มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รูป นาม เมื่อตาย




คนเราและสิ่งต่างๆ ประกอบด้วยรูปคือกาย และนามซึ่งมี วิญญาญ สังขาร เวทนา สัญญา แล้วคนที่ตายไปแล้วนี่เหลืออะไรบ้าง

ขอขอบคุณท่านที่กรุณาตอบด้วยครับ

โดย เริงธรรม [18 ส.ค. 2547 , 08:03:10 น.] ( IP = 202.133.176.191 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 21

สวัสดีครับคุณพี่ดา .
          ก่อนอื่นผมขอเรียนก่อนนะครับว่า ผมรู้สึกว่าธรรมเป็นเรื่องยากมาก โอกาสที่แสดงแล้วผิดพลาดมีสูงมาก เพราะธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่ง “ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต” .
          ด้วยเหตุนี้เมื่อเจอคำถามแล้ว ผมจะถามตัวเองก่อนเพื่อนเลยว่า “ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่าอย่างไร” อันหมายถึงว่าจะค้นหาคำตอบในคัมภีร์หลักของเถรวาทได้ไหม ( คงจะไม่เถรตรงถึงขนาดว่าต้องเอาเฉพาะพุทธพจน์ที่ตรัสโดยตรง ) .
          ดังนั้น ต่อคำถามที่ถามว่า “คนที่ตายไปแล้วนี่เหลืออะไรบ้าง” ก็เป็นอันละในฐานะที่เข้าใจกันว่า คำถามเต็มคือ “พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่ตายไปแล้วนี่เหลืออะไรบ้าง” .
          คำถามของพี่ดานั้นผมขอเรียนตอบดังนี้ครับ
.
๑. คำถามที่ตั้งมานั้นเป็นอย่างไร .
          เป็น ๒ อย่างครับคือ .
๑.๑ หาคำตอบยาก .
          คือไม่รู้จะหาคำตอบได้ในคัมภีร์ไหน ไม่รู้ว่ามีคำตอบนี้ในคัมภีร์หรือเปล่า .

โดย แววตะวัน [26 ส.ค. 2547 , 19:34:22 น.] ( IP = 203.150.217.117 : : 203.113.37.6 )


  สลักธรรม 22

๑.๒ เมื่อตอบแล้วก็ยังรู้สึกขัดๆอยู่ .
          คือถ้าตอบว่า “คนที่ตายไปแล้วเหลือ “X” อยู่” ก็ไม่รู้ว่าจะขัดกันหรือเปล่ากับคัมภีร์อรรถกถาที่เขียนไว้ว่า .
          “เพราะนามรูปในภพก่อนดับไม่เหลือ (อเสสํ นิรุทฺธํ ). ในภพนี้นามรูปอื่นเกิด.” ( อรรถกถา เล่ม ๖๘ หน้า ๑๐๐๒ ) .
          และถ้าตอบว่า “คนที่ตายไปแล้วไม่เหลืออะไรเลย” ก็จะเกิดข้อสงสัยตามมาว่าจะขัดกันหรือเปล่ากับพระไตรปิฎกที่เขียนไว้ว่า .
          “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออัฏฐิกสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว พึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความยึดถือเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี” ( พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ ข้อ ๖๔๒ ) .

          “ด้วยบาปกรรมนั้นนั่นแหละดิฉันต้องหมกไหม้อยู่ในนรก ด้วยกรรมที่ยังเหลืออยู่นั้น ดิฉันเกิดในสกุลหญิงแพศยา” ( พระไตรปิฎก เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๗๗ ) .

          อีกอย่างหนึ่งครับ คำว่า “ตายไปแล้วไม่เหลืออะไรเลย” มีความหมายเดียวกันกับ “ดับไม่เหลือ” หรือเปล่า .
          ถ้ามีความหมายเดียวกัน ก็จะเกิดข้อสงสัยตามมาอีกว่า .
          คำว่า “ดับไม่เหลือ” ใช้เฉพาะพระอรหันต์ที่นิพพานแล้วไม่ใช่หรือ? .

          คือคำถามนี้ชวนให้เวียนหัวครับ ผมจึงเกิดข้อสงสัยว่า “หรือจะตั้งคำถามไม่ถูก จึงชวนให้เวียนหัว” .

โดย แววตะวัน [26 ส.ค. 2547 , 19:36:09 น.] ( IP = 203.150.217.117 : : 203.113.37.6 )


  สลักธรรม 23

          เท่าที่ผมค้นดูมีคำถามหนึ่งที่ใกล้เคียงกับคำถามนี้คือ.
          "นามและรูปดับไปไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด" ( พระไตรปิฎกเล่ม ๓๐ ข้อ ๘๕ ) .
          ซี่งพระพุทธองค์ตรัสตอบว่า .

          “นามรูปนั้นก็ดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ.”( พระไตรปิฎก เล่ม ๓๐ ข้อ ๘๕ ) .
          อธิบายว่า .
          ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในสงสารมีส่วนเบื้องต้น และที่สุดอันรู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗ .
          ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ. .

          ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในภพ ๕ เว้นภพ ๒ .
          ธรรมเหล่านั้น ย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยสกทาคามิมรรคญาณ. .

          ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ เว้นภพ .
          ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยอนาคามิมรรคญาณ. .

โดย แววตะวัน [26 ส.ค. 2547 , 19:37:45 น.] ( IP = 203.150.217.117 : : 203.113.37.6 )


  สลักธรรม 24

          ธรรมเหล่าใด คือนามและรูป พึงเกิดขึ้น .
          ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยอรหัตมรรคญาณ.
.

          เมื่อพระอรหันต์ปรินิพานด้วยปรินิพพานธาตุอันเป็นอนุปาทิเสส ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญา สติ และ นามรูป ย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณดวงก่อน .
          เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นามรูปนั้นย่อมดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ. ( พระไตรปิฎก เล่ม ๓๐ ข้อ ๘๙ ) .

๒. นอกวงของปัจจัยเป็นอย่างไร .
          คำถามที่อยู่ในวงของปัจจัย คือคำถามที่ลากเข้ามาในคำถามหลักได้ คำถามหลักคือ “เหตุปัจจัยอะไรหนอ ที่เป็นเครื่องให้ธรรมนี้” .
          ทีนี้คำถามว่า ““คนที่ตายไปแล้วนี่เหลืออะไรบ้าง” ดูแล้วลากเข้าหาคำถามหลักนี้ได้ยากมาก .
          ผมจึงคิดว่าคำถามนี้น่าจะอยู่นอกวงของปัจจัย .

โดย แววตะวัน [26 ส.ค. 2547 , 19:39:52 น.] ( IP = 203.150.217.117 : : 203.113.37.6 )


  สลักธรรม 25

          อีกอย่างหนึ่งครับ นอกวงปัจจัยยังหมายถึงว่าติดในสมมุติบัญญัติ .
          คือมองว่ามีตัวเราที่อยู่ต่างหากจากสิ่งอื่น และมองว่าสิ่งทั้งปวงคือสิ่งต่างๆยกเว้นตัวเรา อันนี้เป็นการมองที่อยู่นอกวงปัจจัย การมองที่อยู่ในวงของปัจจัยคือมองว่า "สิ่งทั้งปวง ….คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ" .
          ดังนั้นคำถามที่ขึ้นต้นว่า "คนเราและสิ่งต่างๆ" จึงน่าจะอยู่นอกวงของปัจจัยครับ .

          การมองในวงของปัจจัยคือการมองว่าธรรมทั้งปวงเป็นสังขาร ( ยกเว้นนิพพาน ) คือสภาพที่ปรุงแต่ง เมื่อมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อมธรรมนั้นก็ปรากฏขึ้น ( สมมุติเรียกกันว่าเกิด ) ทั้งนี้มิได้หมายความว่ามีธรรมนั้นจริงๆที่เกิดขึ้น เมื่อขาดเหตุปัจจัยธรรมก็ไม่ปรากฏ ( สมมุติเรียกกันว่าตาย ) ทั้งนี้มิได้หมายความว่ามีธรรมนั้นจริงๆที่ตายไป .
          ทีนี้คำว่า "คนที่ตายไปแล้ว" ที่มีอยู่ในคำถามนั้น ดูแล้วเหมือนกับว่าเดิมมีสิ่งใดอยู่แล้วสิ่งนั้นหายไป มากกว่าจะมองถึงการขาดเหตุปัจจัยที่ประชุมกันอยู่ .
          และคำว่า " เหลืออะไรบ้าง " ดูแล้วเหมือนกับว่ามีสิ่งใดที่เป็นตัวของมันเองที่คงอยู่ มากกว่าที่จะมองว่ามีการประชุมกันของเหตุปัจจัย .
          โดยลักษณะนี้ผมจึงมองว่าคำถามนี้น่าจะอยู่นอกวงของปัจจัยครับ .

โดย แววตะวัน [26 ส.ค. 2547 , 19:41:47 น.] ( IP = 203.150.217.117 : : 203.113.37.6 )


  สลักธรรม 26

          เพื่อความชัดเจนผมขอยกคำพูดของพระสารีบุตรดังนี้ครับว่า .
          "สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นแลดับไปแล้ว ไม่มีสัตว์ที่จะชื่อว่าดับต่างหาก" ( อรรถกถา เล่ม ๒๗ หน้า ๒๖๔ ) .

          ไม่ทราบว่าทีผมเขียนมานี้มีตอนไหนที่เป็นการกล่าวตู่พุทธพจน์หรือเปล่านะครับ
.
          ถ้าพี่ดาหรือท่านใดเห็นข้อผิดพลาด ช่วยชี้ให้ด้วยครับ .
          ยินดีที่ได้สนทนากับคุณพี่ดาครับ .


โดย แววตะวัน [26 ส.ค. 2547 , 19:43:18 น.] ( IP = 203.150.217.117 : : 203.113.37.6 )
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org