มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ในอนาคตกาล (๒)






ในอนาคตกาล (๒)



เมื่อศาสนาพระตถาคตครบ ๕๐๐๐ ปีแล้ว
ฝูงสัตว์ก็มีอยู่ถอยลง คงอยู่ ๑๐ ปีเป็นอายุขัย
ครั้งนั้นแล จะบังเกิดมหาภัยเป็นอันมากมีสัตถันตะระกัปป์
มนุษย์ทั้งหลายจะวุ่นวายเป็นโกลาหล เกิดรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งกันและกัน
จะจับไม้และใบหญ้ากลายกลับเป็นหอกดาบแหลนหลาว อาวุธน้อยใหญ่ไล่ทิ่มแทงกัน

ฝูงมนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญา
ก็หนีซุกซ่อนตัวอยู่ในซอกห้วยหุบเขา
จะเหลือก็แต่มนุษย์ที่มีปัญญา
นอกกว่านั้นแล้วก็ถึงซึ่งพินาศฉิบหายเป็นอันมาก
เมื่อพ้น ๗ วันล่วงไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายที่เร่นซ่อนอยู่นั้น
เห็นสงบสงัดเสียงคนก็ออกมาจากที่เร้นซ่อน

ครั้นเห็นซึ่งกันและกันก็มีความสงสารรักใคร่กันเป็นมาก
เข้าสวมกอดกอดรัดร้องไห้รักกันไปมา
บังเกิดมีความเมตตากรุณากันมากขึ้นไป

ครั้นตั้งอยู่ในเมตตาพรหมวิหาร
แล้วก็อุตสาหะรักษาศีล ๕
จำเริญกรรมฐานภาวนาว่า
อยํอตฺตภาโว
อันกายของอาตมานี้
อนิจฺจํ
หาจริงมิได้
ทุกฺขํ
เป็นกองแห่งทุกข์ฝ่ายเดียว
หาสัญญาสำคัญมั่นหมายมิได้
ด้วยกายอาตมาไม่มีแก่นสาร ฯ



โดย พี่เณร... [6 ส.ค. 2547 , 00:11:53 น.] ( IP = 203.172.117.116 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย
ปลงปัญญาเห็นในกระแสพระกรรมฐานภาวนาดังเนือง ๆ
อายุของมนุษย์ทั้งหลายก็วัฒนาจำเริญขึ้นไป
ที่มีอยู่ ๑๐ ปีเป็นอายุขัยนั้นค่อยทวีขึ้นไปถึง ๒๐ ปีเป็นอายุขัย
ค่อยทวีขึ้นไปทุกชั้น จนอายุได้ ร้อย พัน หมื่น แสน โกฏิ จนถึงอสงไขยหนึ่ง





ครั้นนานไปเห็นว่า
ไม่รู้จักความตายแล้ว
ก็มีความประมาทมิได้ปลงใจ
ในกอง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา
อายุก็ถอยน้อยลงมาทุกทีจนถึง ๘ หมื่นปี
ฝนตกเป็นฤดูคือ ๕ วันตก ๑๐ วันตก
ในชมพูทวีปทั้งปวงมีพื้นแผ่นดินราบคาบสม่ำเสมอเป็นอันดี ฯ


ครั้งนั้น กรุงพาราณสีเปลี่ยนนามชื่อว่าเกตุมมะดี
โดยยาวได้ ๑๖ โยชน์โดยกว้างได้โยชน์ ๑
มีไม้กัลลปพฤกษ์เกิดทั้ง ๔ ประตูเมืองแก้ว ๗ ประการ
ประกอบเปนกำแพงแก้ว ๗ ชั้นโดยรอบพระนคร


โดย [6 ส.ค. 2547 , 00:12:56 น.] ( IP = 203.172.117.116 : : )


  สลักธรรม 2

ครั้งนั้นมหานฬกาลเทวบุตร
ก็จุติลงมาเกิดเป็นสมเด็จบรมจักรพรรตราธิราช
ทรงพระนามว่าพระยาสังขจักร์
เสวยศิริราชสมบัติในเกตุมมะดีมหานคร

ในท่ามกลางเมืองนั้น
มีปรางค์ปราสาททองอันแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ
ผุดขึ้นมาแต่มหาคงคา ลอยมายังนภาดลอากาศเวหา
มาตั้งอยู่ในท่ามกลางพระนคร



ปรางค์ปราสาทนี้ แต่กาลก่อนเป็นปรางปราสาทแห่งสมเด็จพระเจ้ามหาปะนาท
ครั้นสิ้นบุญพระเจ้ามหาปะนาทแล้ว ปรางค์ปราสาทนั้นก็จมลงไปในคงคา


เมื่อสมเด็จบรมจักร์จอมทวีปผู้ทรงพระนามว่า พระยาสังขจักร์
ได้เสวยราชสมบัติในเกตุมมะดีนั้น
ปรางค์ปราสาทก็ผุดขึ้นมาแต่มหาคงคา ด้วยอานุภาพแห่งบรมจักร์
ประดับไปด้วยหมู่พระสนมแสนสาวสุรางค์ทั้งหลาย
ประมาณ ๘ หมื่น ๔ พันพระองค์ มีพระราชโอรสประมาณพันองค์

พระราชโอรสผู้ใหญ่นั้น ทรงพระนามว่าอชิตราชกุมาร
เจ้าอชิตราชกุมารนั้น เป็นปรินายกแก้ว แห่งสมเด็จพระราชบิดา
ผู้เป็นพระยาบรมสังขจักร์อันบริบูรณ์ไปด้วยแก้ว ๗ ประการ
คือจักร์แก้ว ๑ นางแก้ว ๑ แก้วมณีโชติ ๑ ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ คฤหบดีแก้ว ๑ ปรินายกแก้ว ๑
อันสมบัติบรมจักร์นั้นย่อมมีทุกสิ่งทุกประการ
เป็นที่เกษมสานต์ยิ่งนักเหลือที่จะพรรณนาในกาลนั้น ฯ


โดย [6 ส.ค. 2547 , 00:13:51 น.] ( IP = 203.172.117.116 : : )


  สลักธรรม 3

ฝ่ายว่า มหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าสังขจักร์นั้น
เป็นมหาพราหมณ์ประกอบไปด้วยอิสสริยะยศเป็นอันมาก
หาผู้เปรียบเสมอมิได้ มีนามชื่อว่าสุตพราหมณ์
นางพราหมณีผู้เป็นภรรยานั้นมีนามว่า นางพราหมณีวดี ฯ



ในกาลนั้น
สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า
รับอาราธนานิมนต์แห่งฝูงเทพดาทั้งหลาย
ก็จุติลงมาจากดุสิตสวรรค์เทวโลก
ลงมาถือเอาปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางพราหมณวดี
ภรรยาแห่งมหาปุโรหิตพราหมณ์ผู้ใหญ่

ในวันบัณณสีอุโบสถ
เพ็ญเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง
พร้อมด้วยอัศจรรย์ทั้งหลาย ๑๒ ประการ


เทพดาพากันกระทำสักการบูชาดังห่าฝนตกลงมาในอากาศ
แล้วมีปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ผุดขึ้นมา
เพื่อจะให้เป็นที่สำราญ แห่งพระบรมโพธสัตว์เจ้า
ปราสาท ๑ ชื่อว่าศิริวัฒนะ
ปราสาท ๑ ชื่อว่าสิทธัตถะ
ปราสาท ๑ ชื่อว่า จันทกะปรางค์

ปราสาททั้ง ๓ นี้เป็นที่จำเริญพระศิริสวัสดิมงคล
ควรจะให้สำเริจประโยชน์ทุกประการ ปรากฏงามดังดวงจันทร์
แล้วหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่น อันหอมมิรู้ขาดเดียระดาษไปด้วยนางนาฏพระสนมประมาณ ๗ แสน

ส่วนสมเด็จพระอัครมเหสีแห่งสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย บรมโพธิสัตว์เจ้านั้น
ทรงพระนามว่า พระจันมุขีเป็นประธานแห่งนางบริวารทั้ง ๗ แสน
มีพระราชโอรสองค์ ๑ ทรงพระนามว่า พราหมณ์วัฒนกุมาร



โดย [6 ส.ค. 2547 , 00:22:26 น.] ( IP = 203.172.117.116 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อพระมหาบุรษผู้ประเสริฐ
ทรงพระสำราญแรมอยู่ในปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ควรแก่ฤดูโดยนิยมดังนี้ ฯ
จนพระองค์มีพระชนม์ได้ ๘ หมื่นปี
แล้วจึงเสด็จขึ้นสู่รสแก้วอันเป็นทิพย์วิมานมีศิริหาเสมอมิได้
เสด็จไปประพาสอุทยานทอดพระเนตรเห็นจตุรนิมิตร์ทั้ง ๔ ประการนี้
เป็นเทวทูตยังธรรมสังเวชให้เกิดขึ้น

ก็มีพระทัยน้อมไปในบรรพชาพิจรณาเห็นเพศสมณะนั้นเป็นอารมณ์

ในขณะนั้นอันว่าปรางค์ปราสาทแก้วซึ่งทรงพระสำราญยับยั้งอยู่นั้น
ก็ลอยไปในอากาศเวหาพร้อมทั้งพระราชโอรส
และหมู่นิกรอนงนางกัลยาทั้งหลายไปกับทั้งปรางค์ปราสาท
ครั้งนั้นเปรียบประดุจดังว่า พระยาสุวรรณหงส์ทองอันบินไปในอากาศเวหา

ฝ่ายฝูงเทพดาทั้งหลายในหมื่อนจักรวาล ก็ชวนกันถือเครื่องสักการะบูชา
เหาะตามมากระทำสักการะบูชาในอากาศเวหาแน่นเนื่องกันมาเป็นอเนกอสงไขย
ทั้งท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลาย ๘ หมื่อน ๔ พันพระนครก็ดี
และชาวนิคมประจันตประเทศชนบททั้งหลายก็ดี



ได้ชวนกันมากระทำการบูชาด้วยดอกไม้
และของหอมมีประการต่าง ๆ
เต็มเดียระดาษกลาดเกลื่อนไปทั้งชมพูทวีป
เหล่าพวกอสูรทั้งหลาย ก็เข้าแวดล้อมพิทักษ์รักษาปรางค์ปราสาท ฯ
ฝ่ายพระยานาคราชนั้น กระทำการบูชาด้วยแก้วมณี
พระยาสุวรรณราชปักษี กระทำสักการบูชาด้วยแก้ว อันเป็นเครื่องประดับตน
พระยาคนธรรมทั้งหลายนั้น กระทำการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ดุริยางค์ฟ้อนรำมีประการต่าง ๆ ฯ


โดย [6 ส.ค. 2547 , 00:22:55 น.] ( IP = 203.172.117.116 : : )


  สลักธรรม 5



ปางเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์
เจ้าเสด็จออกบรรพชานั้น
ฝูงเทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์
และมนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ ทั้งหลาย

กระทำสักการบูชาทั้งพระยาบรมจักรพรรตราธิราชเจ้าผู้ประเสริฐ
และพร้อมด้วยเหล่านางสนมนางในนับมิได้
และโยธาหาญหมู่จตุรงค์องค์ที่พยุหะเสนาอเนกนับมิได้
เสด็จไปที่ใกล้แห่งสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์



ครั้งนั้นมหาชนทั้งหลายทั้งปวง
มีความปรารถนาจะทรงบรรพชาแล้วก็ลอยไปในอากาศ
กับด้วยพระบรมโพธิสัตว์เจ้าด้วยเดชานุภาพแห่งบรมจักร์

และอนุภาพแห่งพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์นั้น
ครั้นเสด็จถึงควงไม้ พระศรีรัตนมหาโพธิ คือไม้กากะทิงแล้ว
ปรางค์ปราสาทแก้วก็เลื่อนลอยลงจากอากาศใกล้ในที่ปริมณฑลไม้มหาโพธินั้น

ฝ่ายเท้ามหาพราหมก็เชิญซึ่งพานผ้ากาสาวะพัตร์ กับเครื่องบริกขารทั้ง ๘
น้อมเข้าไปถวายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์แล้ว
พระองค์จึงชักเอาพระแสงดาบแก้วตัดพระเกศเกล้าให้ขาด แล้วโยนขึ้นไปในอากาศเวหา
ก็ถือเครื่องบริกขารทั้ง ๘ ประการ ทรงเพศบรรพชาเสร็จแล้ว

โดย [6 ส.ค. 2547 , 00:35:30 น.] ( IP = 203.172.117.116 : : )


  สลักธรรม 6

ส่วนว่าบริวารทั้งหลายทั้งปวงนั้น
ก็ชวนกันบรรพชาบวชตามสมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก

ฝ่ายพระมหาบุรุษราช องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้านั้น
กระทำความเพียรอยู่ที่ใกล้พระมหาโพธิสิ้นประมาณเจ็ดวัน

ในเมื่อ เวลาเย็นพระองค์ก็เสด็จเข้าไปสู่ควงไม้พระมหาโพธิ
ขึ้นทรงนั่งเหนือรัตนอปราชิตบัลลังก์พระที่นั่งแก้ว
แล้วทรงพระคำนึงระลึกถึงบุพพชาติของพระองค์ด้วยปุพเพวาสญาณ
ทรงเห็นโดยลำดับกันประจักแจ้งในปฐมมยาม ฯ

ครั้นล่วงเข้ามัชฌิมยามทรงเห็นซึ่งจุติปฏิสนธิ
แห่งสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพย์จักษุฌาน ฯ

ครั้นล่วงไปในปัจฉิมมยามที่สุดนั้น
พระองค์พิจารณาซึ่ง ปัจจัยการ อันประกอบไปด้วยองค์ ๒ ประการ
ตามกระแสพระปฏิจสมุปบาทธรรม ด้วยสามารถอนุโลมตรัสรู้ตลอดกัน




ในลำดับนั้นก็ได้สำเร็จแก่พระปรมาสัมโพธิญาณ
ทรงพระนามว่า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอาทิ
ปรากฏเป็นพระพุทธคุณทั่วโลกธาตุ
เห็นพระนิพพานอันมิได้รู้แก่รู้ตายเป็นธรรมาภิสมัย
ให้บังเกิดแก่ฝูงเทพดาและมนุษย์ทั้งได้ตรัสรู้มรรคและผลหาประมาณมิได้ ฯ



โดย [6 ส.ค. 2547 , 00:36:03 น.] ( IP = 203.172.117.116 : : )


  สลักธรรม 7



และองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าผู้ทรงพระภาคมีประเภทเป็นอันงามนั้น
พระองค์มีพระกายสูงได้ ๘๘ ศอก
พระองค์ใหญ่กว้างได้ ๒๕ ศอก
ตั้งแต่ฝ่าพระบาทถึงพระชานุมณฑลเข่ามีประมาณ ๒๒ ศอก
ตั้งแต่ฝ่าพระบาทถึงพระชามุณฑลขึ้นไปถึงพระนาภีประมาณ ๒๒ ศอก
ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไปถึงพระรากขวัญทั้ง ๒ ประมาณ ๒๒ ศอก
ตั้งแต่พระรากขวัญขึ้นไปถึงพระเศียรเกล้าที่สุด ยอดพระอุณหิตเปลวพระพุทธรัศมีนั้น
ประมาณ ๒๒ ศอก เสมอกันทั้ง ๔ ส่วน
พระรากขวัญทั้ง ๒ แต่ละอันนั้นยาวได้ ศอก
อันว่าพระหัตถ์ทั้ง ๒ ซ้ายขวานั้น ยาวได้ ๔๐ ศอก



ในระหว่างภายในแห่งพระพาหาทั้ง ๒ ซ้ายขวานั้นมีประมาณ ๒๕ ศอก
พระอังคุลีแต่ละอันยาวได้ ศอก
ฝ่าพระหัตถ์แต่ละข้างกว้างได้ ศอก
พระศอโดยกลมรอบมีประมาณ ศอก โดยยาวก็ ศอก
พระโอษฐ์เบื้องบนเบื้องล่างกว้าง ๑๐ ศอกเสมอกันเป็นอันดี
พระชิวหาอยู่ภายในพระโอษฐ์ยาว ๑๐ ศอก
พระนาสิกสูงยาวลงมาได้ ศอก
ดวงพระเนตรทั้ง ๒ โดยกว้าง ศอก
แววพระเนตรทั้ง ๒ ที่ดำกลมเป็นปริมณฑลอยู่นั้น มีประมาณ ศอก
พระขนงแต่ละข้างยาวได้ ศอก

ในระหว่างพระขนงทั้ง ๒ กว้างได้ ศอก
พระกรรณทั้ง ๒ แต่ละข้างยาวได้ ศอก
ดวงพระพักตรนั้นเป็นปริณฑล กลมดังดวงพระจันทร์เมื่อวันเพ็ญมีประมาณกลมได้ ๒๕ ศอก
พระอุณหิตที่เวียนเป็นทักขิณาวัฏฏ์รอบพระเศียรเป็นเปลวพระพุทธรัศมีขึ้นไปนั้น โดยกลมรอบได้ ๒๕ ศอก ฯ




(ยังมีต่อครับ)

โดย พี่เณร... [6 ส.ค. 2547 , 00:36:32 น.] ( IP = 203.172.117.116 : : )


  สลักธรรม 8

มาชื่นชมบุญญาธิการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาล ด้วยความปิติเจ้าค่ะ

ลำดับภาพงดงามแท้

ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ

โดย น้องถ้วยค่ะ [6 ส.ค. 2547 , 01:05:27 น.] ( IP = 202.47.247.146 : : )


  สลักธรรม 9

มาติดตามต่อค่ะ เป็นความปิติใจอย่างยิ่งค่ะ ในพระพุทธประวัติอันงดงามของพระองค์ แม้ว่าจะยังต้องรออีกนานแสนนาน แต่ก็บังเกิดความเย็นใจไปล่วงหน้าก่อนเลยละค่ะ
แม้ว่าขณะนั้นจะไม่สามารถบอกได้ว่าเรานั้นจะเกิดเป็นบุคคลประเภทใดก็ตาม ก็หวังว่าหากมีบุญญาบารมีบ้าง ขอให้มีโอกาสเจอกับพระองค์ต่อหน้าพระพักตร์บ้างค่ะ

โดย น้องอุ๊ [6 ส.ค. 2547 , 20:50:09 น.] ( IP = 203.150.217.114 : : 203.113.39.8 )


  สลักธรรม 10


... อนุโมทนาค่ะ...

โดย น้องฟู [10 ส.ค. 2547 , 08:06:19 น.] ( IP = 202.47.247.146 : : 10.1.64.106 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org