มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศรัทธา...พาหลงไหม ?




ศรัทธาจะพาให้เราหลงผิดเป็นชอบได้หรือไม่


นี่คือสิ่งที่พี่เณรอยากนำมาตั้งเป็นคำถามเผื่อให้ท่านทั้งหลายเข้ามาอ่านและหาประโยชน์จากคำถามและคำตอบได้มากที่สุดครับ และก็ขอเชิญแสดงทัศนะกันได้นะครับผม

โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 08:44:52 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


สวัสดีค่ะพี่เณร น้องแก้วขอเป็นผู้ตอบก่อนเลยนะค่ะ เพราะคำถามของพี่เณรท้าทายมากๆเลยค่ะ

คำว่า..ศรัทธา..... หมายความถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ในสิ่งที่เป็นคุณงามความดี เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ สิ่งที่พาเราให้ปลอดภัย

แต่ถ้าเราเชื่อตามอะไรด้วยความหลง.. เราเรียกว่า งมงาย ไม่เรียกศรัทธา และเรียกคนที่เชื่ออย่างนั้นว่าเป็นคนงมงายนะคะ


ถ้าเราเรียกใครว่าเป็นคนมีศรัทธา แปลว่า.. ผู้นั้นเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วไดชั่ว เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า..

กล่าวคือ.. เชื่อในพระรัตนตรัย ในหลักเกณฑ์ที่เป็นเหตุผล เป็นสิ่งที่จูงเราไปสู่ความมั่นคงในชีวิตที่เราจะมีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้

เพราะคำว่า ศรัทธา นี้เป็นองค์ของคุณธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเชื่อนั้นเป็นองค์ของอกุศล เราเรียกงมงาย ต่างกันนะคะพี่เณร


โดย น้องแก้ว [13 ก.ค. 2547 , 08:52:18 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 2



และถ้าจะถามน้องแก้วต่อว่า.. การที่เราเชื่อพระรัตนตรัยว่าเป็นหลัก เป็นที่พึ่ง จะมีโอกาสเป็นความหลงได้หรือไม่นั้นน้องแก้วก็ขอเรียนให้ทราบเลยนะค่ะว่า

ตราบเท่าที่จิตของเราท่าน..ยังไม่ใช่จิตของพระอรหันต์ อะไร ๆ ก็มีความหลงแทรกอยู่ทั้งนั้น

สิ่งที่เราพูดกันว่า เป็นปัญญา ก็ยังไม่ใช่ปัญญาตัวแท้นะคะ ถ้าพูดกันในแง่ปรมัตถ์ จิตของปุถุชนไม่ว่าจะเป็นสัมมาทิฐิแค่ไหน ก็ยังมีอวิชชา ความหลงแฝงอยู่ แต่ในขั้นตอนของการพัฒนา ถ้าเราไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่ลงมือทำ คล้ายกับเมื่อรู้ภาคทฤษฎีแล้ว เรารู้แต่ปริยัติ เมื่อไม่ลงมือปฏิบัติ ทุกอย่างก็ทรงตัวอยู่อย่างนั้น ดังคนที่นั่งเก้าอี้โยกเยกนั่นเองละคะ ดูเสมือนเคลื่อนไหวตลอดเวลาก็จริง แต่ความจริงก็ยังอยู่กับที่นั่นเองใช่ไหมคะพี่เณร .

โดย น้องแก้ว [13 ก.ค. 2547 , 08:58:39 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 3

ใจเราเป็นธรรมชาติที่ถูกอวิชชาและอุปาทานเข้าครอบงำ พาให้เราปรุงคิด เกิดสังขารจิตไปเรื่อย อย่างที่พี่เณรปรุงคิดถามข้อสงสัยต่างๆนั่นเอง

หากไม่ลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ให้กระจ่างแก่ใจ การเชื่อในพระรัตนตรัยก็เรียกว่าเป็นความหลง เพราะเชื่อแต่ปาก ยามคับขันก็ไม่สามารถนำเอาพระธรรมคำสอนออกมาใช้เป็นที่พึ่งได้

แต่ถ้าเราเชื่อว่าพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แล้วหมั่นเอาเหตุผลมาถามตัวเองว่า พระธรรมนั่นๆอธิบายธรรมชาติไว้ว่าอย่างไร ? จะเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างไร ? ก็นึกได้ว่าความจริงนั้นคืออะไรกันได้เหตุได้ผลมาปลุกใจตื่นจากความมืดบอด อย่างนี้ซิคะพี่เณร ถึงจะเรียกว่ามีความไม่งมงาย และเป็นศรัทธาที่แท้ค่ะ..น้องแก้วขอตอบเท่านี้นะคะพี่เณรสวัสดีนะคะ


โดย น้องแก้ว [13 ก.ค. 2547 , 09:08:50 น.] ( IP = 210.86.188.14 : : )


  สลักธรรม 4

ศรัทธาพาหลงได้หรือไม่ ถ้าเป็นอธิโมกข์ศรัทธาพาหลงได้อย่างแน่นอน เพราะหลับหูหลับตาเชื่อพอเชื่อแล้วก็กลายเป็นยึดมั่นถือมั่น อย่างที่ลูกศิษย์หลายสำนักศรัทธาในตัวเจ้าสำนักแล้วแต่จะสอนอะไรก็เชื่อจนกระทั่งงมงายคำสอนสำนักข้าถูกต้องสำนักอื่นผิดใครแตะต้องไม่ได้ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่มากมาย

มีศรัทธาแต่ขาดปัญญาและสติควบคุมหลงแท้แน่นอนอันตรายมากด้วย

โดย หนอนหนังสือ [13 ก.ค. 2547 , 09:46:13 น.] ( IP = 203.113.61.132 : : )


  สลักธรรม 5

เข้ามาอ่านความคิดเห็นค่ะ

แม้การเชื่อในพระรัตนตรัย ก็เรียกว่าเป็นความหลง
หากไม่ลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ให้กระจ่างแก่ใจ

โดย เซิ่น [13 ก.ค. 2547 , 11:41:05 น.] ( IP = 169.210.4.97 : : )


  สลักธรรม 6





มูฬโห อตถํ น ชานติ มูฬโห
ธมมํ น ปสสติ อนธตมํ ตทา
โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ


ผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ
ผู้หลงย่อมไม่เห็นธรรม
ความหลง ครอบงำคนใดเมื่อใด
ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น


ขุ.อิติ ๒๕/๒๙๖ขุ.มหา ๒๙/๑๘

โดย เณรวัส [13 ก.ค. 2547 , 12:39:03 น.] ( IP = 210.86.188.8 : : )


  สลักธรรม 7

ที่จริงแล้วคำถามนี้น้องแก้วได้ตอบไว้อย่างชัดเจนแล้วนะคะ ว่าอะไรคือศรัทธา อะไรคือความงมงาย และแม้จะเป็นความศรัทธาแล้วแต่ตราบใดที่ยังไม่สิ้นไปจากอวิชชา ...ความศรัทธานั้นก็ยังมีความหลงตามเกาะกุมอยู่ร่ำไป

แต่เพื่อร่วมสร้างประโยชน์แก่ทุกท่านและเป็นกุศลของตนเองจึงขอร่วมแสดงความคิดเห็นว่า..

โดยทั่วไปนั้นคงต้องพูดถึงความหมายเป็นอันดับแรกน่ะค่ะว่า..ศรัทธา หมายถึงสิ่งใด มีลักษณะอาการเป็นอย่างไร

...เมื่อย้อนกลับไปคิดทบทวนถึงเจตสิกแล้ว ก็จะพบว่า ศรัทธาในภาษาไทยนั้นมีความหมายกว้างขวางกว่าสัทธาในพระอภิธรรม เพราะศรัทธาในภาษาไทยหมายถึงความเชื่อทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี

แต่จะเป็นความเชื่อฝ่ายไหนก็ตาม..ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเจริญงอกงามในความเข้าใจและความเลื่อมใสติดตามมาได้ ..ท่านจึงเปรียบไว้ว่า ศรัทธาเสมือนพืชที่จะเจริญงอกงามให้ผลในภายภาคหน้าได้

ส่วนในพระอภิธรรมนั้น ศรัทธาคือสัทธาเจตสิกนั้นหมายถึง ความเชื่อถือเหตุผลตามความเป็นจริง ความเลื่อมใสในกุสลธรรม ความเชื่อในฝ่ายดี เช่น เชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

โดยมีลักขณาทิจตุกะ ว่ามีความเชื่อถือในอารมณ์ที่ดีเป็นลักษณะ มีการเลื่อมใสเป็นกิจ มีความไม่ขุ่นมัวเป็นผล มีปูชนียวัตถุเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

และเหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสสัทธาก็คือ
๑.เลื่อมใสสัทธา เพราะเห็นรูปสมบัติสวยงาม...รูปปมาณ
๒.เลื่อมใสสัทธาเพราะเห็นความประพฤติเรียบร้อยเคร่งในธรรมวินัย...ลูขปฺปมาณ
๓.เลื่อมใสสัทธา เพราะได้ฟังชื่อเสียงลือว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้...โฆสปฺปมาณ
๔.เลื่อมใสสัทธา เพราะได้สดับธรรมของผู้ที่ฉลาดในการแสดง...ธมฺมปฺปมาณ



โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ค. 2547 , 18:12:17 น.] ( IP = 203.172.117.42 : : )


  สลักธรรม 8

ด้วยเหตุแห่งสัทธาดังกล่าวในลำดับที่ ๑ - ๔ แม้สัทธาเจตสิกนี้จะเป็นฝ่ายกุศลก็ตาม แต่ก็สามารถก่อให้เกิดอกุศลได้หากไม่มีปัญญาเข้าประกอบจิตใจ เช่น

บางท่านมีความเลื่อมใสในสมณรูปที่งามสงบอย่างเช่น พระวักกลิ ซึ่งเป็นผู้มีอุปนิสัยหนักไปในทางราคจริตรักสวยรักงาม พอได้เห็นพระรูปโฉมอันสง่างาม ผิวพรรณผ่องใส พระอิริยาบถก็เหมาะสมไปทุกท่วงท่า จึงเกิดศรัทธาเลื่อมใสและรักใคร่ไม่เบื่อหน่าย ในการดูพระวรกายของพระพุทธองค์

จึงพยายามวนเวียนมาเฝ้าดูอยู่เป็นนิตย์ และผลที่สุดก็เกิดความคิดว่า “ถ้าเราบวชก็จะได้ตามดูพระวรกายของพระพุทธองค์ ได้อย่างใกล้ชิดและตลอดเวลา”

เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงเข้าไปกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา เมื่อท่านบวชแล้วก็มิได้ใส่ใจในการที่จะศึกษาพระธรรมวินัย ไม่สาธยายท่องมนต์ ไม่บำเพ็ญเพียรพระกรรมฐาน มีแต่มัวเมาเฝ้าดูพระรูปโฉมของพระพุทธองค์มิได้ละเว้น

ครั้นกาลเวลาผ่านไปนานเข้าพระพุทธองค์ตรัสเตือนให้พระวักกลิ เลิกละการเที่ยวติดตามดูร่างกายอันจะเน่าเปื่อยนั้นเสีย และทรงชี้ทางให้ท่านกลับมาใส่ใจบำเพ็ญสมณธรรมด้วยพระดำรัสว่า

“ดูก่อนพระวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม”

และแม้ว่าพระพุทธองค์จะตรัสเตือนอย่างนั้นแล้ว ท่านก็ยังปฏิบัติเช่นเดิม พระผู้มีพระภาคจึงมีพระดำริ “ภิกษุนี้ ถ้าไม่ได้รับความสลดใจเสียบ้าง ก็จะไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไรเลย” ฯ

นี่คือความศรัทธาในรูปสมบัติอันสวยงามที่พาไปสู่ความหลงได้ เพราะยังมีอวิชชานอนเนื่องอยู่นั่นเอง

เพราะฉะนั้นกุศลทำให้เกิดอกุศลได้ค่ะ ศรัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญานั้นย่อมทำให้ก้าวไปในทางมืดมนดังที่น้องแก้วกล่าวว่า เป็นจิตของปุถุชนนั่นเอง

ขอบพระคุณในคำตอบของน้องแก้วที่ให้ความกระจ่างหลายๆอย่างนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.ค. 2547 , 18:31:05 น.] ( IP = 203.172.117.42 : : )


  สลักธรรม 9

ฮิฮิ..น้องแก้ว และน้องกิ๊ฟ ก็ตอบหมดแล้วนะค่ะ

แต่พี่เณรเคยบอกว่าใครทำใครได้

ก็ขอเสนอความเห็นนิดหนึ่งว่า
ศรัทธาจะพาให้เราหลงผิดเป็นชอบได้....

โดยมากจะเริ่มจากศรัทธาในตัวบุคคลก่อน
เมื่อได้รับฟังคำสอนต่างๆ หากไม่คิดพิจารณาให้ดีก็จะทำให้มีความเห็นที่ผิดๆได้

อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [14 ก.ค. 2547 , 11:43:57 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.209.242 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org