มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มีความสงสัยอยู่บ้างอยากถามว่า





มีความสงสัยอยู่บ้างอยากถามว่า
การกระทำที่เป็นกุศลกรรม
หรืออกุศลกรรมทางกาย
จะต้องมีกายวิญญัติเป็นทวารเสมอไปหรือไม่

โดย วิชุดา เลิศมงคลการ [26 ก.ค. 2547 , 14:39:58 น.] ( IP = 61.90.12.234 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

สวัสดีครับและขออนุโมทนาในการตั้งใจหาปัญญานะครับ...ต้องทราบนะครับว่า...

กายวิญญัตินวกกลาป = เป็นกลาปที่มี ๙ รูป
คือ อวินิพโภครูป ๘
และกายวิญญัติรูป ๑


ได้แก่ รูปที่เกิดจากจิตที่ต้องการให้รูปนั้นมีความหมาย โดยแสดงออกทางกาย ๓.

วจีวิญญัติสัทททสกกลาป เป็นกลาปที่มี ๑๐ รูป
คืออวินิพโภครูป ๘
วจีวิญญัติรูป ๑
และ สัททรูป ๑

ได้แก่ รูปที่เกิดจากจิตในขณะที่พูดตามปกติ.. โดยวจีวิญญัติรูปเป็นปัจจัยให้เกิดเสียงคือคำพูด

ในวิสุทธิมรรค ขันธนิทเทสมีอธิบายไว้นะครับว่า... “ความเปลี่ยนอาการ ที่เป็นปัจจัยแห่งความกระทบกัน....แห่งอุปาทินนรูป.. แห่งปฐวีธาตุ.. อันมีจิตที่ยังความเปล่งวาจาให้เป็นไปเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่า วจีวิญญัติ

มีอันประกาศ ความประสงค์ เป็นรส
มีความเป็นเหตุแห่งความเปล่งคำพูด เป็นปัจจุปัฏฐาน
มีปฐวีธาตุที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน
เป็นปทัฏฐานก็กิริยาอันนี้นั้นท่านเรียก วจีวิญญัติ เพราะเป็นเหตุให้ (ผู้อื่น) รู้ความประสงค์ด้วยการเปล่ง คำพูด และ เพราะตัวเองก็พึงรู้ได้ด้วยวาจา กล่าวคือการเปล่งคำพูดนั้น”

โดย พี่เณรครับ [26 ก.ค. 2547 , 14:54:01 น.] ( IP = 61.90.12.234 : : )


  สลักธรรม 2

ดังนั้นรูปกลาปที่เกิดจากจิตที่มีเสียงต้องมีวจีวิญญัติ รูปกลาปนี้เป็นรูปที่เกิดจากจิต ที่ประสงค์จะเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดตามปกติในชีวิตประจำวัน โดยไม่มีความวิการเป็นพิเศษ ที่ต้องการให้แตกต่างจากปกติธรรมดาส่วนในขณะที่พูดไม่สะดวก หรือ ไม่ชัดเจนนั้น เกิดจากฐานของเสียง...คือมหาภูตรูปซึ่งเกิดจากอุตุ... และอาหารไม่เหมาะสม ที่จะเป็นปัจจัยให้ เปล่งเสียงได้สะดวก ชัดเจนตามปกติครับ

ส่วน.. ลหุตาทิเอกาทสกกลาป.. เป็นกลาปที่มี ๑๑ รูป
คือ อวินิพโภครูป ๘
และวิการรูป ๓

ได้แก่ รูปกลาปที่เกิด จากจิตที่ทำให้ดำรงอยู่ในอิริยาบถต่างๆ และการเคลื่อนไหวตามปกติ โดยไม่มีความประสงค์ให้มีความหมาย

กายวิญญัติลหุตาทิทวาทสกกลาป เป็นกลาปที่มี ๑๒ รูป
คือ อวินิพโภครูป ๘
วิการรูป ๓
และกายวิญญัติ รูป ๑

ได้แก่ รูปกลาปที่เกิดจากจิตที่ประสงค์ให้เกิดความหมาย โดยมีการเคลื่อนไหวของกาย ที่วิการจาก ปกติเพื่อให้เกิดความหมาย

วจีวิญญัติสัททลหุตาทิเตรสกกลาป เป็นกลาปที่มี ๑๓ รูป
คือ อวินิพโภครูป ๘
วิการรูป ๓
สัททรูป ๑
และวจีวิญญัติรูป ๑

ได้แก่ รูปกลาปที่เกิดจากจิตที่ประสงค์ให้เกิดเสียงที่มีความวิการเป็นพิเศษ ซึ่งต้องอาศัย วิการรูป จึงจะเกิดเสียงอย่างนั้นที่ฐานเสียงได้ เช่นการร้องเพลง

โดย พี่เณรครับ [26 ก.ค. 2547 , 15:02:23 น.] ( IP = 61.90.12.234 : : )


  สลักธรรม 3

การพูดที่ประสงค์ให้เกิดเสียงที่แตกต่าง จากปกติธรรมดา รูปกลาปที่เกิดจากจิต ทั้ง ๖ กลาป

จึงต้องมีความต่างกัน ดังนั้น ขณะที่มีการเคลื่อนไหวของกายตามปกติ โดยไม่ประสงค์ให้เกิดความหมาย จะไม่มีกายวิญญัติรูป.... คือ เป็นลหุตาทิเอกาทสกกลาป... ไม่ใช่ กายวิญญัตินวกกลาป.... หรือกายวิญญัติลหุตาทิทวาทสกกลาป

ต้องพิจารณาจากความจริงในชีวิต ประจำวันประกอบด้วย คือ บางขณะก็มีจิตที่ต้องการให้เกิดความหมาย บางขณะก็มีจิตที่ไม่ได้ต้องการให้ เกิดความหมายแต่อย่างใด

ดังนั้นรูปที่เกิดจากจิตที่ต่างกัน ก็ย่อมจะต้องมีความต่างกันด้วยนะครับ

โดย พี่เณรครับ [26 ก.ค. 2547 , 15:06:43 น.] ( IP = 61.90.12.234 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
ถ้าไม่เข้าใจเรื่องรูป รูปกลาป ที่ถูกต้อง
ก็จะคิดว่าจะต้องมีกายวิญญัติเสมอ

โดย เซิ่น [26 ก.ค. 2547 , 17:11:35 น.] ( IP = 202.57.187.98 : : )


  สลักธรรม 5

ละเอียดยิบเลย ..คล้ายกับเห็นภาพเป็นฉากๆตามลำดับ
ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นที่ละรูป...กว่าจะเคลื่อนไหว และออกเสียงได้

สาธุ...สาธุ...สาธุ...ค่ะพี่เณรเป็นคำตอบที่ข้าน้อยขอคารวะ...


โดย น้องกิ๊ฟ [26 ก.ค. 2547 , 21:39:05 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณมากที่ให้คำตอบที่รักกุมมาก และขอให้ช่วยอธิบายให้ชัดทีนะฮะว่า การเจริญวิปัสสนา นั้นแตกต่างกันมากกับการเจริญสถมะ คือทำสมาธิอย่างไร…

โดย วิชุดา เลิศมงคลการ [27 ก.ค. 2547 , 06:41:19 น.] ( IP = 61.90.12.247 : : )


  สลักธรรม 7

สวัสดีกันอีกครั้งในเช้าวันใหม่
นะครับคุณ วิชุดา

คำถามของคุณเป็นคำถามของผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมปิฎกมากมากเลยนะครับ..ทำให้พี่เณรต้องตอบอย่างรอบครอบครัว เพราะเดี๋ยวพลาดผิดสภาวะไปละแย่เลยครับผม


ที่ว่า..การเจริญวิปัสสนา ต่างกับการเจริญสมถะอย่างไรบ้างนั้น เป็นคำถามที่ดีมากอีกคำถามหนึ่งนะครับ เพราะนอกจากคุณแล้วผู้อื่นที่เข้ามาอ่านนั้นจะได้เข้าใจด้วยครับเพราะทุกวันนี้ปะปนไปกันหมดเลยครับผม..

ที่ว่าต่างกันนั้น ต่างกัน…โดยอารมณ์ ต่างกันโดยปหานะ ต่างกันโดยกิจ ต่างกันโดยลักษณะ ต่างกันโดยอานิสงส์ และต่างกันโดยสภาวะ…ครับผม
…

โดย พี่เณร [27 ก.ค. 2547 , 08:00:28 น.] ( IP = 61.90.12.247 : : )


  สลักธรรม 8

การเจริญวิปัสสนา เป็นการทำปัญญาที่รู้ซึ้งถึงนามรูปพร้อมด้วยลักษณะให้เกิดขึ้น

ส่วนการเจริญสมถะนั้นเป็นการทำสมาธิที่ตั้งมั่นในบัญญัติกรรมฐานอารมณ์ให้เกิดขึ้น

แต่ถ้าจะว่ากันโดยอารมณ์แล้ว วิปัสสนาก็มีพระไตรลักษณ์ซึ่งเป็นลักษณะของนามรูปเป็นอารมณ์แต่สมถะนั้นมีบัญญัติกรรมฐานมีกสิณเป็นต้นเป็นอารมณ์

ถ้าจะว่ากันโดยปหานะคือการละแล้ว ..วิปัสสนาก็จัดเป็นตทังคะปหานะ...คือละอนุสัยกิเลสอันมีทิฏฐานุสัยเป็นต้นที่นอนเนื่องอยู่ในโลกียจิตทุกๆดวง.. ตลอดระยะเวลาที่วิปัสสนานั้นเกิดขึ้น

ส่วนสมถะก็เป็นได้เพียงวิขัมภนปหานะคือ ละได้ด้วยการกดหรือข่มนิวรณ์ ๕ ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลางเข้าไว้ได้ด้วยอำนาจขององค์ฌานเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจที่จะละอนุสัยกิเลสได้เหมือนวิปัสสนา…

ถ้าจะว่ากันโดยกิจแล้ว วิปัสสนามีกิจกัจัดอวิชชาคือความไม่รู้ซึ้งสภาวะความจริงที่เป็นม่านมืดคอยปกปิดสภาวะความจริงของอารมณ์อยู่.......... ส่วนสมถะนั้นมีกิจกำจัดนิวรณ์๕มีกามฉันทนิวรณ์เป็นต้นครับ

โดย พี่เณร [27 ก.ค. 2547 , 08:05:03 น.] ( IP = 61.90.12.247 : : )


  สลักธรรม 9

ถ้าจะว่ากันโดยลักษณะแล้ว วิปัสสนามีลักษณะรู้แจ้งแทงตลอดถึงสภาวะความจริงของอารมณ์เป็นลักษณะ... ส่วนสมถะมีความไม่ฟุ้งซ่านตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเป็นลักษณะ

แต่เมื่อจะว่ากันโดยอานิสงส์แล้ว วิปัสสนามีอาสวขัย.. คือความสิ้นจากกิเลสทั้งปวงในชาติปัจจุบัน และมีการสิ้นชาติสิ้นภพในอนาคตชาติเป็นอานิสงส์

ส่วนสมถะนั้นก็มีอานิสงส์ทำให้ได้อภิญญาสมาบัติทั้ง ๕ มีหูทิพย์ ตาทิพย์เป็นต้น และทำจิตใจเยือกเย็นเนื่องจากสงบระงับนิวรณ์ที่มากลุ้มรุมจิตใจเสียได้ในชาติปัจจุบัน... ส่วนอานิสงส์ในอนาคตชาตินั้น สมถะก็มีอานิสงส์ให้เกิดในพรหมโลกได้


ถ้าจะว่ากันโดยสภาวะของธรรมะทั้งสองอย่างนั้นแล้ว

วิปัสสนาเป็นเรื่องของปัญญาโดยตรง

ส่วนสมถะนั้นเน้นเรื่องของสมาธิโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญญาเลยนะครับผม....นี่ละครับความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับสมาธิครับ …

โดย พี่เณร [27 ก.ค. 2547 , 08:10:42 น.] ( IP = 61.90.12.247 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
เป็นหลักที่จะพิจารณาว่า
การปฏิบัติที่ทำอยู่นั้น เป็นวิปัสสนาหรือสมาธิ

โดย เซิ่น [27 ก.ค. 2547 , 10:43:45 น.] ( IP = 202.57.182.192 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org