มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตัวรู้-รู้ตัว...ธรรมะจากหลวงพ่อลี




ตัวรู้-รู้ตัว

พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์

(พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร)



ในการนั่งภาวนานี้ ถึงแม้เราจะไม่มีความรู้อะไรเลย ก็ให้รู้เพียงว่า ลมเข้าเราก็รู้ ลมออกเราก็รู้ ลมยาวเราก็รู้ ลมสั้นเราก็รู้ ลมสบายเราก็รู้ หรือลมไม่สบายเราก็รู้ เท่านี้ก็เป็นอันใช้ได้ ส่วน "สัญญา" ในเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในใจของเรานั้น ก็ให้ปัดทิ้งเสีย ทั้งดีและชั่ว ทั้งอดีตอนาคต ไม่ให้นำมายุ่งเกี่ยวและก็ไม่ต้องต้องไปแก้ไข

เมื่อสัญญาผ่านเข้ามา ก็ปล่อยให้ผ่านไปตามเรื่องของมัน ความรู้ของเราก็ให้เฉยอยู่กับปัจจุบันอย่างเดียว

ข้อที่ว่าใจเราไปอย่างนั้นไปอย่างนี้มันก็ไม่ใช่ตัวจริง เป็นเพียงแต่สัญญามันพาไป เท่านั้น สัญญา นี้เปรียบเหมือนกับ "เงา" ส่วนตัวจริงของมันนั้นก็คือ "จิต" ต่างหาก ถ้ากายของเราเฉยไม่มีอาการเคลื่อนไหวไปมาแล้ว เงาของเราจะเคลื่อนไหวไปได้อย่างไร ?

เพราะกายของเรามันไหวไม่อยู่นิ่ง เงาของเราจึงไหวไปด้วย และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราจะไปจับเอาเงามาอย่างไร? เงานี้จะจับมันก็ยาก จะละมันก็ยาก จะตั้งให้เที่ยงก็ยาก ความรู้ที่เป็นตัวปัจจุบัน นั่นแหละคือ "ตัวจริง" ส่วนความรู้ที่เป็นไปตามสัญญานั้น ก็คือ .."เงา"

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ก.ค. 2547 , 18:54:01 น.] ( IP = 210.86.188.0 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

ใช่แต่เท่านั้น แม้กับคนที่สามารถจะรู้ได้ เขาก็ยังไม่เล่า ในทางธรรมก็เหมือนกัน ถึงรู้ก็ต้องทำเป็นไม่รู้ ทำเหมือนกับคนโง่ ๆ

ที่ไม่รู้อะไร เพราะธรรมดาคนดีจริงแล้วเขาก็ต้องทำอย่างนั้น คนที่รู้อะไรแล้ว ก็ไปเที่ยวพูดคุยโม้ โอ้อวดใครต่อใครเขานั้น ถ้าเขาว่า "ไม่จริง" หรือ "ขี้ปด" ก็ยิ่งร้ายไปอีก ถึงเราจะรู้ก็รู้ไป ต้องปล่อยวางตามสภาพ ความสำคัญว่า ตนรู้ก็ไม่มี

เมื่อเป็นไปอย่างนี้ จิตนั้นก็จะเป็นโลกุตตระ พ้นจากความยึดสิ่งทั้งหลายในโลก ย่อมมีความจริงในตัวของมันเองทุกอย่าง ถึงจะไม่จริงมันก็จริงคือ จริงที่มันไม่จริงนั่นแหละ ฉะนั้น เราจะต้องละทั้งความจริง ทั้งความไม่จริง แต่ถึงกระนั้น ก็เป็น "ทุกขสัจ"

เมื่อเรามีความจริงและละความจริงของเราได้ เราก็จะสบาย ไม่ยากจน เพราะเรามีจริง ไม่ใช่เหลว ๆ ใหล ๆ เหมือนเรามีเงินทองมาก ๆ เราก็กองไว้ในบ้านของเรา เราก็ยังมีอยู่ ไม่ยากจน ผู้ที่ความรู้ก็เช่นเดียวกัน ถึงเขาจะทิ้งก็มีไม่ทิ้งก็มี

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ก.ค. 2547 , 19:09:34 น.] ( IP = 210.86.188.0 : : )


  สลักธรรม 12

ดังนั้น จิตของพระอริยเจ้าทั้งหลายจึงไม่ขาดลอย เพราะท่านไม่ได้ทิ้งอย่างฉิบหาย ท่านทิ้งอย่างคนมั่งคนมี ถึงแม้ท่านจะทิ้งแต่สมบัติของท่านก็ยังกองมากมายอยู่อย่างนั้น

คนที่ทิ้งอย่างอนาถายากจนก็คือ ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นของดี และของไม่ดี เมื่อทิ้งของดีเสียแล้วก็ต้องเกิดความฉิบหายเท่านั้น เช่น อะไร ๆ ก็เห็นเป็นของไม่จริงไปทั้งหมด ขันธ์ ๕ ก็ไม่จริง รูปก็ไม่จริง ทุกข์ก็ไม่จริง สมุทัย ก็ไม่จริง มรรคก็ไม่จริง นิโรธก็ไม่จริง นิพพานก็ไม่จริง

ไม่ใช้ความพินิจพิจารณาไตร่ตรองอะไร ๆ ก็ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่อยากทำ ปล่อยวางทิ้งหมด ทิ้งอย่างนี้เขาเรียกว่า ทิ้งอย่างอนาถายากจน เช่นอย่างนักปราชญ์สมัยใหม่นั้น ตายไปแล้วเกิดมาก็ยังจนอีก ส่วนพระพุทธเจ้าท่านทิ้งแต่ของจริง ไม่จริง ที่ปรากฏในส่วนรูปนาม

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ก.ค. 2547 , 19:10:50 น.] ( IP = 210.86.188.0 : : )


  สลักธรรม 13

ท่านไม่ให้ทิ้งรูปทิ้งนาม ท่านจึงร่ำรวยไม่อดไม่อยาก แล้วท่านก็ยังมีสมบัติแจกจ่ายให้ลูกหลานของท่านอีก เพราะฉะนั้น ลูกหลานของท่านจึงไม่ยากไม่จน ไปถึงไหน ๆ ก็มีข้าวเต็มบาตรอยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวอดกลัวอยาก สมบัติอย่างนี้ย่อมประเสริฐยิ่งเสียกว่าที่จะขี่วอช่อฟ้า หรือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้นก็ยังสู้ไม่ได้

ฉะนั้น เราทั้งหลายจึงควรดูแบบอย่างที่พระองค์ทรงกระทำ ถ้าใครเห็นว่า ขันธ์ ๕ ไม่ดี มีแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว ก็พากันทิ้งขันธ์ ๕ เสียหมด ดังนี้ เขาก็จะต้องเป็นผู้ยากจนอย่างแน่ ๆ

เหมือนคนโง่ที่รังเกียจบาดแผลเปื่อยเน่าที่เกิดขึ้นในร่างกาย ไม่กล้าเอามือไปแตะต้องเลยทิ้งไว้ไม่รักษา ปล่อยให้เน่าเหม็นอยู่กับตัวอย่างนั้น แผลมันก็ไม่มีโอกาสจะหายได้ ส่วนคนฉลาด ก็จะรู้จักรักษาบาดแผลของตนโดยการชำระล้างและหายามาใส่ แล้วก็หาผ้ามาปกปิดพันไว้ไม่ให้เป็นที่น่ารังเกียจ ในที่สุดแผลนั้นก็จะหายเป็นปกติได้

ฉันใดคนที่รังเกียจในขันธ์ ๕ ของตัวเอง มองเห็นแต่ส่วนที่เป็นโทษฝ่ายเดียว ไม่มองเห็นฝ่ายดี ทิ้งขันธ์ ๕ ของตนเสีย ไม่ทำให้เป็นบุญเป็นกุศลขึ้น เช่นนี้ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดได้เลย คนมีปัญญาย่อมเห็นว่า ขันธ์ ๕ มีทั้งคุณทั้งโทษ จึงควรบำเพ็ญบุญกุศล ให้ปัญญาเกิดขึ้นในรูปนาม

เมื่อปัญญานี้เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องร่ำรวยเป็นสุข นั่งกินนอนกินสบาย จะอยู่หลายคนก็เป็นสุข อยู่คนเดียวก็เป็นสุข คนจนนั้นถึงมีเพื่อน ก็เป็นทุกข์ ไม่มีก็เป็นทุกข์ ถ้าเรามี "ความจริง" คือ "ธรรมะ" เป็นทรัพย์ของเราแล้ว ถึงจะมีเงิน ก็ไม่ทุกข์ ไม่มีก็ไม่ทุกข์ เพราะจิตของเราเป็นโลกุตตระแล้ว

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ก.ค. 2547 , 19:12:27 น.] ( IP = 210.86.188.0 : : )


  สลักธรรม 14

ส่วนขี้ต่าง ๆ เช่น "โลภะ" ความขี้โมโห อยากได้ของของเขา "โทสะ" ความขี้โกรธ ขี้ชัง "โมหะ" ความขี้หลงซึ่งเป็นขี้สนิมต่าง ๆ ที่เคยเปรอะเปื้อนปกปิดอายตนะของเราไว้ดังนี้ ก็จะหลุดออกไป

คราวนี้ ตา หู จมูก ปาก คอ ของเราก็จะสะอาดและสว่างไสวไปหมด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ธมฺโม ปทีโป" ธรรมเป็นแสงสว่าง (คือ ดวง "ปัญญา") จิตของเราก็จะไกลจากโทษจากทุกข์ทั้งปวง ไหลไปสู่กระแสนิพพานทุกเวลา




จาก:ธรรมจักษุ

ปีที่ ๘๗ ฉบับที่ ๑๒ เดือนกันยายน ๒๕๔๖ ครับผม

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ก.ค. 2547 , 19:15:26 น.] ( IP = 210.86.188.0 : : )


  สลักธรรม 15

โอ้โฮ....พี่เณรคะ ได้อ่านอย่างยาวเหยียดในเรื่องตัวรู้-รู้ตัว เลยรู้สึกประทับใจหลายอย่างในคำอธิบายที่เข้าใจได้ง่ายและชัดเจน

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากนะคะที่กรุณานำมาลงให้อ่านเพื่อประดับสติปัญญาในการใช้ขันธ์ห้าอย่างฉลาด

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ก.ค. 2547 , 21:09:53 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 16

สวัสดีครับพี่เณร

อ่านไปอ่านมาจนเมาไปหลายตลบเหมือนกัน
ก็เรื่องยาวจริงๆ เดี๋ยวตัวรู้ และรู้ตัว

แต่เปรียบเทียบ และยกตัวอย่างประกอบไห้เข้าใจได้ง่ายดีครับผม
เงาสัญญานั่นแหละตัวสำคัญ ...ไม่เคยคิดเลยนะครับ
เราไปหลงยึดติด ทั้งๆที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ขอบคุณมากๆครับพี่เณร

โดย น้องจุก [9 ก.ค. 2547 , 10:57:57 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.208.240 )


  สลักธรรม 17

ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ..นำมาฝาก

อธิบายตั้งแต่การทำจิตให้สงบ จนกระทั้งแนบแน่น
มีอำนาจ เกิดนิมิต
แต่ถ้าไปหลงยึดติดเข้า ก็ทำให้พลาดไปจากมัชฌิมาปฏิปทา

และให้รู้จักขันธ์ ๕ ให้เป็น... จนเกิดปัญญา

โดย เซิ่น [9 ก.ค. 2547 , 16:18:34 น.] ( IP = 169.210.39.162 : : )


  สลักธรรม 18

รอเดี๋ยวนะคะพี่เณรเพิ่งวางกระเป๋าทำงาน ...แต่จะบอกว่าดีใจนะที่ได้ยินว่าพี่เณรมาแล้ว ขอทานยาแก้มึนก่อนนะคะ เดี๋ยวมาใหม่

โดย น้องอุ๊ [9 ก.ค. 2547 , 19:33:31 น.] ( IP = 203.155.225.186 : : )


  สลักธรรม 19

มาแล้ว มาแล้วค่ะ หลังจากแก้ทุกข์ไปบ้างแล้ว ได้รับความรู้อันพิเศษจริงๆค่ะ ประทับใจในหลายๆเรื่องเลยละคะ อ่านไปทำให้รู้ว่าตามดูเงาอยู่เสมอๆ หวังว่าอนาคตจะทำตนเป็นจิตไร้เงาได้บ้าง เรียกได้ว่ามีธรรมอะไรอีกหลายๆอย่างที่อธิบายในวิปัสสนาญาณได้อย่างซาบซึ้ง และจะได้นำเก็บไว้อ่านอีกนะคะ ขอบคุณค่ะ

โดย น้องอุ๊ [9 ก.ค. 2547 , 20:20:56 น.] ( IP = 203.155.225.186 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org