มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สงสัยเรื่องจิตขณะตาย และ ขณะอยู่ในญาณ




ขณะทำสมาธิ หากถึงขั้นอัปนาสมาธิ หรือ ญาณ นั้นดวงจิต รู้สึกแยกจากกาย หรือ อาจคิดว่ากายไม่มี แต่ในความเป็นจริง กายยังอยู่ สมองยังทำงาน ระบบเลือดและการหายใจยังมีอยู่ แต่จิตอาจไม่รู้สึก ดังนั้นเมื่อถอนจากสมาธิ จิตจึงรวมกับกายใหม่ และยังไม่ตายจริง แต่หากคนตายจริง ๆ ระบบสมองและร่างกายตายไปจริง ๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า จิตจะไม่ตายไปพร้อมกับสมองไปด้วยครับ เพราะหากเราปฏิบัติธรรมมาตลอดชีวิต และ เวลาตายจริง ๆ ก็สูญไปเลย ก็จะไม่สูญเปล่าหรือครับ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสติที่รับรู้ว่า เป็นจิต ขณะนั่งสมาธิ จะไม่เป็นปรากฏการณ์ปกติของสมองของเราเองที่สร้างให้เป็นอย่างนั้น โดยเราไปเข้าใจผิดเองว่าเป็น จิต ที่จะไม่ตายครับ
ผมสงสัยด้วยความจริงใจนะครับ และก็ศรัทธาในการปฏิบัติด้วยครับ แต่ยังมีความลังเลสงสัยอยู่ครับ จะทำอย่างไรให้สิ้นสงสัยครับ
ขอบคุณครับ

โดย นิมิตร [15 ส.ค. 2547 , 19:17:51 น.] ( IP = 203.107.159.135 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เมื่อว่าโดยสภาวธรรมตามคงวามเป็นจริงแล้ว
ชีวตนั้นประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ ร่างกาย และจิตใจ

ร่างกายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสมอง หรือส่วนใดก็ตาม
เรียกว่ารูป เป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถรู้อารมณ์ได้ (อนารัมมณัง)
จิตใจได้แก่ จิต เจตสิก เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ (อารัมมณัง)

รูปและนามมาประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน และเพราะไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
มีโมหอวิชชาความโง่ปิดบัง จึงเห็นว่าเป็นตัวตน คนสัตว์

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ซึ่งมีเจตสิกปรุงแต่งมากมายทำให้ระดับอำนาจการรู้ของจิตแตกต่างกันไป

ผู้ที่ทำสมาธิ นั้นจิตจะกำหนดจดจ่ออยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่เป็นบัญญัติ
ต่างกับผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาที่มีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ คือรูป-นาม

การทำสมาธิหรือสมถกรรมฐาน จะเริ่มจากการบริกรรมจนได้บริกรรมนิมิต
เมื่อกระทำต่อไป อำนาจสมาธิมากขึ้น ก็จะได้อุคคหนิมิต

เมื่อผู้ปฏิบัติเพียรต่อไปไม่หยุดหย่อนก็จะได้ปฏิภาคนิมิต แสดงว่าใกล้ฌานแล้ว
ผู้นั้นจะมีจิตใจเยือกเย็น มีความสุขอย่างมาก ไม่มีความสุขทางโลกอันใดจะเทียบได้

ผู้ที่ได้ปฏิภาคนิมิตแล้วจะไม่ชอบพูดคุยกับใคร ไม่ชอบเที่ยวสนุก จะมีแต่ความเยือกเย็น สงบมากๆๆ

ผู้ที่ได้ปฏิภาคนิมิตแล้ว ผู้นั้นจะมีสมาธิก้าวมาถึงขั้นอะไร
ขั้นต้น ขณิกสมาธิ สมาธิเป็นขณะ มีการบริกรรมภาวนา
ต่อมาเรียกว่าอุปจารสมาธิ สมาธิแก่กล้าขึ้น เกิดอุคคหนิมิต
จนได้ปฏิภาคนิมิต ก็ยังคงเป็นอุปจารสมาธิ มีสมาธิแนบแน่นแต่ยังไม่ถึงอัปปนาสมาธิ ที่เรียกว่าได้ฌานนะคะ (ไม่ใช่ญาณซึ่งหมายถึงปัญญาค่ะ)

เมื่อฌานจิตเกิดขึ้น จะรวดเร็วมาก
เพราะจิตเกิดดับเร็วมาก ลัดนิ้วมือ จิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ

เรียนรู้เท่านี้ก่อนนะคะ แล้วนำไปพิจารณากับสิ่งสงสัย
หรือรอครูอาจารย์ท่านอื่นเข้ามาช่วยตอบค่ะ

โดย พี่ดา [16 ส.ค. 2547 , 12:15:03 น.] ( IP = 203.118.80.195 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบคุณคุณ "พี่ดา" ครับ แต่ประเด็นที่ผมยังสงสัยคือกาย (สมอง) เป็นรูปที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ และ จิตใจ ( จิต เจตสิก ) เป็นธรรมชาติที่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ ในทางศาสนาพุทธ แบ่ง 2 ส่วนนี้เป็นรูปกับนาม แยกกัน เป็นหลักการ แต่ผมยังสงสัยว่าจริง ๆ แล้ว รูปกับนาม นี้แยกกันจริง ๆ หรือ ผมพยายามจะทำให้มีความเชื่อตามหลักการนี้ แต่เมื่อปฏิบัติก็ยังมีความลังเลสงสัยอยู่ในจิตใจอยู่ดี ทำให้กลัวว่าจะปฏิบัติแล้วได้ผลไม่ดีนัก จะแก้ไขได้อย่างไรให้สิ้นสงสัยครับ ถ้าจะแนะนำว่า จะต้องปฏิบัติให้ได้ก่อนแล้วจะรู้เอง ผมก็ไม่ทราบว่าผมจะมีวาสนาจะมีสมาธิถึงขั้นนั้นหรือเปล่า คงต้องขอรบกวนคุณ "พี่ดา" หรืออาจารย์ผู้รู้ท่านใดท่านหนึ่งที่จะกรุณาด้วยครับ ผมเคยคิดว่าถ้าจะสามารถพิสูจน์เรื่องการเกิดใหม่ และ การระลึกชาติ ได้อย่างเป็นรูปธรรมตามวิธีทางวิทยาศาสตร์อาจจะช่วยได้บ้าง
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดีครับ
ขอบคุณครับ
นิมิตร

โดย นิมิตร [16 ส.ค. 2547 , 19:42:23 น.] ( IP = 203.107.159.166 : : )


  สลักธรรม 3

รูปกับนามมีลักษณะเฉพาะของตน ที่ไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะมีสภาวธรรมต่างกัน แต่ก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน แยกกันอยู่ตามลำพังตนเองไม่ได้(เฉพาะในภูมิที่มีขันธ์ 5) และไม่ควรหาทางแยกกันเป็นเอกเทศด้วย เพราะไม่ใช่ประโยชน์แท้

เพียงแต่จำเป็นต้องศึกษาถึงลักษณะเฉพาะของรูป และลักษณะเฉพาะของนามว่าเป็นอย่างไร โดยใช้ร่างกายเราเองนั่นแหละเป็นตัวพิสูจน์ พิจารณาว่าในตัวเรามีลักษณะที่ต่างกันอยู่ 5 ลักษณะนี้หรือไม่ เมื่อยอมรับในความต่างที่ต้องอยู่ร่วมในที่เดียวกันเหล่านี้ ก็เป็นการแยกรูปกับนามออกโดยปริยายแล้ว (นอกจากว่าคนนั้นจะปฏิเสธ ไม่ยอมรับรู้เอง)

ลักษณะที่ต่างกัน 5 อย่างในตัวเรานี้คือ ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูป ได้แก่ รูปปรมัตถ์ 28 ที่ประกอบกันเป็นอวัยวะใหญ่น้อยทั้งหมด ไม่เฉพาะสมองเท่านั้น แต่รวมถึงเซลล์เนื้อเยื่อทุกอณูทั้งที่มองเห็น และมองไม่เห็น เช่นในระดับนิวเคลียส เป็นต้น

รูปเป็นที่ตั้งให้นาม 4 อย่างอาศัยเกิด รูปเป็นส่วนที่แสดงพฤติกรรมได้ตามที่นามสั่งเท่านั้น รูปที่ปราศจากนามควบคุม ย่อมไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตอบสนองใด ๆ ได้ เช่น คนที่เพิ่งตาย (มีแต่รูป ไม่มีนามแล้ว) เอามีดมากรีด ก็ไม่รู้สึกเจ็บหรือสบัดหนี

เวทนา คือ ความรู้สึก เป็นนาม จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการกระทบสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แสงสี เสียง กลิ่น รส สัมผัส นึกคิด

สัญญา เป็นนาม คือ ความจำเครื่องหมายใด ๆ ที่เคยกำหนดขึ้นได้

สังขาร เป็นนาม คือ ความนึกคิดตีความ แล้วให้ความหมายออกมา

วิญญาณ เป็นนาม คือ ตัวรู้ว่าเป็นอารมณ์(สิ่งเร้า)ประเภทไหน แล้วสั่งการให้รูปตอบสนองสิ่งเร้านั้น

นามธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการกระทบอารมณ์(สิ่งเร้า) ที่เข้ากันได้ การประสานงานจึงเกิดขึ้น เช่นคลื่นเสียงจะเข้ากับประสาทหูได้ การได้ยินจึงเกิดขึ้น คลื่นเสียงจะเข้ากับประสาทตาไม่ได้

โดย [17 ส.ค. 2547 , 04:50:11 น.] ( IP = 203.118.70.10 : : )


  สลักธรรม 4

ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของรูปคือ เสื่อมลงเป็นนิจ เสื่อมแล้วเสื่อมเลย กลับเป็นเด็กอีกไม่ได้ อาจดูเหมือนชลอความเสื่อมได้ แต่ในที่สุดก็ต้องตาย สมองก็เป็นรูป ตายแล้วตายเลย ซ่อมไม่ได้ เนื้อสมองไม่เก็บความรู้สึก ความจำ หรือความนึกคิด ไม่รู้อารมณ์ นั่นเป็นหน้าที่ของจิตกับเจตสิก ซึ่งเกิดดับเร็วกว่ารูปมากมายหลายเท่านัก

ความที่เกิดได้มากขณะนี้จึงทำให้จิตมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือ การสั่งสมนิสัย จนเป็นความคุ้นเคย เป็นขันธสันดาน ให้กลายเป็นแบบแผนการตอบสนองสิ่งเร้าที่คล้ายกัน ในแบบเดียวกัน

จะสังเกตได้ว่าบ่อยครั้ง ที่เรารู้สึกฉุนเฉียวอารมณ์เสียกับการจราจรคับคั่ง บริภาษคำต่าง ๆ อย่างลืมตัว หรือคนที่ติดบุหรี่ ติดเหล้า ทั้งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย ที่จริงแล้วเขาติดความรู้สึกว่าดีขณะเสพสิ่งเหล่านั้นมากกว่า มีน้อยมากที่เราจะคิดใหม่ ทำใหม่ ยิ่งคิดจะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำด้วยแล้ว ยิ่งไม่เคยอยู่ในความคิดเลยด้วยซ้ำ แต่อนุมานเอาเองว่าสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้

คำว่าตายจะใช้กับรูปธรรม ไม่ใช้กับนาม สำหรับนามธรรม จะใช้คำว่าดับมากกว่า

เปรียบได้กับการทำงานของสวิทช์ไฟ กับหลอดไฟ เมื่อเรากดสวิทช์ กระแสไฟฟ้าจะวิ่งไปตามสายไปจนถึงหลอดไฟ ทำให้ไฟติด ความสว่างก็เกิดขึ้น

ถามว่าความสว่างอาศัยอยู่ที่ไหน ที่สวิทช์ไฟ ที่สายไฟ หรือที่หลอดไฟ

และเมื่อปิดสวิทช์ไฟ ทำให้ไฟดับ ความมืดมาแทนที่ ถามว่าความสว่างหายไปหลบอยู่ที่ใด

เราหาที่อยู่ของความสว่างกับความมืดไม่ได้ฉันใด การเกิด-ดับของนามธรรมก็เช่นกัน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็เกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุปัจจัย สภาพนั้นก็ดับไป

โดย [17 ส.ค. 2547 , 04:56:45 น.] ( IP = 203.118.70.10 : : )


  สลักธรรม 5

ความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับจิตก็เช่นเดียวกับสวิทช์ไฟที่กล่าวมา เนื้อสมองที่ยังดี ประกอบกับระบบประสาท ระบบไหลเวียนที่ยังดี ยังไม่เกิดความเสียหาย จึงจะเป็นที่ให้จิตอาศัยทำงาน เพื่อรักษาชีวิตให้ดำรงอยู่ได้ ทุกระบบต้องทำงานร่วมกัน ไม่เฉพาะเนื้อสมองเท่านั้น

แม้เนื้อสมองดีอยู่ แต่ระบบประสาทส่วนปลายไม่ดี ถูกตัดขาด หรือถูกขัดขวางไหลเวียนไม่สะดวก มีผลถึงการแสดงออกที่เปลี่ยนไปด้วย เช่น อัมพฤก อัมพาต เป็นต้น เป็นเพราะรูปไม่สามารถรับคำสั่งได้เต็มเต็มที่

หรือถ้าเนื้อสมองถูกทำลาย แม้ระบบประสาทส่วนอื่น และระบบไหลเวียนยังดี จิตก็ประสานงานกับรูปไม่เต็มที่เช่นกัน มีผลกระทบต่อการแสดงออกด้วย เช่น อาการโคม่า เป็นต้น

หากไม่มีรูป จิตก็ไม่มีที่แสดงออก จิตก็ไม่รู้จะไปรักษาชีวิตเพื่ออะไร

แม้จิตจะแสดงพฤติกรรมเองไม่ได้ แต่แสดงผ่านรูปได้ จิตจะแยกจากรูปไปท่องเที่ยวลำพังไม่ได้เลย แม้จะมีสมาธิดีระดับไหนก็ตาม

คำว่าท่องเที่ยว เป็นเพียงการอธิบายความรู้สึก เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมของจิตในลักษณะของรูป ซึ่งผิดจากสภาวธรรมของจิต และชวนให้เกิดความสงสัยอยู่มาก

ทางที่ดีคือการหมั่นฟัง คิด ถาม และศึกษาสภาวธรรมจากท่านผู้รู้ ลองปฏิบัติด้วย เมื่อยอมรับแล้วก็ตัดความสงสัยออกบ้าง ไม่ใช่เก็บมาสงสัยอีกจนลืมความสำคัญของการปฏิบัติไป


โดย [17 ส.ค. 2547 , 05:09:39 น.] ( IP = 203.118.70.10 : : )


  สลักธรรม 6


สวัสดีค่ะคุณนิมิตร
และขอขอบคุณ..คุณ นะคะที่ช่วยตอบได้ชัดเจน

ขอเพิ่มอีกนิดนะคะ
การที่จะเข้าถึงความจริงแท้ของนามและรูปนั้น ซึ่งได้แก่ปัญญาที่เห็นเป็นนาม และเป็นรูป เป็นคนละส่วนกันนั้น แบ่งออกได้เป็น ๓ นัย คือ

๑. การเห็นนามและรูปตามนัยของปริยัติ
ซึ่งหมายถึงการศึกษาเล่าเรียน การฟัง การคิดพิจารณาว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป
มิใช่เป็นเป็นคนสัตว์สิ่งของ

๒. การเห็นรูปนามตามนัยปฏิบัติ
หมายถึงผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนาที่มีความเข้าใจเรื่องรูปนามตามที่ศึกษาเล่าเรียนหรือได้คิดพิจารณาแล้ว
เช่นกำหนดพิจารณารูปเดิน ก็พิจารณาถูกต้อง
ไม่ใช่ท่องเอาในใจว่า เดินๆ ซ้ายย่าง ขวาย่าง

และกำหนดไม่ผิดที่ เพราะไม่ได้ดูที่เท้า หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้า การดูดังกล่าวนี้เป็นรูปที่ผู้กำหนดพิจารณาไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผล หรือโยนิโสมนสิการไม่ถูกต้อง ทั้งยังทำลายกิเลสตัณหาไม่ได้
เพราะเรามิได้หลงเข้าใจผิดที่ตรงนั้น

ผู้ดูที่ถูกต้องต้องกำหนดลงที่อาการเดิน ความรู้สึกในอาการที่เคลื่อนไปเพื่อทำลายคงามหลงเข้าใจผิดว่า" เราเดิน"
ซึ่งตามความเป็นจริง หาได้มีเราไม่ การเดินเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลายประการ เมื่อผู้ปฏิบัติเข้าใจ และโยนิโสมนสิการได้ถูกต้อง พร้อมทั้งมีสติ และปัญญาเข้าประกอบ ก็จะเห็น รูปคืออาการเดินนั้น และรู้ว่านามคือจิตสั่งให้เดิน

๓. การเห็นรูปนามตามนัยของวิปัสสนา
การปฏิบัตินั้นมีความประณีต จิตละอียดพอจึงมีความสามารถเห็นรูปนาม ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณปัญญาที่ ๑ แยกรูปกับนามให้ออกจากกันเป็นคนละส่วนไม่ปะปนกัน

ก็ขอสรุปแบบข้างบนนะคะว่า..ทางที่ดีคือการหมั่นฟัง คิด ถาม และศึกษาสภาวธรรม..คือควรศึกษาพระอภิธรรมค่ะ

โดย พี่ดา [17 ส.ค. 2547 , 22:04:16 น.] ( IP = 203.144.143.250 : : 203.118.97.39 )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณคุณพี่ดา และ คุณ,,,,,, (สร้างไอคอนไม่เป็นครับ) ได้แนวคิดเพิ่มขึ้นครับ แต่ยังไม่เคลียร์เต็มที่ครับ แต่วันนี้ผมมีโอกาส ไปทำบุญ แล้วในสนธนากับภิกษุรูปหนึ่งครับ แนะนำว่า ที่สงสัยว่าจะปฎิบัติแล้วจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือ ไม่เป็นตามที่คิดนั้น บางครั้ง ความสงสัยต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะเรากลัวว่าจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด หรือ หวังไว้ เราไม่ควรหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ความลังเลสงสัยจะลดลง แล้วจะสามารถปฏิบัติได้ผลมากขึ้น ขอให้ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องหวังว่าขณะเราตายจริง ๆ นั้นดวงจิตเราจะสลายไปหรือไม่ แล้วเราจะรู้ได้เอง โดยไม่ต้องกังวล สงสัยไปล่วงหน้า ถ้ามัวแต่ไปสงสัยก่อนก็จะไม่ได้คำตอบ เพราะคำถามอย่างนี้ ต้องปฏิบัติเอง รู้เอง เมื่อรู้แล้วไปบอกใคร ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าคนอื่นจะเชื่อเราหรือไม่ ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นครับ
อย่างไรก็ตาม ก็ขอขอบคุณสำหรับน้ำใจที่กรุณาแสดงความคิดเห็นมานะครับ
ขอบคุณครับ

โดย นิมิตร [22 ส.ค. 2547 , 13:16:39 น.] ( IP = 203.107.159.158 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org