| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
..วันนี้ที่รอคอย..ของผู้ปฎิบัติธรรม..
สลักธรรม 1
...เมื่อพี่ดอกแก้วได้นั่งลงแล้วก็มิได้รอช้าให้เสียเวลา พี่ดอกแก้วได้กล่าวสวัสดีกับทุกๆท่านอย่างอ่อนน้อม และเต็มไปด้วยวาจาอันสุภาพ ถ่อมตน..เช่นต้องขอกราขอบพระคุณทุกๆท่านผู้มีพระคุณต่ออภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้เป็นอย่างสูง
หากปราศจากท่านแล้ว ถึงสถานที่นี้จะมีสิ่งก่อสร้างมากมายก็ตาม ก็ไม่สามารถเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเจริญได้ เพราะเป็นเพียงวัตถุเท่านั้น เช่นโรงเรียนถ้าปราศจากนักเรียนก็ไม่มีทางเป็นโรงเรียนได้สมบรูณ์...ที่อ้อมน้อยนี้ก็เช่นกันค่ะ ถ้าไม่มีท่านแล้วคำว่าสถานที่ปฎิบัติธรรมคำๆนี้ก็คงใช่ไม่ได้ค่ะ จึงนับว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณยิ่งซึ่งหนูเองจะต้องให้ความนับถือและพร้อมมารับใช้ท่านด้วยความเต็มใจค่ะ...
ปิยะวาจาได้พรั่งพรูออกจากใจพี่ดอกแก้วออกมาเช่นนั้นทำให้ใบหน้าออกทุกท่านเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งโสมนัส แม้กระทั่งบรรยาศการนั้นก็เต็มไปด้วยความร่มรื่นดูมีชีวิตชีวายิ่ง...โดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:40:04 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 2ต่อจากนั้น พี่ดอกแก้วได้เล่าถึงอดีตครั้งที่ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ผู้เป็นบิดา กับชีวิตของพี่ดอกแก้วตอนเด็กๆที่มาวิ่งเล่นที่อ้อมน้อย ติดสอยห้อยตามคุณพ่อมาตั้งแต่เริ่มสร้างอ้อมน้อยแห่งนี้ ตลอดจนกล่าวพระคุณของหลายๆท่านให้ผู้ที่นั่งอยู่นั้นรับทราบ อาทิ คุณสด สังขพิทักษ์ คุณสอนไตรสรรค์ คุณจำรัส อมรสุข ตลอดจนคุณโชติพัฒน์ บุญนาคและคุณเยาวเรศ บุญนาค ผู้มอบพระสุพรรณรังษีให้แก่ที่นี้ เล่าถึงการนำพระเดินทางมาสู่ที่แห่งนี้ได้อย่างไร ฯลฯ..ทำให้หลายๆท่านที่ไม่ทราบที่มาได้รับทราบกันในวันนี้เอง
โดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:40:39 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 3และแล้วพี่ดอกแก้วก็นำทุกท่านมาสู่จุดยืนที่ผู้สร้างได้บุกเบิกมาด้วยชีวิต เพื่อมอบทางอันจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ให้แก่ท่านสาธุชนว่า...
พี่ดอกแก้วเองมั่นใจว่า ท่านที่มาปฏิบัติธรรมทุกท่านนั้น ต่างมีจุดหมายเหมือนกันคือต้องการไปให้พ้นจากความทุกข์ แต่ทว่าใครจะไปได้นั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจในการเดินทางตามหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้ได้ดีมากน้อยต่างกัน และที่สำคัญนั้น
ผู้ประสงค์จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะด้วยเหตุผลว่ามีความทุกข์ในชีวิต......หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม อันดับแรก ต้องรู้จัก รูป-นาม พร้อมทั้งลักษณะเฉพาะ รูป-นาม แต่ละชนิดเสียก่อน
อะไร... คือ... รูป อะไร ... คือ... นาม อะไร ... คือ... ลักษณะเฉพาะของรูปนาม โดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:42:08 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 4
ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของคนเรา มีทวารอันเป็นที่รับรู้ อารมณ์ทั้งอยู่ ๖ ทวารด้วยกัน
นั่นก็คือ ตา หู จมูก ลิ่น กาย ใจ ๑ ทวาร เมื่อมีภาพมากระทบจะเกิดการเห็นขึ้น การเห็นนั้นเป็นนามธรรม.. มีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลีว่า.. จักขุวิญญาณแปลว่า รู้ทางตา เป็นสภาพที่รู้เท่านั้น เพราะจิตก็ดี วิญาณก็ดี หมายถึงสภาพรู้เท่านั้นไม่สามารถรู้ว่าเป็นอะไรได้ แต่ที่เราต่างรู้เป็นโน้นเป็นนี่ก็เพราะมีเจตสิกมาปรุงแต่งนั่นเอง.
ส่วนภาพที่ถูกเห็นเป็นรูปธรรม มีชื่อเรียก เป็นภาษาลีว่า วรรณรูป.. ในฝ่ายนามธรรม นอกจากจะมีจักขุวิญญาณที่ทำหน้าที่ เห็นแล้วก็ยังมีนามธรรมอื่นๆ เกิดร่วมด้วยอีก ๓ ชนิดในทุกครั้งที่มีการเห็น อันได้แก่.. -เวทนา ทำหน้าที่เสวย สุข ทุกข์ หรืออุเบกขา ในขณะเห็น๑ -สัญญา ทำหน้าที่จำได้หมายรู้ในอารมณ์ที่ได้เห็น สังขาร ทำหน้าที่ปรุงแต่งให้ชอบไม่ชอบ หรือปรุงแต่งเป็นกุศล อกุศลในขณะเห็น บางภาพเห็นแล้วโกรธ บางภาพ เห็นแล้วเมตตา สงสาร บางภาพเห็นแล้วอิจฉา บางภาพเห็นแล้วโทมนัสเสียใจ....ฯลฯ....ซึ่งก็แล้วแต่สังขาร จะปรุงแต่งไป ตกลงในฝ่ายนามธรรมเบ็ดเสร็จรวมแล้ว มี๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในฝ่ายรูปธรรมมี ๑ คือ วรรณรูปรวมเป็นธรรมชาติที่มีจริง ๕ อย่าง..ที่เกิดขึ้นทางตา ทั้งหมดถูกเรียกรวมกันว่า ขันธ์๕ . หรือเรียกแยกส่วนได้ดังนี้ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แม้ในทวารทั้ง๕ ที่เหลือเมื่อเรียกแยกส่วนก็โดยนัยเดียวกันต่อไปนี้เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในการศึกษาบท ต่อๆ ไป จะขอใช้คำสั้นๆ เรียกว่า รูป-นาม ทางตานี้เป็นกติกา ที่ควรทรงจำไว้แต่เบื้องต้น ..นี่เป็นส่วนหนึ่งที่พี่ดอกแก้วกล่าวให้ท่านที่มาทราบครับโดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:43:54 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 5
พอเวลาบ่ายโมงครึ่ง พี่ดอกแก้วก็ได้ออกมาสนทนาเชิงฝึกการปฎิบัติให้แก่ท่านที่ยังไม่ทราบวิธีที่ถูกที่ตรงตามแนวสติปัฎฐาน ๔ โดยมาสนทนากันที่ลานหน้าพระประธานภายใต้ต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่นยิ่งนักและได้แนะนำถึงเรื่องโยนิโสมนสิการครับ
โดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:45:20 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 6และยังได้ตอบคำถามต่างๆ พร้อมทั้งสอนให้เข้าใจถึงเรื่องการเห็น ว่า..การเห็นนั้นต้องมีเหตุและเหตุนั้นคืออะไรบ้าง..เพื่อถ่ายถอนความเห็นผิดที่เรียกว่า..วิปลาสธรรม..นั่นเองครับ
โดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:46:15 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 7
![]()
เราก็มาเพียรในการเข้าใจก่อนที่จะทำวิปัสสนาว่า.. คำว่าวิปัสสนาคืออะไร วิปัสสนา เป็นชื่อ ของปัญญา มีปัญญา ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า วิปัสสนา ปัญญามีชื่อเรียกมากทีเดียว มีชื่อต่าง ๆกัน แต่ว่า ปัญญา ที่ชื่อวิปัสสนา ปัญญานี้รู้อะไร? ปัญญาวิปัสสนารู้ว่า นามรูปนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน รู้อย่างนี้แหละเรียกว่า วิปัสสนาพี่ดอกแก้วย้ำด้วยครับ โดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:46:51 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 8ท่านจะต้องเข้าใจหลักความรู้ของวิปัสสนาเสียก่อน ถ้าปัญญาวิปัสสนาเกิดแล้ว ก็แปลว่าต้องรู้ว่า รูปนาม ไม่เที่ยง หรือรูปนามเป็นทุกข์ หรือรูปนามไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสารอะไร อย่างนี้อันใดอันหนึ่งก็ได้ ที่รู้อย่างนี้นี่แหละ เรียกว่า วิปัสสนา ขอให้จำไว้ด้วยนะคะว่า... จากนั้นพี่ดอกแก้วก็นำสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย และให้มีการฝึกกำหนด รูป-นามกันตามสมควรแก่เวลาครับผม นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพจริงๆครับผม..
๛...ต้องมีนามรูปรองรับ...๛โดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:47:39 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 9ครับผมพี่เณรขอพักแล้วไม่ไหวแล้วจะไปนอนเขียนเนื้อเรื่องก่อนนะครับผม
โดย พี่เณรชิต [29 ก.ค. 2547 , 19:48:56 น.] ( IP = 61.90.12.101 : : )
สลักธรรม 10
พี่เณรครับน้องจุกกลับบ้านก็ขอนอนก่อนแล้ว
ขอเติมเนื่อเรื่องให้เป็น sample เล็กน้อยนะครับ
พี่ดอกแก้วกล่าวเกริ่นนำถึงประวัติความมาของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิให้ฟังเล็กน้อย
และกล่าวอนุโมทนากับทุกท่านที่ตั้งใจมาปฏิบัติ
ทราบดีว่าทุกท่านที่มาปฏิบัติที่นี่ต่างก็มีจุดหมายเดียวกันคือนิพพาน
ก่อนที่เราจะไปถึงพระนิพพาน เราต้องรู้ทางเดิน ว่าการไปสู่มรรคผลนิพพานนั้น
พระขีนาสพทรงเดินตามทางที่พระองค์ทรงชี้ พระองค์ทรงชี้อะไร ชี้อย่างไร
เราต้องอาศัยแผนที่ หรือตำรับตำราหรือสิ่งที่ท่านพระอนุรุทธาจารย์เจ้าท่านได้รจนาไว้เป็นคัมภีร์พระอภิธรรมมัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉท
ว่าด้วยเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ เพื่อให้เข้าใจว่าพระองค์ทรงชี้อะไร
สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำอันแรก ดังเช่นจะถึงวันสำคัญวันอาสาฬหบูชา
พระองค์ทรงชี้ว่า อะไรคืออะไร
ชีวิตของร่างกายเราประกอบไปด้วยอะไร เราต้องรู้ก่อน
เพื่อคลายถ่ายถอนออกจากความเห็นผิด
เมื่อคลายออกจากความเห็นผิดได้ทางด้านคันถธุระ
จึงนำความรู้ทางคันถธุระมาปฏิบัติ
ถ้าไม่มีความรู้เลยมาปฏิบัติ ท่านก็ได้ แต่เป็นวัฏฏะกุศลคือกุศลที่ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
หาทางไปสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้
ฉะนั้นผู้ที่ประสงค์จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะด้วยเหตุผลที่ว่า มีความทุกข์เกิดขึ้นในชีวิต
หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม
อันดับแรกต้องรู้จักรูปนาม ต้องรู้ว่าอะไรคือรูป อะไรคือนาม
ถ้าเผื่อไม่รู้จักรูปนาม ก็ต้องขอพูดตรงๆว่าเป็นไปไม่ได้ว่าท่านจะพ้นทุกข์
เพราะชีวิตของคนเราก็มีแต่รูปกับนามเท่านั้น จิต เจตสิก เป็นนาม รูปเป็นรูป
เราต้องเรียนรู้ให้เข้าใจในปรมัตถธรรมก่อนเล็กน้อย
จิต มี ๘๙ หรือ ๑๒๑ แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มแรกคืออกุศล ๑๒ กลุ่มนี้มีอยู่ในตัวเราเต็มที่
เพราะกลุ่มนี้ประกอบด้วยโลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒ มีกันทั่วถ้วน และเป็นกลุ่มที่เราต้องทำลาย
อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ อเหตุกจิต ๑๘โดย น้องจุก [29 ก.ค. 2547 , 23:28:29 น.] ( IP = 203.113.32.8 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |