มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระประทีปแห่งเมตตา ๒.




๓ ทะเลทุกข์


เมื่อกาลเวลาผ่านไป เจ้าชายสิทธัตถะ ได้พบเห็นผู้คนทั้งหลาย ที่ต้องแก่ชรา ต้องเจ็บป่วย ต้องล้มตายไป และ นักบวช ผู้ออกแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ พระองค์ทรงเห็นว่า โลกนี้ช่างมีความมืด มนนัก เต็มไปด้วยความไม่รู้ น่าหวาด หวั่นพรั่นพรึง ชีวิตทั้งหลายตกจมอยู่ในห้วงทุกข์ ดุจเดียวกัน ทั้งสิ้น

อนิจจา ใครเล่าจะพ้นความเกิด ความตาย ความว่ายวนอยู่ในวัฏสงสารได้ แม้บรรดาเทพ พรหม ก็ยังเวียนว่าย ตายเกิด ไม่ต่างกับมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระองค์ไม่อาจนิ่งเฉย อยู่ใน ความเพลิดเพลิน ในเมื่อชนทั้งหลาย ยังต้องทุกข์ กระทั่งพระองค์เองก็หาได้หลีกพ้น ความเจ็บไข้ ความชรา และความตายไปได้ไม่ ทรงใคร่ครวญว่า "อัน มหาสมบัติ และความสุขในโลกียวิสัย จะทำ ให้เราเป็นสุขตลอดไปก็หาไม่ เราจะสละเสียซึ่งความสุขทั้งปวง เพื่อออก ไปแสวงหาความจริงอันสูง สุด ค้นหาความลับของชีวิตที่ซ่อนเร้นอยู่ แล้วนำความรู้นั้น มาช่วยชาวโลกทั้งหลาย ให้ พ้นทุกข์ดี กว่า"

เมื่อทรงรำพึงถึงความทุกข์ ในการเวียนว่ายตายเกิด ของเวไนยสัตว์ทั้งหลายแล้ว พระมหา บุรุษ ผู้ทรงอุบัติมา เพื่อนำโลกให้พ้นจากความมืดมน พระหฤทัยก็เต็มเปี่ยมไปด้วย ความรักและ สงสารต่อชาวโลก ทรงตัดสินพระทัยทัน ทีว่า จะยอมเสียสละอำนาจราชสมบัติ และอำลาจากพระ ราชบิดา พระชายา อีกทั้งพระโอรส อันเป็นที่รักยิ่งของพระ องค์เสีย




โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2547 , 06:00:37 น.] ( IP = 210.86.188.2 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เจ้าชายสิทธัตถะ ได้เสด็จออกจากพระตำหนัก อย่างเงียบกริบ จนไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาเห็นเหตุ การณ์ ในท่ามกลาง ความสงัดแห่งเที่ยงคืนนั้น พระองค์เสด็จขึ้นประทับ บนหลังม้าแสนรู้ชื่อกัณฐกะ เสด็จไปสู่ประตูพระนคร มีนายฉัน นะตามเสด็จออกไปด้วย เมื่อเสด็จไปได้หน่อยหนึ่ง พระองค์ก็ทรง ชักม้า ให้เหลียวกลับ ประทับนิ่ง ทอดพระเนตรนคร กบิลพัสดุ์ ในท่ามกลางแสงจันทร์ เป็นครั้งสุด ท้าย แต่พระหฤทัย ยังคงแน่วแน่ปักดิ่ง ในการเสด็จออกอยู่ทุกประการ

เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงควบม้ากัณฐกะสีขาวผ่อง ไปจนกระทั่งลุถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา ในเวลารุ่ง อรุณ ณ ที่นั้นพระ องค์ ได้เสด็จลงจากหลังม้า ประทับยืนบนหาดทราย แล้วทรงเปลื้องเครื่องประดับ ทั้งหมด มอบให้นายฉันนะ และ ทรงรับสั่งอย่างเฉียบขาด ให้นายฉันนะ นำเครื่องประดับ พร้อมทั้ง ม้ากัณฐกะ กลับคืนสู่นครกบิลพัสดุ์ เพื่อกราบทูล ให้พระบิดาทรงทราบ ถึงการสละโลกของพระองค์ บัดนี้ เจ้าชายสิทธัตถะโคตมะ แห่งศากยวงศ์ผู้ทรงมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา ได้เสด็จออกจากเมือง ไปเป็นนักบวชผู้สละโลก เพื่อทรงแสวงหาหนทาง ที่จะทำให้พระองค์ และคนทั้ง ปวงประสบชัยชนะ อยู่เหนือความเจ็บไข้ ความทุกข์โศก และความยากเข็ญทั้งปวง ด้วยอาการอย่างนี้



โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2547 , 06:02:53 น.] ( IP = 210.86.188.2 : : )


  สลักธรรม 2

๔ ทรงยับยั้งการบูชายัญ


ในช่วงหนึ่ง ของการแสวงหาสัทธรรม ขณะที่พระสิทธัตถะ จะเสด็จไปยังชนบท อันเป็นที่พำนัก ของบรรดาฤษี และนักบวชทั้งหลาย ระหว่างทาง ทรงทอดพระเนตร เห็นฝุ่นฟุ้งมาแต่ไกล พร้อมกับ เสียงฝีเท้าสัตว์จำนวนมาก กระทบกับพื้นดิน ครั้นเสด็จใกล้เข้าไป ก็ทอดพระเนตรเห็นแพะและแกะ ฝูงใหญ่ ออกมาจากกลุ่มฝุ่นอันฟุ้งขึ้นดุจเมฆ นั้น ฝูงสัตว์ที่น่าสงสาร กำลังถูกขับต้อน ไปทางในเมือง ตอนท้ายปลายฝูงอันยาวยืดนั้น มีลูกแกะอ่อนตัวหนึ่ง ขาเจ็บ เป็นแผลมีเลือดไหลโทรม ต้อง พยายามโขยกเขยก เดินไปตามฝูง ด้วยความเจ็บปวดทรมาน และทั้งทรงสังเกตเห็น แม่ของมัน กำลังเดินวกวนพะวงหน้าพะวงหลัง ด้วยความห่วงลูกเล็กๆ อีกหลายตัว ดูช่างน่าเวทนายิ่งนัก พระ หฤทัย ของพระองค์ ก็เต็มแน่นด้วยความสงสาร


พระองค์จึงทรงโน้มกายลง อุ้มลูกแกะน้อยที่บาดเจ็บตัวนั้น ไว้ในอ้อมพระหัตถ์ พลางปลอบโยนอย่างปราณี แล้วหันมากล่าวกับแม่แกะว่า "จงเดินไปดีๆ เถิด เราจะอุ้มลูกน้อยของเจ้าไป ให้เอง" แล้วเสด็จพระดำเนินตามฝูงแกะ ไปข้างหลัง

เมื่อทรงทอดพระเนตร เห็นหมู่คนเลี้ยงแกะ ซึ่งกำลังเดินตามมาก็ตรัสถามว่า เขาจะต้อนฝูง แกะเหล่านี้ไปทาง ไหน และทำไมจึงต้อนแกะ ในเวลากลางวันเช่นนี้ แทนที่จะต้อนมัน กลับจากที่ เลี้ยงในเวลาเย็น คนเหล่านั้นได้กราบ ทูลพระองค์ว่า เขาต้องทำตามคำสั่ง ซึ่งให้นำแกะและแพะ อย่างละร้อยตัว ไปสู่พระนคร ในเวลากลางวัน เพื่อให้เป็น การพรักพร้อมทันเวลา ที่พระราชา จะ ประกอบพิธีบวงสรวงบูชายัญในวันนี้ พระสิทธัตถะจึงตรัสว่า "เราจะไปกับท่าน ด้วย" แล้วพระองค์ก็ เสด็จตามฝูงแกะนั้นไป ทรงอุ้มลูกแกะตัวน้อยนั้น ไว้ในอ้อมพระหัตถ์ตลอดทาง


โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2547 , 06:06:05 น.] ( IP = 210.86.188.2 : : )


  สลักธรรม 3

เป็นเวลาเย็น เมื่อพระองค์เสด็จผ่านประตูเมืองมาแล้ว ก็ทรงพระดำเนินต่อไป จนถึงพระราช วัง อันเป็นที่จะ ประกอบพิธี ณ ที่นั้นพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นราชาแห่งกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่พร้อม กับบรรดานักบวช ซึ่งกำลัง สาธยายมนต์ สรรเสริญคุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ บนแท่นบูชาได้ติดไฟ ลุก โชติช่วงขึ้นแล้ว ใกล้ๆ กับแท่นบูชานั้นมีแกะ ตัวหนึ่งถูกมัดไว้จนแน่น สัตว์ที่ไร้เดียงสาตัวสั่นเทิ้ม มีน้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสอง เมื่อเห็นความตายรออยู่เบื้อง หน้า

ขณะที่หัวหน้าของนักบวชกำลังเงื้อมีดขึ้น เพื่อตัดหัวแกะตัวแรก ที่ถูกนำมาสังเวย พระสิทธัต ถะได้ทรงก้าวออก ไป ประทับยืนอยู่เบื้องหน้า และตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นประธานในพิธีว่า " หยุดก่อนมหาราช อย่าให้ผู้บูชายัญ พล่าชีวิตสัตว์ที่น่าสงสารนี้เลย"


ด้วยพระลักษณะอันสง่าสูงส่ง และพระสุรเสียงอันทรงอำนาจ ได้ครอบงำความรู้สึก ของคนทั้ง หลาย ในที่นั้น อย่างสิ้นเชิง การกระทำ ของนักบวชเพชฌฆาต ถูกยับยั้งให้สะดุดหยุดลงทันที

และแล้วพระองค์ จึงทรงหันมาตรัสถามบรรดานักบวช ผู้ซึ่งต่างถือมีดประหารไว้ในมือว่า " พวกท่านหวัง ประโยชน์อันใด จากการเซ่นสรวงบูชา ด้วยชีวิตสัตว์ผู้บริสุทธิ์มากมายเหล่านี้?"

"ชีวิตสัตว์เหล่านี้ จะสามารถไถ่โทษบาปเวรเคราะห์กรรม ของผู้ที่นำมันมาเซ่นสังเวย เลือดเนื้อ ของมัน จะทำให้ เทวะผู้ยิ่งใหญ่ทรงพอพระทัย และแล้วพระองค์ ก็จะประทานพรแก่พระราชาของ เรา ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ ก็จะพลอย ได้รับความคุ้มครองด้วย ท่านนี้ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยจริงๆ" หัว หน้านักบวช กล่าวต่อพระผู้เสด็จมายับยั้งพิธีของตน อย่างขุ่นเคืองใจ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2547 , 06:09:15 น.] ( IP = 210.86.188.2 : : )


  สลักธรรม 4

พระสิทธัตถะจึงทรงตรัสต่อไปว่า "นั้นเป็นเพราะ ความหวังประโยชน์ของมนุษย์ แต่เพียงฝ่าย เดียว ก็แล้วสัตว์ทั้ง หลาย ที่ต้องถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมาน จะถือเป็นความชอบธรรมดีแล้วกระนั้น หรือ?"

นักบวชผู้ทำพิธีโต้แย้งทันทีว่า.... "พวกมันไม่ได้ตายไปเปล่าๆ หรอก สัตว์ที่ถูกฆ่าเพื่อการเซ่น สรวงเทพเจ้า วิญญาณของพวกมัน ก็จะได้ไปสู่สุคติ เสวยสุขในแดนสวรรค์ชั่วนิรันดร"

"ท่านเชื่อมั่นว่าการบูชายัญให้ผลเช่นนั้นแน่จริงหรือ?" ....พระองค์ทรงย้ำ

.."แน่ซิ! แน่นอนที่สุด" ...นักบวชผู้เป็นหัวหน้า และเหล่าสานุศิษย์ กล่าวยืนยันความเชื่อของตน


เมื่อได้ทรงสดับอย่างนั้นแล้ว พระจอมมุนี จึงกล่าวต่อบรรดานักบวชเหล่านั้นว่า "พวกท่านยืน ยันเช่นนี้ดีแล้ว ใน ที่นี้ทุกคนล้วนมุ่งหวังให้ตนเอง และบุคคลอันเป็นที่รัก สามารถพ้นบาปเคราะห์ทั้ง ปวง และได้เสวยสุขในสวรรค์ ใช่ หรือไม่"

"ใช่! เป็นอย่างนั้น" นักบวชและมหาชน ที่ห้อมล้อมในพิธี ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2547 , 06:11:33 น.] ( IP = 210.86.188.2 : : )


  สลักธรรม 5

พระผู้ทรงมหากรุณาธิคุณ จึงมีพระดำรัสต่อไปว่า "หากการฆ่าบูชายัญต่อเทพเจ้า มีผล ประเสริฐกับทุกฝ่าย ถ้า เช่นนั้น ไม่เป็นการดีกว่าหรือหากท่านจะนำเอา บิดามารดา อันเป็นที่รักของ ตนมาฆ่าบูชายัญ เพื่อที่ท่านเหล่านั้น จะ ได้ไปพบความสุขบนสวรรค์เสียในวันนี้ แทนที่จะใช้สัตว์ มากมาย มาเป็นเครื่องบูชา และจงสั่งให้สานุศิษย์บริวาร นำ เอาตัวท่านมาบูชายัญด้วย เพื่อที่ท่าน ทั้งหลายจะได้ไปสู่สวรรค์ โดยมิต้องเสียเวลามาบำเพ็ญถือบวช ให้ลำบากเสีย เปล่าๆ เพราะผู้ฆ่า ย่อมพ้นบาปเคราะห์ทั้งปวง และผู้ถูกฆ่าก็จะไปสู่สุคติ ได้เสวยสุขในแดนสวรรค์อย่างที่ท่านพูด กระทำอย่างนี้ย่อมดีกว่ามิใช่หรือ?"

ด้วยพระวาจาอันเที่ยงธรรม และทรงไว้ซึ่งเหตุและผล ได้ครอบงำความรู้สึก ของคนทั้งหลาย ในที่นั้นโดยสิ้นเชิง หัวหน้านักบวชและสานุศิษย์ต่างนิ่งอึ้ง ปิดปากเงียบสนิท ดังถูกมนต์สะกด แล้ว พระองค์ก็ทรงแก้มัดให้แกะนั้นหลุด ไป หามีใครกล้าขัดขวางไม่

เมื่อทุกคนสงบนิ่ง พระองค์จึงทรงชี้แจง ให้ประชาชนที่ล้อมรอบอยู่ได้ทราบถึง ความมหัศจรรย์ ของชีวิต อันเป็นที่ รักและหวงแหนของมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายว่า "การฆ่าสัตว์นั้น ใครๆ ก็อาจทำ ได้ แต่เมื่อชีวิตถูกทำลายไปแล้ว การ จะทำให้มันกลับฟื้นขึ้นมา มีชีวิตดังเดิม หามีใครทำได้ไม่


โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2547 , 06:13:10 น.] ( IP = 210.86.188.2 : : )


  สลักธรรม 6

มนุษย์ควรเป็นผู้ให้ความกรุณาต่อสัตว์ ด้วยเหตุว่า มนุษย์ย่อมเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทาง อำนาจและสติ ปัญญา ควรหรือ ที่เราจักใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่า ไปปล้นเอาชีวิต อันเป็นที่รักของ มันเสีย ควรหรือ ที่เราจักมาฆ่า ผู้ ป้องกันตัวเองมิได้ สัตว์ทั้งหลาย แม้จะต่ำต้อยน้อยนิดปานใด ก็รัก ชีวิต กลัวต่อความตายเหมือนกัน ต่างรู้สึกเจ็บ รู้ สึกทุกข์โศก ยามต้องพลัดพราก เพียงแต่ไม่ สามารถเอ่ยคำพูด ขอความเห็นใจ คราวที่มนุษย์เองเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ยังร่ำร้อง ขอความช่วย เหลืออย่างเสียขวัญ แต่แล้วตนเองกลับมีใจเหี้ยมโหด กระทำทารุณต่อสัตว์ผู้ไม่อาจออกปากอ้อนวอน.



พี่เณรได้มีโอกาสอ่านเรื่องนี้จากเมล์ที่เพื่อน (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)ส่งมาให้อ่านครับ ซึ่งบอกมาว่า เรียบเรียงโดย รัศมีธรรม ..พี่เณรอ่านแล้วก็นึกถึงทุกๆคนด้วยครับเลยนำมาลงให้อ่านกันอีก ๒ เรื่องในตอน ๒ นี้ครับผม แล้วจะมาลงให้อีกนะครับผม


โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2547 , 06:17:55 น.] ( IP = 210.86.188.2 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ...ที่นำมาฝาก
จึงได้มีโอกาสอ่าน พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อสรรพสัตว์
และทรงไว้ซึ่งเหตุและผล
ทำให้ชีวิตสัตว์มากมาย รอดจากการถูกประหาร

โดย เซิ่น [9 ก.ค. 2547 , 10:14:59 น.] ( IP = 169.210.5.28 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบคุณครับพี่เณร
พระองค์ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา หาใดเสมอเหมือน

โดย น้องจุก [9 ก.ค. 2547 , 11:13:09 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.208.240 )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณมากค่ะพี่เณร เพราะพระพุทธประวัติช่วงนี้ขาดหายไปจากการอ่านของน้องกิ๊ฟ โดยเฉพาะเรื่องการบูชายัญ และการกล่าวถึงพระเมตตาที่มีต่อปวงสัตว์ก่อนที่จะตรัสรู้ค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ก.ค. 2547 , 17:53:15 น.] ( IP = 169.210.1.28 : : )


  สลักธรรม 10



ขอบคุณ....พี่เณรมากๆค่ะ



โดย ทวีพร [12 ก.ค. 2547 , 13:06:18 น.] ( IP = 203.144.181.245 : : 203.144.181.252 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org