| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความงานอันศักดิ์สิทธิ์
สลักธรรม 1ในตำนานของเดีย์ชเวดากองนั้น มีเรื่องราวมากมายหลากหลายที่ได้เล่ากันต่อ ๆ มา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอภินิหาร หรือแม้กระทั่งการสร้างเจดีย์แห่งนี้ขึ้นมาของ พระนางชินสอบู
ซึ่งถ้าหากใครสนใจใคร่รู้แล้วจะพบว่า ทุกเรื่องราวที่เล่ามานั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว หากจะย้อนกลับไปเมื่อสมัย พระเจ้าโอกกลาปะ ผู้เป็น กษัตริย์แห่งดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ครองเมืองตะลายง์ซึ่งอยู่ใกล้ กับเชิงเขา กุตตระ ว่ากันว่าในขณะนั้น เจ้าชายสิทธัตถะกุมาร ยังคงเป็นเพียงเจ้าชายที่ยังไม่ได้ออกบวช และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เนินเขาเชียงกุตตระ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่ประดิษฐานของเครื่องบริขารของอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ อันได้แก่ ธารพระกร พระธมกรก และจีวร
ซึ่งในความเชื่อของชาวพุทธเรานั้น ได้เชื่อกันว่า ในทุก ๆ ๕๐๐๐ ปี ก็จะมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งอุบัติขึ้นมาองค์หนึ่ง ซึ่งในเวลานั้น อดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงไปแล้วเกือบ ๕๐๐๐ ปี ในความเชื่อของทุกคนนั้นไม่ช้า เนินเขาเชียงกุตตระ แห่งนี้ก็จะต้องสูญสิ้นความศักดิ์สิทธิ์ไป เว้นแต่พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นมาใหม่นั้นจะได้เสด็จมาปรากฏกายยังที่นี่อีกครั้ง และพระราชทานสิ่งของแทนพระองค์ไว้ให้ทุกคนได้ทำการบูชาสืบต่อไปอีก ๕๐๐๐ ปี
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [2 ส.ค. 2547 , 07:40:57 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )
สลักธรรม 2ในครั้งนั้นพระเจ้าโอกกลาปะจึงได้ เสด็จขึ้นไปบำเพ็ญเพียรที่บนยอดเขา โดยทรงเจริญสมาธิภาวนาด้วยหวังจะได้พระธาตุมาบูชาโดยเร็ววัน ก่อนที่ความศักดิ์สิทธิ์จะเสื่อมสลายลง ซึ่งในขณะนั้นเช่นกันที่เป็นช่วงซึ่ง เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ออกบำเพ็ญเพียรจนใกล้จะบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เช่นกัน
และพระองค์ได้ล่วงรู้ถึงภาวนาของพระเจ้าโอกกลาปะ จึงได้แสดงอภินิหารมาปรากฏกายต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าโอกกลาปะ และตรัสว่า พระประสงค์ของพระองค์นั้นจะสัมฤทธิ์ผลแน่นอน
กาลเวลาล่วงไป เมื่อองค์พระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๔๙ วันนั้น ได้มี นายวานิชชาวพม่าสองคน พี่น้องเดินทางมาค้าขายจากอุกลชนบท คนหนึ่งชื่อ "ตาปุสสะ" อีกคนหนึ่งชื่อ "ภัทลิกะ" มาพบเข้าจึงเกิดความเลื่อมใส นำข้าวสัตตูไปถวายให้พระองค์เสวย
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเสยพระเศียรได้เส้นพระเกศา ๘ เส้น พระราชทานให้กับสองพ่อค้าพี่น้องไป ระหว่างทางที่ได้เดินทางกลับพม่านั้น พระราชาแห่งนครอเจตตะ ได้ปล้นชิงเอาพระเกศาธาตุไปจากนายวานิชพี่น้องสองเส้น และขณะที่กำลังล่องเรือข้ามอ่าวเบงกอลมาก็มีพญานาคราชตนหนึ่งผุดจากทะเลขึ้นมาชิงเอาพระเกศาธาตุของพระพุทธองค์ไปอีกสองเส้นโดย พี่เณร..นำมาฝาก [2 ส.ค. 2547 , 07:41:41 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )
สลักธรรม 3เมื่อกลับมาถึงยังฝั่งพระนครที่เมืองพม่านั้น พระเจ้าโอกกกลาปะ ทรงจัดพิธีต้อนรับ และเฉลิมฉลองพระเกศธาตุ อย่างยิ่งใหญ่ และได้มีการคัดเลือกสถานที่ซึ่งจะนำพระเกศธาตุที่เหลืออยู่นั้นไปประดิษฐานเอาไว้
ในตำนานนั้นกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าโอกกลาปะ ทรงเปิดกล่องที่บรรจุพระเกศาธาตุออกมาทอดพระเนตรนัน กลับพบว่า เส้นพระเกศาขององค์พระพุทธเจ้าได้แสดงอภินิหารเสด็จคืนกลับมาอยู่ในกล่องดังกล่าวนั้นทั้ง ๘ เส้น เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง
ขณะที่ทรงทอดพระเนตรเส้นพระเกศธาตุ ด้วยความปลาบปลื้มปิติอยู่นั้น พระเกศธาตุทั้ง ๘ เส้นก็ได้เปล่งรัศมีอันสุกใส ยังความสว่างไสวไปทั่วทั้งแผ่นดิน ในช่วงเวลานั้น คนตาบอดก็พลันได้มองเห็น คนที่พิการเป็นใบก็สามารถพูดได้ คนที่ง่อยเปลี้ยเสียขา ก็กลับกลายสามารถลุกขึ้นเดินได้
ในยามนั้น โลกาตุพลันสะเทือนไปทั่วหล้าพสธากัมปนาทอัสนีบาตฟาดเปรี้ยง เสียงเสนั่นพระพิรุณโปรยปรายลงมาพลัน และสายฝนที่หลั่งลงมานั้นกลับกลายเป็นอัญมณีที่ร่วงหล่นกระจายดารดาษ
พระเจ้าโอกกลาปะ เห็นเป็นที่อัศจรรย์อย่างนั้น จึงทรงโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระเกศธาตุทั้งหมดนี้ขึ้นไปประดิษฐานเอาไว้บนเนินเขาเชียงอุตตระและสร้างพระเจดีย์ครอบเอาไว้ เพื่อที่ให้เป็นที่สักการะของชาวพม่าสืบชั่วลูกหลานเหลนโหลน
วันเวลาล่วงมานับจากวันที่เกิดขึ้นในตำนานที่กล่าวกันมาแล้วนั้น จนกระทั่งถึงในสมัยที่อาณาจักรพุกาม เป็นใหญ่ในประเทศนั้น เจดีย์ดังกล่าวแห่งนี้ ก็ได้รับการดูแลบูรณะสืบต่อกันมาไม่เคยขาดซึ่ง พระเจ้าอโนรธามังช่อ ก็เคยเสด็จประพาสเจดีย์ดังกล่าวนี้เมื่อสมัยที่พระองค์ทรงยังทัพลงมาเพื่อขยายอาณาเขตทางใต้
ใน พ.ศ. ๑๙๒๕ พระเจ้าบยินยาอู หรือที่เรียกกันว่า พระยาอู่ แห่งเมืองพรโค ได้บูรณะเจดีย์ขึ้นมาใหม่ และในสมัยของพระเจ้าเบีนยาเกียน(พระเจ้าราชาธิราช) นั้นก็ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกองค์สถูปขึ้นไปจนสูงถึง ๙๐ เมตร
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [2 ส.ค. 2547 , 07:42:28 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )
สลักธรรม 4แต่ในสมัยที่พระนางชินสอบู ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์นั้น พระนางได้อภิเษกกัยพระเจ้าอังวะ และเป็นผู้ฝักใฝ่ธรรมะ ศึกษาพระคัมภีร์จนเชี่ยวชาญโดยมีสองสามเณรคอยช่วยเหลือคือ "ธรรมเจดีย์" และ"ธรรมปาล"
ตามตำนานนั้นเล่าว่าเณรทั้งสองรูปนี้มีความเก่งกล้าสามารถในเรื่องเวทมนต์ ไสยศาสตร์ ถึงขนาดที่ว่าได้สามารถนำพาเอาพระนางชินสอบูเสด็จหนีออกมาจาก กรุงอังวะสู่เมืองหงสาวดี และได้มีการเสี่ยงทายหารัชทายาท จนกระทั่งได้ธรรมเจดีย์เป็นผู้ที่สืบต่อราชสมบัติ
พระนางชินสอบู พระองค์นี้ ทรงเป็นนางพญาตะละท้าว ที่ชาวมอญ ทั่วไปต่างก็ให้ความนับถือเป็นอันมาก เพราะในยุคของพระนางนี่เองที่ได้ทำการบูรณะ เจดีย์ชเวดากอง ขึ้นมาจนกลายเป็นเจดีย์ทองที่สุกปลั่งอลังการอย่างในปัจจุบันนี้ โดยโปรดให้มีการนำเอาทองคำน้ำหนักเท่าพระองค์คือ ๔๐ กิโลกรัม ปิดทับลงไปบนองค์พระเจดีย์ที่ทรงมีความศรัทธาเลื่อมใส
ซึ่งในสมัยวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระนางนันกล่าวกันว่าพระนางชินสอบูทรงเสด็จไปประทับอยู่ที่หมู่บ้านตะเกิง ทอดพระเนตรยอดเจดีย์ทองของชเวดากองจนถึงวาระสุดท้าย
พระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาโดยได้รับขนานนามว่า "พระเจ้ารามาธิบดีชินพะยูเยน" หรือ "ศรีบวรมหาธรรมราชาธิราช" ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินมอญที่มีพระปรีชาสามารถยิ่งนัก เนื่องจากทรงทำนุบำรุงประเทศจนรุ่งเรือง และทรงสร้างสัมพันธไมตรกับประเทศเพื่อนบ้านจนแผ่นดินมอญอยู่ในความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมาโดย พี่เณร..นำมาฝาก [2 ส.ค. 2547 , 07:43:15 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )
สลักธรรม 5แต่ทว่าเมื่อถึงคราวมี่ "บินยายัน" โอรสของพระองค์ ขึ้นครองราชย์สืบต่อนั้น เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไป เมื่อได้นำความขัดแย้งกับเมืองตองอูจนเข้าสู่สงคราม และทำให้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ยกทัพเสด็จมาย่ำยีจนกระทั่ง มอญหมดสิ้นอำนาจในที่สุด
ย้อนกล่าวไปถึงเรื่องราวเมื่อสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์ทรงสร้างระฆังใบหนึ่งซึ่งหนักราว ๓๐ ตัน เพื่อนำไปประดิษฐานเอาไว้ที่เจดีย์ชเวดากองหากแต่ในเวลาต่อมา ได้ถูกทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสแย่งชิงเอาไปเพื่อที่จะนำระฆังใบใหญ่นี้ไปหลอมเป็นปืน
แต่ทว่าขณะที่นำระฆังล่องเรือข้ามแม่น้ำบากานนั้น เรือเกิดล่ม ระฆังจมลงสู่ก้อนแม่น้ำจนทำให้ไม่มีใครกู้ได้
หลังจากนั้นอีกสองร้อยกว่าปีต่อมา เจ้าราชบุตรสิงคุ ทรงโปรดเกล้าให้สร้างระฆังสัมฤทิธิ์หนัก ๒๓ ตัน ชื่อว่า "ระฆังมหาคันธ" นำไปประดิษฐานเอาไว้ที่องค์พระเจดีย์สืบมาจนกระทั่งสมัยที่อังกฤษได้ขยายอิทธิพลเข้ามาในถิ่นนี้และพยายามที่จะขนย้ายระฆังไปเก็บเอาไว้ที่เมืองกัลกัตตา หากแต่ว่าเกิดอุบัติเหตุเรือล่มจมลงกลางแม่น้ำ ทำให้ระฆังดังกล่าวนั้นจมลงไปและไม่มีใครกู้ได้เช่นกัน
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [2 ส.ค. 2547 , 07:45:27 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )
สลักธรรม 6ในระหว่างนั้น ทหารอังกฤษพยายามที่จะกู้ระฆังใบนี้ขึ้นมาตลอดเวลา แต่ทว่าไม่สามรถที่จะทำได้ ดังนั้นจึงทำให้ชาวพม่าที่เชื่อกันว่า สาเหตุที่ทำให้เรือล่มและระฆังจมลงไปยังก้นแม่น้ำนันเนื่องเพราะว่า อาถรรพณ์จากการที่มีคนพยายามลบหลู่องค์พระเจดีย์
ด้วยความศรัทธาที่แก่กล้านี้ พวกเขาจึงได้เสนอว่าจะทำการกู้ระฆังขึ้นมา พวกเขาจึงได้เสนอว่าจะทำการกู้ระฆังขึ้นมา หากแต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องนำระฆังกลับไปประดิษฐานเอาไว้ ณ ที่เดิม
อังกฤษตกลง เพราะคิดว่าชาวพม่าคงไม่มีที่จะกู้ระฆังได้แน่ แต่กลับผิดคาด เมื่อปรากฏว่าชาวพม่าสามารถกู้ระฆังขึ้นมาโดยใช้วิธีดำน้ำลงไปแล้วผูกแพไม้ไผ่จำนวนมากรองเอาไว้ใต้ระฆัง จนกระทั่งสามารถหนุนระฆังที่นหักอึ้งถึง ๒๓ ตัน อันนั้นให้ลอยขึ้นสู่พื้นน้ำได้
เรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจดีย์ชเวดากองนี้ มีอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นตำนานอภินิหารที่บรรพบุรุษของชาวพม่าเล่าสืบต่อกันมาในหมู่บุตรหลาน และได้มีการบันทึกเอาไว้ ทั้งในประวัติศาสตร์และในหนังสือตำนาน
และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เจดีย์ที่มากด้วยอภินินหารอย่างชเวดากองนั้นได้รับความสนใจ และได้มีการสถาปนาเจดีย์แห่งนี้ขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของพม่าในที่สุด***
![]()
พี่เณร..นำมาฝากครับ โดย พี่เณร.. [2 ส.ค. 2547 , 07:48:27 น.] ( IP = 61.90.12.63 : : )
สลักธรรม 7ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
ที่นำประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ เจดีย์ชเวดากอง
รวมทั้งความอัศจรรย์ของพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้า
และทำให้ระลึกถึงวันที่ไปกราบไหว้เจดีย์ชเวดากอง
โดยมี พี่ดอกแก้ว เป็นผู้นำ พาลูกศิษย์ไปสักการะบูชา
โดย เซิ่น [2 ส.ค. 2547 , 10:21:22 น.] ( IP = 61.90.23.56 : : )
สลักธรรม 8
เป็นตำนานที่มีเหตุการณ์อัศจรรย์หลายอย่าง
อ่านแล้วรู้สึกตื่นเต้นน่าติดตาม
พร้อมกับนึภาพ..เท่าที่จะได้ตามไปด้วย
แล้วก็นึกถึงเมื่อครั้งที่พี่ดอกแก้วกับพี่เณรพาไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากอง...
ขอบพระคุณพี่เณรค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [2 ส.ค. 2547 , 10:59:34 น.] ( IP = 202.183.131.185 : : )
สลักธรรม 9ขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ ที่นำประวัติศาสตร์มาให้เรียนรู้ ซึ่งก็เพิ่งะได้อ่านคราวนี้เองค่ะ
โดย น้องอุ๊ [3 ส.ค. 2547 , 19:30:29 น.] ( IP = 203.113.38.13 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |