
และที่คุณทับตะวันเข้าใจว่า.. มีศีล ๔ อย่างนี้ เป็น ศีลวิสุทธิ นั้นก็ถูกต้องครับผม.....แต่ขอขยายเพิ่มสักนิดนะครับว่า...แหละถ้าจะพิจรณาไปว่าแล้ว ศีลในสติปัฏฐานละคือศีลนี้ด้วยไหม ? น่าคิดนะครับคุณทับตะวัน ถ้าไม่เข้าใจก็จะเกิดความสงสัยได้เช่นกัน..คราวนี้มาดูนะครับว่าศีลอะไรแน่ที่ในสติปัฎฐานนะครับ

..อินทรียสังวรศีล กับ..สติปัฏฐาน ก็อย่างเดียวกันนะครับ มีกล่าวไว้ในสังยุตตนิกาย ว่า ถ้าผู้ใดเจริญสติปัฏฐานให้มากขึ้นแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้อินทรียสังวรนั้นบริบูรณ์ด้วย

และศีลที่เหลืออีก ๓ ละครับ จะไม่มีกิเลสอาศัยเพราะอะไร?...ก็ต้องขอยกตัวอย่างครับ... อย่างเช่น พระที่เข้ามารักษาปาฏิโมกข์ครั้งนั้น หรือที่ท่านมาบรรพชาอุปสมบทในตอนนั้น .. ท่านก็มาเพื่อปรารถนาความพ้นทุกข์จริง ๆ .. ไม่ใช่มาเพื่ออยากจะได้ความร่ำรวย หรือลาภยศต่างๆ ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นศีลนั้นจึงวิสุทธิแล้ว... เมื่อจิตตั้งมาแล้ว ท่านก็รักษาปาฏิโมกขสังวรสำเร็จด้วยศรัทธา เพราะท่านมาด้วยศรัทธา ถ้าผู้ที่มาด้วยศรัทธา ....หมายถึงเต็มใจที่จะรักษาพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติแล้ว โดยเชื่อแน่แล้วว่าวินัยบัญญัตินี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะให้พ้นทุกข์ ... เพราะฉะนั้นจึงเต็มใจที่จะรักษาพระวินัย แม้ปากฏิโมกข์จะมีถึง ๒๒๗ หรือมากกว่านั้น ก็ไม่ลำบากแก่ท่านเหล่านั้นเลย เพราะเต็มใจที่จะปฏิบัติ ถ้าหากว่าไม่มีศรัทธาแล้ว แม้แต่ศีล ๕ ก็ลำบากก็ยังไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้ครับ

โดย พี่เณรชิต [8 ก.ค. 2547 , 08:57:42 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบคุณครับ
..แต่..
ขอถามต่อนะครับว่า
ที่ว่าไม่มีกิเลสอาศัยนั้น
อยากทราบว่ากิเลสชนิดไหนครับ
เพราะกิเลสมีหลายระดับครับผม

โดย ทับตะวัน [8 ก.ค. 2547 , 09:00:36 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 3


กิเลสที่ว่านี้คือ..กิเลสที่ต้องการเจริญปาฏิโมกข์ หรือรักษาปาฏิโมกข์เพื่ออย่างอื่น ไม่ใช่เพื่อให้พ้นทุกข์ ครับผม และขอให้เข้าใจนะครับว่า...

พระภิกษุสมัยพุทธกาลที่ท่านไม่มีมิจฉาทิฏฐิแล้ว จึงได้สามารถมาปฏิบัติได้ครับผม

โดย พี่เณรชิต [8 ก.ค. 2547 , 09:04:29 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 4

ครับแต่ผมก็ขอถามนะครับว่า
อยู่ดี ๆ ไม่มีมิจฉาทิฏฐิได้อย่างไรครับสงสัยครับ

โดย ทับตะวัน [8 ก.ค. 2547 , 09:06:12 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 5


ครับผม..เข้าใจครับที่คุณสงสัย เอานะครับว่ามาดูถึง...อาชีวปาริสุทธิศีลนั้น โดยท่านเชื่อแล้วว่า วินัยของพระพุทธเจ้านี้ เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ เพราะฉะนั้นท่านไม่ยอมเสียวินัย แม้ชีวิตจะเสียไปท่านก็ยอม เพราะก่อนที่ท่านจะมาบวช ท่านไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาตาม ๆ กันอย่างเรา ๆทุกวันนี้สมัยนี้นะครับ และไม่ใช่นับถือตามๆ กันมา หรือนับถือเฉพาะในสำมะโนครัวอย่างเดี๋ยวนี้ คือท่านเหล่านั้นมีศาสนาอื่นเป็นสรณะอยู่ก่อนที่จะมารับคำสอน..หรือพรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้า พอท่านเชื่อในเหตุผลแล้ว.. ฟังและพิจรณาใคร่ครวญในเหตุผลแล้ว เกิดความซาบซึ้งในเหตุผล..ว่าเป็นธรรมเป็นวินัยทีจะให้พ้นทุกข์ได้ ... ท่านจึงสละมา ท่านไม่ได้บวชตาม ๆ กัน และบางท่านบวชเมื่ออายุ ๘๐ ก็มีนะครับ

และที่เราเรียนมาทราบๆกันอยู่ว่า..ต้องเป็น
พระโสดาบันบุคคลเท่านั้น จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ และถ้าหากว่าผู้เข้าปฏิบัติยังไม่ได้เป็นพระโสดาบันแล้ว ทำอย่างไรจึงจะเป็นวิสุทธิได้นั้นผมก็ขอให้เข้าใจนะครับว่า..
ขออธิบายการละให้เข้าใจเสียก่อนว่าการละนี้

ละโดย ตทังคะ ...ละโดย วิกขมภนะ ....

ละโดย สมุจเฉท

คำว่าพระโสดาบันนี่ละโดย “ สมุจเฉท “ และสัมมาทิฏฐิ นี้ มี ๖ ขั้นด้วยกันครับคือ...

๑ สัมมาทิฏฐิในกรรมบถ

๒.สัมมาทิฏฐิในสมาธิ

๓.สัมมาทิฏฐิในฌาน

๔.สัมมาทิฏฐิในวิปัสสนา

๕ สัมมาทิฏฐิในนิพพาน

๖.สัมมาทิฏฐิในปัจจเวก

โดย พี่เณรชิต [8 ก.ค. 2547 , 09:21:15 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 6


๑. สัมมาทิฏฐิในกรรมบถ ก็ต้องละมิจฉาทิฏฐิในกรรมบถ สัมมาทิฏฐิ อันนี้เรียกว่า กัมมัสสกตาปัญญา คือ ปัญญาที่เชื่อ หรือรู้เหตุผลของกรรมว่า ผลของกรรมมีอยู่กรรมดีย่อมให้ผลเป็นสุข กรรมชั่วย่อมให้ผลเป็นทุกข์ เขาเข้าใจดี เขารู้และเขาเชื่อด้วยความเชื่อของท่านผู้นี้ถูก เมื่อความเชื่อถูก หรือความเห็นถูกอย่างนี้เกิดขึ้นในจิตใจแล้ว ความเห็นทีว่ากรรม และผลของกรรมไม่มี ตายแล้วสูญไป หรือ ไม่มีใครเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ความเห็นผิดอย่างนี้ก็ตกไปครับ

๒. สัมมาทิฏฐิในสมาธิ ผู้ที่เห็นว่า สมาธินี้มีอานิสงส์มาก ทำให้จิตสงบจากอกุศลต่างๆ สามารถจะมีความสุขในปัจจุบันได้ และเกิดชาติหน้าก็ยังมีความสุขใน “ สุคติ “ อีก จะได้ภพที่ดี ๆ ภพที่เป็นสุข ไม่มีความทุกข์ เพราะฉะนั้นเขามีความเห็นอย่างนี้ ก็เป็นความเห็นถูกเพราะว่าสมาธินี้มีผลอย่างนั้นจริงๆ

๓. สัมมาทิฏฐิในฌาน ถ้าไม่เชื่อว่าฌานนี้ให้ผลเป็นสุข ไม่เชื่อว่าสามารถจะให้ไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลกได้ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าคนที่เข้าใจอานิสงส์ถูกต้องแล้วก็เป็นสัมมาทิฏฐิในเรื่องฌาน “ มิจฉาทิฏฐิ “ ในอานิสงส์ ของฌานก็หมดไป แต่ว่า สัมมาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ ภายนอก พระพุทธศาสนาก็มีได้ การทำบุญทำทานก็ดี สมาธิก็ดี ฌานก็มีสรุปแล้ว สัมมาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ มีได้ทั้งนอก และในพระพุทธศาสนา

๔. สัมมาทิฏฐิในวิปัสสนา คือเข้าใจถูกว่า อะไรเป็นวิปัสสนา อะไรไม่ใช่วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิในวิปัสสนานี้ มีแต่เฉพาะในพระพุทธศาสนา เรียกว่า “ ศาสนาสัมมาทิฏฐิ “ บางคนยังไม่เข้าใจสนวิปัสสนา การทำก็ยังไม่เกิดวิปัสสนาที่แท้จริง แต่เข้าใจว่าเกิดแล้ว นี่ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิในวิปัสสนา ถ้าผู้ที่เข้าใจหรือเข้าถึงวิปัสสนา โดยถูกต้องแล้ว ความเห็นถูกอันเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็สามารถละมิจฉาทิฏฐิในความเข้าใจผิดจากวิปัสสนานั้นได้ และละตลอดไปจนกระทั่งถึง มรรค ผล นิพพาน ปัจจเวก ทั้ง ๔ นี้ มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น มรรค ผล เป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร ตนได้เข้าไปเห็นถูกต้องแล้วอันนี้ก็ละมิจฉาทิฏฐิที่เข้าใจผิด



โดย พี่เณรชิต [8 ก.ค. 2547 , 09:26:53 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 7


๕. สัมมาทิฏฐิในนิพพาน บางท่านคิดว่า พระนิพพานคงจะเที่ยง คงจะไม่ตาย เรานี้จะเข้าไปเสวยสุขในพระนิพพาน อันเป็นเมืองแก้วที่มีความสุขสบาย ถ้าเราไปอยู่ในนิพพาน คงจะเป็นสุขไม่มีความทุกข์เลย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จัดเป็น “มิจฉาทิฏฐิในนิพพาน“ เพราะนิพพานนั้นไม่มีสุขเวทนาให้ปรากฏเลย พระนิพพานนั้นดับเสียซึ่งขันธ์ ๕

ที่ว่าเมื่อถึงพระนิพพานแล้วดับทุกข์นั้นหมายถึงว่า ดับขันธ์ ๕ ฉะนั้นความสุขความสบายที่เกิดจากเวทนาจะมีขึ้นได้อย่างไร พระนิพพานเป็นความสุขที่ดับทุกข์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นความสุขที่อาศัย “ สุขเวทนา “ เข้าไปดับทุกข์ที่เกิดจากกิเลสเป็นเหตุ หรือเกิดจากชาติเป็นเหตุ หรือเกิดจากวิบากเป็นเหตุ ถ้าดับทุกข์เสร็จก็ถึงพระนิพพาน

เพราะท่านบอกว่า “ ชาติเป็นทุกข์ “ ทุกข์ทั้งหลายย่อมไหลมาจาก ชาติ คือ ความเกิด ถ้าดับชาติคือความเกิด เสียแล้ว เรียกว่าดับทุกข์ทั้งปวง ถ้าเห็นอย่างนี้เป็นการเห็นถูก

โดย พี่เณรชิต [8 ก.ค. 2547 , 09:28:37 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 8

๖. สัมมาทิฏฐิปัจจเวก พิจารณาว่า กิเลสยังมีอยู่หรือไม่ กิเลสอะไรที่หมดแล้ว กิเลสอะไรที่เหลืออยู่ รู้อย่างนี้ เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิปัจจเวก“ บางท่านเข้าใจว่ากิเลสหมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่กิเลสยังอยู่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังอยู่ครบครัน แต่บางทีอาจจะไม่มีอย่างหยาบ แต่อย่างกลาง อย่างละเอียดยังอยู่ ก็เข้าใจว่าหมดกิเลสแล้ว หรือ ไม่มีอย่างหยาบ ไม่มีอย่างกลาง แต่อย่างละเอียดยังมีอยู่ก็เข้าใจว่าหมดกิเลสแล้ว

ส่วนปัจจเวกนั้น พิจารณาถึงกิเลสอย่างละเอียด คือ “ อนุสัย “ ถ้าเข้าใจผิดก็เป็น มิจฉาทิฏฐิปัจจเวก

ขอให้ท่านพิจารณาว่า สัมมาทิฏฐิ มี ๖ ขั้น และ มิจฉาทิฏฐิ ก็มี ๖ ขั้นเหมือนกัน

ทีนี้ท่านได้สัมมาทิฏฐิอะไรบ้าง เราก็พอจะรู้ได้ มาถึงในขั้นไหน ละมิจฉาทิฏฐิขั้นไหนหมดไป สัมมาทิฏฐิอะไร ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา สัมมาทิฏฐิอะไรที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา

อันนี้สำคัญที่สุดที่จะต้องรู้ เพราะมีหลายขั้น ถ้าท่านไม่ทราบขั้นของสัมมาทิฏฐิ ก็อาจจะเข้าใจว่าเราเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว และเวลามีใครมาว่าเราเป็น “ มิจฉาทิฏฐิ “ เราก็จะโกรธ

ความจริงมิจฉาทิฏฐิมีอีกมากมายหลายอย่างทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าโกรธเขา เพราะสัมมาทิฏฐิเราก็มีเหมือนกัน แต่ว่าทิฏฐิบางอย่างก็ยังไม่หมด ถ้าผู้ที่ไม่เคยบรรลุมรรค ผล นิพพานแล้ว ก็คงจะได้สัมมาทิฏฐิ ๒ อย่าง คือ เชื่อในกรรม เชื่อใน ฌานสมาธิ ว่ามีความสุข นอกจากนั้นยังไม่หมดครับ

โดย พี่เณรชิต [8 ก.ค. 2547 , 09:29:11 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณมากครับ
และอนุโมทนาอย่างยิ่งครับ
ผมปิติครับและรู้สึกถึงคำว่า
แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มีครับผม

โดย ทับตะวัน [8 ก.ค. 2547 , 09:31:20 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณพี่เณรชิตมากค่ะ
จากคำถามที่คุณทับตะวันถามเรื่อง ศีลวิสุทธิ นั้น
ก็จะนึกไปถึง ศีล ในการเจริญสติปัฏฐาน อย่างเดียว


แต่ถ้าเราทราบความหมายที่ถูกต้องของ ศีลวิสุทธิ แล้ว
ที่หมายถึง ศีลที่ไม่มีกิเลสอาศัยแล้ว
ก็จะหมายถึง ศีลที่เหลืออีก ๓ อย่างด้วย
ที่กระทำไปเพื่อความพ้นทุกข์จริง ๆ

และยังได้รับความรู้ใหม่ด้วย ในเรื่อง สัมมาทิฏฐิ มี ๖ ขั้น

โดย เซิ่น [8 ก.ค. 2547 , 09:39:15 น.] ( IP = 169.210.4.218 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org