| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะติดปีก
สลักธรรม 1พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
พระสงฆ์อย่างน้อยต้องมีความรู้ด้านพระธรรมวินัยกว้างขวาง และต้องมีความประพฤติดีงาม รวมทั้งต้องมีความรู้ทางโลกในระดับที่เท่าทันโลก ถ้าพระไม่มีคุณธรรมเหล่านี้ พระสงฆ์ไทยจะกลายเป็นส่วนเกินทางประวัติศาสตร์ของยุคสมัย
สังคมหันมาสนใจเนื้อหาสาระ ขณะที่พระกลับไปสนที่เปลือก เรามีพระที่เป็นครูวิปัสสนากรรมฐาน ญาติโยมที่สนใจแนวนี้ก็มีเยอะ แต่ก็มีพระส่วนที่เดินสวนทางกับชาวบ้านที่เดินเข้าวัด พระก็เดินสวนออกไปหาลาภยศสรรเสริญ
ในวันที่โลกดูเหมือนจะหมุนเร็วขึ้นทุกที ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกระแสข่าวสารและเทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่แปลก ถ้าใครหลายคนจะรู้สึกเหนื่อยล้ากับการถูกไล่ล่าด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ยอมหยุดยั้ง
ขนาดเป็นคนธรรมดายังตะกุยตะกายตามยุคสมัยกันไม่ค่อยจะทัน ด้วยโลกทัศน์ของคนห่างวัดตอนใกล้วันสำคัญทางพุทธศาสนา 'วิสาขบูชา' เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วพระสงฆ์องคเจ้า อริยบุคคลจากชุมชนโบราณที่เคียงตัวคู่มากับสังคมพุทธแบบไทยๆ ท่านเหล่านั้นมีวัตรปฏิบัติอย่างไรในยุคไฮเทค
โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:10:57 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 2พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คือ เจ้าของนามปากกา 'ว.วชิรเมธี' ผู้ที่มีผลงานธรรมะอ่านเข้าใจง่ายตีพิมพ์ลงในนิตยสาร วารสารหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นชีวจิต เนชั่นสุดสัปดาห์ เดลิมิเรอร์สุดสัปดาห์ ศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งหนังสือเล่มอีกหลายเล่ม โดยเฉพาะที่เตรียมจะเปิดตัวในต้นเดือนหน้าอีก 3 เล่ม ประกอบด้วย ธรรมะติดปีก ธรรมะหลับสบาย และธรรมะดับร้อน เห็นปกหุ้มเป็นสีลายน่ารักน่าเอ็นดูซะขนาดนี้ น่าจะพอประมาณได้ว่า ผู้เขียนมุ่งหมายที่จะสื่อเนื้อหาข้อธรรมทางพระพุทธศาสนาสู่อุบาสกอุบาสิกาที่เป็นคนรุ่นใหม่ และ 'ว.วชิรเมธี' เอง ย่อมถูกจัดอยู่ในกลุ่มพระรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน
พระมหาวุฒิชัย สำเร็จการศึกษาทั้งทางธรรมและโลก ทางธรรม ได้แก่ พธ.ม. จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และทางโลก คือ ศษ.บ. จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
นอกจากจะเขียนงานอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ปัจจุบัน พระมหาวุฒิชัย เป็นอาจารย์พิเศษ ที่บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษ บรรยายวิชาวรรณคดีบาลี ในโครงการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย วัดเบญจมบพิตร
และพระรูปเดียวกันนี้ที่ทักถามนักข่าวเป็นประโยคแรกๆ ถึงความเคลื่อนไหวของนิตยสาร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ a day weekly
นี่ต้องเป็นพระที่น่าสนใจที่สุดรูปหนึ่งสำหรับคนอ่าน 'เสาร์สวัสดี' แน่ๆ
โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:13:05 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 3ทำไมถึงบวชคะ
อาจจะเป็นบุญเก่านะ เรารู้สึกดีกับชีวิตพระ เห็นพระแล้วรู้สึกว่าเป็นภาพพิมพ์ใจที่งดงาม น่าประทับใจ ครอบครัวอาตมาทำไร่ทำนากัน ทุกเช้าเห็นพระบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน คุณแม่เป็นคนธรรมะธัมโม ก็พาลูกๆ ตักบาตร เราก็ชอบทำบุญ ฟังธรรมวันธรรมสวณะ บ้านก็ใช้กำแพงร่วมกับวัด ไปโรงเรียนเดินผ่านวัดทุกวัน ข้างโรงเรียนอาตมาก็เป็นโรงเรียนพระสายสามัญ มีพระเป็นร้อยๆ รูป เห็นพระทุกวันก็รู้สึกชอบ แล้วเราก็โลกทัศน์แคบน่ะ คิดว่าจบประถม ฉันบวชแน่นอน เรียนยังไม่ทันจบ ท่านพระครูที่วัดก็ไปขอกับโยมพ่อโยมแม่ บอกว่าอยากให้ลูกบวช มันมีแวว อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแววอะไร พอเรียนจบ ป.6 คนอื่นไปเรียนต่อกันก็ไป ฉันไม่เอาล่ะ ฉันจะบวช
ไม่มีแรงบันดาลใจอื่นๆ เลยหรือคะ
อยากเป็นเณร ไม่นานมานี้ อาตมากลับไปเยี่ยมบ้านที่เชียงราย ได้อ่านเฟรนด์ชิพที่เขียนกันกับเพื่อนๆ ตอนจบ ป.6 ตัวเองเขียนว่า อยากเป็นนักปราชญ์
แล้วที่บ้านว่าอย่างไรเรื่องการบวช
เขาก็อยากให้บวช ที่บ้านธรรมะธัมโมกันอยู่แล้ว แต่พี่ๆ เป็นพี่สาวซะ 4 คน พี่ชายมีคนเดียวก็เสียไปตอนอาตมาบวชได้หนึ่งพรรษา แต่สำหรับคนอื่นถือเป็นเรื่องใหญ่นะ อาจารย์ใหญ่นี่ไม่มองหน้าอาตมาเลย พอจบ ป.6 โรงเรียนมัธยมประจำตำบลมาติดต่อ อยากให้นักเรียนไปเรียนเยอะๆ แล้วอาตมาเป็นเด็กเรียนดี อยู่ๆ จะไปอยู่วัด เขาก็งงกัน เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ เพื่อนๆ แปลกใจ ครูใหญ่ก็ไม่แฮปปี้ ท่านคงมองว่าไปบวชแล้วเหมือนไม่มีอนาคตใช่มั้ย
โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:14:41 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 4บวชแล้วชีวิตเปลี่ยนไปไหม
ไม่เปลี่ยน อาจจะเพราะมีความชอบเป็นพื้นฐาน พอบวชปุ๊บเราก็ปรับตัวได้ แล้วเด็กชนบทน่ะ ถึงไม่บวช ว่างๆ ก็อยู่วัด ไปหาครูบาอาจารย์อยู่แล้ว
ตอนนั้นคิดจะบวชไม่สึกเลยหรือเปล่าคะ
ไม่ได้คิดจะบวชยาวนะ คิดแค่ว่าฉันชอบที่จะบวช พอไปถามคุณพ่อคุณแม่ เขาโอเค ให้มันบวช เราก็บวช ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่ว่าขอให้ได้เรียนหนังสือ
ไม่วอกแวก หรืออยากจะสึกบ้างเลย ?
ไม่ เพื่อนๆ ที่บวชรุ่นเดียวกันเขาไปกันหมดแล้ว แต่เราก็ยังอยู่ตรงนี้ ยิ่งทำงานเขียนเยอะๆ ยิ่งรู้สึกมั่นคง บางครั้งถามตัวเองว่าเรา born to be มาเป็นพระเลยหรือเปล่า ก็ไม่กล้าตอบถึงขนาดนั้นนะ เพราะเราก็ยังหนุ่ม อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไงเราก็ยังไม่รู้ แล้วแต่เหตุปัจจัย ถ้าเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นพระยังมี ก็อยู่ต่อไป แต่ถ้ามีเหตุปัจจัยให้ต้องสิกขาลาพรตไปก็เป็นเรื่องของอนาคต ปัจจุบันมีความสุขดี
การเขียนหนังสือได้ดี ต้องเริ่มจากการอ่าน ท่านเริ่มต้นการอ่านอย่างไรบ้าง
อ่านตามพี่สาว ถ้าจำไม่ผิด พี่สาวเป็นแฟนนิตยสารคู่สร้างคู่สม กับชีวิตรัก อ่านเป็นร้อยๆ เล่มเลยนะ อ่านแล้วทิ้งๆ เอาไว้ เราเลิกเรียนกลับมาก็มาอ่าน อ่านจนจบ ไม่มีอะไรจะอ่านก็เริ่มต้นอ่านใหม่ อ่านทุกคอลัมน์ไล่ตั้งแต่บทบรรณาธิการไปเลย พอเริ่มอ่านแล้ว เห็นอะไรก็อ่านหมดเลยนะ เห็นหนังสือเก็บใส่กล่องไว้ก็แกะออกมาอ่าน ขุนช้างขุนแผน อิเหนา พระอภัยมณี นี่อ่านหมด ไม่รู้หรอกนะว่านี่เขาเรียกว่าวรรณคดีไทยระดับขึ้นหิ้งโดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:15:48 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 5การบวชมีผลต่อการอ่านมั้ยคะ
ตอนแรกที่วัดน่ะอาตมาก็ไปอ่านการ์ตูน ชอบมากๆ คือ การ์ตูนเล่มละบาท การ์ตูนโดราเอมอน สตาร์ซอคเกอร์ เชอร์ล็อกโฮล์ม ที่วัดมีทุกอย่างเลยนะ ของหลวงพ่อ หลวงพี่ ชาวบ้านไปบริจาคให้ห้องสมุดวัด โอชะมาก เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะมีผลอะไร มารู้อีกทีว่าที่ตะลุยอ่านมาน่ะ เอามาใช้ได้ตอนนี้ คือ เอามาใช้ในงานเขียน แล้วอาตมาเป็นคนตั้งใจมากๆ ปีแรกนี่ บทสวดมนต์ 30-40-50 บท อ่านได้ ท่องเรียบร้อยหมด เรียนหนังสือ สวดมนต์เหมือนปลวกกินกระดาษ คนอื่นเขายังมีเล่นมีอะไรกัน เราไม่เล่นเลย บวชปุ๊บท่องเต็มที่ ภายในหนึ่งเดือนเรียนจบหลักสูตรทั้งหมดที่เขาให้ท่อง
ที่จริงคนแถวนั้นเขาไม่บวชกันนาน อย่างมาก 3-4 ปี เท่ากับชายผ้าเหลือง 4 มุม บวชเณรให้พ่อ มีโอกาสก็กลับมาบวชพระให้แม่ บวชเป็นประเพณี ของเราจะว่าเป็นประเพณีก็ใช่นะ เพราะตอนบวชก็ช่วงเข้าพรรษา แต่พอเข้ามาแล้วได้พบโลกส่วนตัว คือ โลกของการอ่าน ที่ทำให้เราไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขา พอบวชพระแล้วย้ายจากบ้านเดิมที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มาเรียนในเมือง เจอร้านหนังสือ เริ่มซื้อหนังสือ ซื้อตู้หนังสือ เรียกว่าเป็นความสุขส่วนตัวของเณรน้อยรูปหนึ่งนะ ที่ได้มีตู้หนังสือเป็นของตัวเอง
ที่จริงไม่ต้องบวชก็น่าจะอ่านได้ ?
อาตมาว่ามันมีเวลามาก คือเป็นคนนี่ ก็มีเวลานะ แต่ความรับผิดชอบเรื่องงาน เรื่องครอบครัวจะดึงไป แต่มาบวชนี่ ถ้าคุณ หนึ่ง ไม่ยุ่งเรื่องลาภสักการะ สอง ไม่หลงเรื่องยศชั้นขุนนางพระ สาม ไม่ไปทำอะไรนอกลู่นอกทาง วิชาปลุกเสกลงเลขยันตร์ ไม่ยุ่งสามเรื่องนี่ อู๊ย เวลานี่เหลือกินเหลือใช้เลย (หัวเราะ) จะบอกให้ เรานี่กินเวลากันนะ อย่างอาตมานี่ 24 ชั่วโมงเป็นของเราซะ 20 ชั่วโมง รู้สึกว่า โอ๊ย เรานี่รวยแล้ว รวยเวลา ทีนี้ล่ะ ตั้งต้นค้นคว้าเป็นการใหญ่โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:17:06 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 6แล้วพระส่วนใหญ่ท่านวุ่นวายอยู่กับสามเรื่องที่ว่าหรือเปล่า ท่านมองเรื่องเหล่านี้อย่างไร
ส่วนมากเขาก็วุ่นวายกัน ของอาตมานี่มีความชัดเจน คือ มีความฝันชัดเจนแล้วว่า ฉันอยากทำงานวิชาการด้านศาสนา ก็เริ่มปักหลักแล้วว่าเอาล่ะ เราจะเรียนรู้ใบไม้ในกำมือเดียวให้ดี นอกนั้นรู้ไว้เป็นองค์ประกอบบ้างก็พอ แต่ตอนเป็นเณรก็เคยคิดนะว่า เออ พอเป็นพระผู้ใหญ่ เราได้ไปสวด คงจะได้มีจีวรดีๆ มีปัจจัย พอคิดถึงปัจจัย เราก็คิดต่อว่า ถ้าฉันมีปัจจัย ฉันอยากทำอะไร หนึ่ง จะซื้อหนังสือ แล้วก็คิดได้แค่อย่างเดียวน่ะ แล้วก็เป็นตามนั้น พออายุพรรษามากขึ้น ได้ตังค์จากโยมถวาย โยมบิณฑบาต อาตมาซื้อหนังสือหมดเลย ในห้องมีหนังสือ 2,000-3,000 เล่ม แบ่งให้ปลวกกินไปบ้างอะไรบ้าง
อยากมีจีวรดีๆ ด้วยหรือคะ
จีวรของพระบ้านนอกเนี่ยจะบอกให้เลย ถ้าเปียกนี่มันนุ่งผ่านแดดไม่ได้เลยนะโยม (หัวเราะ) เข้าใจใช่มั้ย คือมันไม่ได้อู้ฟู่เหมือนพระในเมืองน่ะ
ดูเหมือนท่านจะชอบเรียนมากเลย เรียนจบทั้งทางโลกทางธรรม ?
ขณะที่เรียนบาลี หลักสูตรเปรียญธรรม 9 ประโยค ถ้าไม่ตกเลยต้องใช้เวลา 10 ปี อาตมาก็เรียนมาเรื่อย ขณะเดียวกัน ก็เรียนทางโลก คือ ไปลงเรียน มสธ.ไว้ด้วย อาตมามองว่าความรู้ทั้งสองอย่างมันเชื่อมกัน ถ้ารู้ทางธรรมะก็เหมือนเป็นปลากระป๋องนะ ความรู้ทางโลก คือ ที่เปิดกระป๋อง สมัยที่อาตมาบวชเรียนย้อนหลังไปสิบปี ทางวัดไม่ให้เรียนทางโลกนะ อาตมาก็แอบไปเรียนภาษาอังกฤษที่ YMCA แอบเรียนพิมพ์ดีดก๊องๆ แก๊งๆ คือ คณะสงฆ์มีอคติ คือเกรงว่า เมื่อพระไปเรียนวิชาการทางโลก เดี๋ยวเก่งแล้วจะสึก แต่อาตมามองว่า ถ้าเราไม่เรียน เราจะตามหลังชาวบ้านมาก แล้วต่อมาพอมีคอมพิวเตอร์ อาตมาใช้คอมพิวเตอร์ได้เป็นคนแรกๆ ของวัด ได้ประโยชน์จากมันมาก แล้วก็ได้สนองงานพระศาสนามากนะ
โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:18:51 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 7แล้วเริ่มต้นเขียนหนังสือเมื่อไหร่คะ
ตอน 17-18 คือ พอวันหนึ่ง อ่านมากๆ เข้าเริ่มรู้สึกว่าพอเถอะ เขียนดีกว่า เริ่มเขียนลงในนิตยสารสมาธิ เป็นบทความวิชาการ เรื่องมงคลแท้มงคลเทียมในพระพุทธศาสนา ชี้ให้ดูว่ามงคลแท้ ก็คือ มงคล 38 ประการ ซึ่งเป็นธรรมะ ไม่ใช่เครื่องรางของขลัง พระอิฐ พระปูนกรวดหินดินอะไรทั้งนั้น เป็นบทความเชิงวิพากษ์วิจารณ์ พอเริ่มเขียนตรงนั้นก็ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ เราเพลินกับการอ่านการเขียน ตอนแรกๆ เอ้า อยากเขียนก็เขียน ต่อมาอยากพิมพ์ก็ได้พิมพ์ พอได้พิมพ์แล้วก็คิดอีกว่า ทำอย่างไรงานถึงจะมีมาตรฐาน ตอนนี้ถึงขั้นไม่สนองความอยากแล้ว แต่สนองฉันทะ คือ ความอยากทำให้งานนั้นเป็นงานที่ดี เริ่มมีความรับผิดชอบทางปัญญา คือ ไม่ใช่แค่อยากสร้างงานเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง ไม่เอาแล้ว แต่อยากสร้างงานดีๆ ที่พอปล่อยออกมาแล้วเป็นหลักไมล์ทางความคิดสติปัญญาได้ หลังๆ ก็เริ่มอ่านงานหนักขึ้น แต่อย่างที่บอกนะ อาตมภาพชอบอ่านซอกแซก อ่านสารพัดเรื่อง ต่อมาพบว่า การอ่านกว้างๆ มันสามารถนำไปอธิบายธรรมะได้ดี อย่างวรรณคดี ประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เราชอบ มันคือธรรมะทั้งหมดเลยนะ
ปกติพระเขาอ่านอะไรกันคะ
อ่านหนังสือธรรมะ อ่านหนังสือเทศน์ แต่เรามองว่า ธรรมะอย่างเดียวมันดีนะ พระของเราความรู้เยอะมาก ทีนี้ถ้าเราจะสื่อสารกับชาวโลก เราจะพูดภาษาธรรมะ เราก็รู้อยู่คนเดียว แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องด้วย ก็เกิดกำแพงภาษาใช่มั้ย เวลาที่พระไปเทศน์ กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อมากเลย เพราะอะไร ก็เพราะพระใช้ภาษาวัด ใช้ท่วงทำนองเดิมๆ ใช้บริบทเดิมๆ ตั้งแต่สมัยพาราณสี อาตมาคิดว่า มันไม่ร่วมสมัย ทำอย่างไรมันจึงจะร่วมสมัย ก็ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ การอธิบายธรรมะต้องอยู่กับโลกปัจจุบัน พูดอะไรขึ้นมาคนต้องเข้าใจได้ ซึ่งต้องมีภูมิหลังร่วมกัน
ถ้าเทียบพระนักวิชาการกับพระปลุกเสก กลุ่มหลังน่าจะได้รับความสนใจจากญาติโยมมากกว่า ?
ถึงแม้เราจะมีพระเกจิอาจารย์ก็ดี พระที่นิยมในเครื่องรางของขลัง ยศชั้นขุนนางพระก็ดี พระประเภทนั้นท่านก็มีญาติโยมของท่าน พระที่เป็นปัญญาชน เป็นพระนักวิชาการก็มีญาติโยมของท่าน
โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:20:25 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 8เรียกว่าคนละกลุ่มเป้าหมาย ?
คนละกลุ่ม แต่พระแบบไหนที่ควรจะเป็นพระของพระพุทธเจ้า คือ เป็นพระที่เป็นปัญญาชน เพราะพระพุทธศาสนาตั้งขึ้นมาเพื่อหลีกจากยุคมืดทางปัญญา ถ้าบวชแล้วยังยุ่งกับวัตถุมงคล กับเครื่องรางของขลัง อาตมภาพว่า พระพุทธเจ้าไม่จำเป็นต้องตรัสรู้ เพราะสิ่งเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องประเสริฐเลิศเลออะไร มีกันมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธศาสนาแล้ว การมีพระแบบนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะ เพราะเราคงจะหวังให้ชาวพุทธทุกคนมีความคิดความชอบเหมือนกันไม่ได้ เหมือนเพลงนะ เรามีเพลงลูกทุ่ง เพลงแจ๊ส เพลงร็อค เพลงบรรเลง ก็เพื่อสนองกลุ่มคนที่แตกต่าง พระก็เหมือนกัน เรามีพระลูกทุ่งอย่างหลวงพ่อคูณ มีพระที่เข้าใจวัยรุ่นอย่างพระพยอม พระที่เป็นปัญญาชนอย่างหลวงพ่อพระธรรมปิฎก หลวงพ่อพุทธทาส ทั้งหมดก็เพื่อสนองชาวพุทธที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่พระที่พึงประสงค์จริงๆ ก็คือ พระที่มีความรู้ความดีงาม และมีศักยภาพในการเผยแผ่เป็นเยี่ยม มีพระของพระพุทธเจ้า
ยุคหลังๆ การศึกษาของสงฆ์เปิดกว้างขึ้น แสดงว่าวิธีคิดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
พอกลัวจะสึก แล้วล้อมคอก พระก็อยู่ไปแบบไม่มีความรู้ใช่มั้ย พอมีพระรุ่นใหม่มาบริหารการคณะสงฆ์ ท่านบอกว่า วิธีคิดแบบเดิมนี่ไม่ได้ เพราะเราจะมีแต่หลวงตาที่ไม่เท่าทันโลก เพราะเราจะมีแต่พระหลวงตาที่รู้ธรรมะแต่เผยแผ่ไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ อีกประเภทคือรู้ทางโลกมา แต่ไม่รู้ธรรมะ ก็เผยแผ่ไม่ได้ พระรุ่นใหม่ซึ่งมีกระบวนทัศน์ใหม่ มองว่าพระต้องรู้ทางโลก รู้ทางธรรม อย่างท่านพุทธทาส หลวงพ่อพระธรรมปิฎก ชาวต่างชาติสนใจสองท่านนี้มาก เพราะสองคนนี้มีความรู้ด้วย ความรู้ทางธรรมด้วย มีความรู้ทางภาษาอังกฤษด้วย เมื่อเผยแผ่ธรรมะท่านพูดในภาษาเดียวกับที่คนอื่นเขาพูด มันก็สื่อกันง่าย ชีวิตถึงจะดี พอเราอ่านมาก เราก็เอามาปรับใช้ได้ พูดธรรมะนั่นแหละ แต่ด้วยภาษาของยุคสมัย สื่อกันง่ายขึ้น ฟังกันง่ายขึ้น อ่านธรรมะกันมากขึ้น คนก็จะได้มีความสุขกันมาขึ้นใช่มั้ยล่ะ
โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:21:28 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 9พอมาศึกษาต่อที่วัดเบญจมบพิตร การเป็นพระในเมืองแตกต่างจากที่เชียงรายสักแค่ไหนคะ
มาก ที่เชียงรายถึงจะบอกว่ามีเวลาก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพฯ พอมาอยู่วัดเบญจมบพิตร มาเรียนเปรียญ 7-8-9 ถือว่า เป็นเปรียญธรรมที่สูงแล้ว เป็นเปรียญเอก ทางวัดก็อนุญาตให้ศึกษาเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะพอสมควร ก็ตั้งอกตั้งใจศึกษาหาความรู้ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุดของเราไป มีกิจนิมนต์บ้าง แต่พยายามไปให้น้อยที่สุด เพราะวัดของอาตมภาพมีพระเป็นร้อยรูป ถ้าเราไม่ไปเสียคน จะเสียหายมั้ย มันก็ไม่เสียไง เอาเหอะ งั้นฉันขอมุ่งทางนี้แล้วกัน ให้องค์อื่นท่านไปสวดไปฉันไปอำนวยประโยชน์สุขแก่ญาติโยมดีกว่า
ท่านไม่รับกิจนิมนต์หรือคะ
ถ้าให้ไปสวด เสียงเราก็ไม่ดีใช่มั้ย คงเป็นนักสวดที่ดีไม่ได้ แล้วใจก็ไม่รักทางสวดทางศาสนพิธีที่รุ่มร่ามอะไร ทั้งหมดนี้อาตมาไม่ชอบเลยนะ เป็นคนชอบใช้ชีวิตเรียบง่ายที่สุดเลย ฉะนั้นขอตัดช่องน้อยแต่พอตัว ขออ่านธรรมะ ศึกษาคัมภีร์ เรียนภาษาอังกฤษไปเรื่อยเปื่อย จนวันหนึ่ง เขียนหนังสือแล้วมีคนอ่าน ก็เป็นโอกาสให้ได้มายืนอยู่ตรงนี้นะ นี่คือผลพวงของการมีเวลา ที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้พระมีครอบครัวก็เพราะท่านมองว่า พระต้องศึกษาธรรมะ แต่บางทีพระก็ไม่ได้มองแบบพระพุทธเจ้านะ พอมีเวลาเยอะๆ ก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปดูดวงซะนี่ ไปปลุกเสก ลงนะหน้าทองซะ เวลาที่มีอยู่มากมาย รูปหนึ่งได้ประโยชน์อย่างล้นเหลือ อีกรูปหนึ่งทำความเสื่อมเสียได้มากมาย ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเราบวชเข้ามาแล้ว เราเข้าใจจุดมุ่งหมายของชีวิตพระหรือเปล่า
จุดมุ่งหมายในสมณเพศของท่านเป็นอย่างไร
ตอนนี้เรียกว่าอยู่ในวัยทำงาน อยู่ในวัยใช้ชีวิตเพื่อสนองอุดมคติ คือ ถ้าเราอยากเป็นพระที่ดี ในช่วงนี้ทำได้ดีที่สุด เพราะหมดภาระเรื่องเรียนแล้ว อาตมาก็ทำงาน อ่านหนังสือ สอนหนังสือ มีงานเทศน์ งานบรรยาย งานด้านวิชาการก็เป็นอาจารย์พิเศษ สอนในระดับบัณฑิตวิทยาลัย ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เวลาที่เหลือก็ศึกษาค้นคว้าต่อไป จะอยู่อย่างนี้ แต่ชีวิตก็ยังมีเวลาว่างอย่างที่เราตั้งต้นไว้แต่แรก ชีวิตมันอยู่ที่เรานะ คือถ้าเราไม่หลงโลกเสียอย่าง เรามีเวลาให้ตัวเองเสมอ ยิ่งเป็นพระด้วยนะ ถ้าบริหารเวลาให้เป็น
โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:22:39 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 10เพราะเป็นพระในเมืองซึ่งคนเมืองไม่ค่อยเข้าวัดหรือเปล่าคะ ที่ทำให้ต้องใช้สื่อในการเผยแพร่ธรรมะ
พระในเมืองก็ยังมีบทบาทของการเป็นที่ปรึกษา เหมือนเป็นนักจิตวิทยาอยู่นะ ยังมีคนที่ปัญหามาปรึกษา มาเล่าให้ครูบาอาจารย์ ท่านก็ให้ธรรมะไป พระหมอดู โยมมาปรึกษา ท่านก็ดูหมอบ้าง แอบให้ธรรมะบ้าง ซ่อนไป
ให้ธรรมะนี่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ นะคะ ?
ให้ตรงๆ คนไม่ค่อยรับนะ คนมันกลัวธรรมะจะตาย ไม่เอาหรอก
ท่านแก้ปัญหานี้อย่างไร
เขียนหนังสือให้อ่านง่าย มีวรรณศิลป์บ้าง เวลาพูดก็ใช้ภาษาชาวบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาวัดโดยไม่จำเป็น โยมคุยกับอาตมาเข้าใจง่ายหรือเปล่า
ง่าย ?
ก็ใช่ อาตมาว่าถ้าเราใช้ภาษาพระไปคุยกับโยม โยมจะต้องมานมัสการกับพระอาจารย์ทุกคำ มันก็ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ มันก็เกิดกำแพงภาษา เพราะฉะนั้น ในด้านงานเขียน อาตมภาพพยายามใช้ภาษาให้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด พยายามนำวรรณศิลป์มารับใช้ในด้านการเทศน์ ใช้ภาษาของยุคสมัย ตัวอย่างที่มายกประกอบการเทศน์ก็ให้บริบทมันอยู่กับคนร่วมยุคสมัยของเรา พยายามทำให้ได้ แต่จะประสบความสำเร็จหรือเปล่า ญาติโยมเป็นคนตัดสินใจ
โดย พี่เณร [13 ก.ค. 2547 , 21:23:45 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |