| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ของฝากจากอ้อมน้อย
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแม้จะเจ็บป่วย ก็ไม่ได้พักเลยเพราะมีงานทางกระทู้ธรรมที่ต้องรับผิดชอบอยู่
และได้มีผู้ที่เข้าไปช่วยตอบคำถามบางคำถามที่เกี่ยวกับจุติและปฏิสนธิ คลาดเคลื่อนไปจากความจริงมากมาย
เพราะไม่ได้ศึกษา จึงคาดคะเนเอา นึกเอา และเอาความรู้สึกของตนเองเป็นใหญ่ เมื่อตอบไปแล้ว
นอกจากตนเองจะไม่รู้แล้ว ยังทำให้ผู้อื่นไม่รู้ไปอีกด้วย
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
ซึ่งพี่ดอกแก้วบอกว่าปล่อยไว้ไม่ได้ จึงต้องรวบรวมแรงกายแรงใจตอบงานในกระทู้ธรรมให้ถูกต้องเราทุกท่านมาปฏิบัติชีวิตของเราด้วยสติปัญญา คือมากระทำความดีชนิดวิเศษ
คือมาจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจอุปัฏฐานะ คือสติที่ตั้งมั่น
ความมุ่งมั่นหรือตั้งมั่นที่ดีจะเป็นอุปการะที่ดีต่อชีวิตหรือต่อผู้ที่มีสติ
ฉะนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีสตินั้นสำคัญและเป็นกุศลด้วย
และจะทำอย่างไรเราจึงจะมีโอกาสว่าเป็นผู้ที่มีสติ
ผู้มีสติจะต้องมีเหตุ ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ
ดังนั้นปรมัตถธรรมทั้งหลายก็ไม่เกินเลยไปจากรูปนาม
เราก็อาศัยรูปนามเป็นอารมณ์ เพื่อลื้อสัญญาเพื่อจะละสังโยชน์ ลื้อสัญญาวิปลาสออกไป
สัญญาวิปลาสที่เกิดขึ้นก็คือสุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส อัตตวิปลาส
เมื่อความวิปลาสถูกตัดออกเป็นสมุจเฉทได้
สังโยชน์ที่เคยร้อยรัดให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะก็ขาดสะบั้นลง
ทำอย่างไรจึงจะทำให้เราชื่อว่าเป็นผู้มีสติ
ตรงไหนเป็นเครื่องชี้ชัดว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ
ฉะนั้นเรากำลังเจริญสติปัฏฐาน ต้องอาศัยแนวทางสติปัฏฐานสูตรคือ
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เพราะวิปลาสมี ๔ เราจึงต้องมีสติตั้งมั่นระลึกรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม
กายก็คือรูป เวทนาก็คือนาม จิต ก็คือนาม ธรรมมีทั้งนามและ รูป
ผู้ใดกำหนดรู้อยู่ในกาย หรือรูป ก็เรียกว่าเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เช่นเดียวกัน การเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน กำหนดรู้เวทนา
การ เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน กำหนดรู้ จติ
การเจริญธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน กำหนดรู้ ธรรม
บุคคลนั้นจึงเรียกว่าเป็นผู้มีสติโดย พี่ดา...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2547 , 21:32:01 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.210.228 )
สลักธรรม 2
ดังนั้นผู้ที่หมั่นเพียรระลึกอยู่ในรูป ในนามที่ปรากฏขึ้นตามความเป็นจริงก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสติและทุกอย่างต้องอาศัยการทำบ่อยๆ กำลังก็จะมีมากขึ้น จากน้อยไปสู่มาก
คำว่ามากในโลกนี้ต้องเริ่มต้นจากน้อยก่อน จึงมีมากได้ ฉะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยาก
เราต้องอบรมบ่มความรู้ ทำทิฏฐิให้ตรง
ได้ฟังดังนี้แล้วทำให้มีกำลังมากขึ้นนะคะ
พี่ดอกแก้วย้ำว่า ปริยัติศาสนา จิต ๘๙หรือ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ สัมปโยคนัย สังคหนัย รูปฯ
มีมากมายเรียนไปทำไม ซึ่งพระมหาแสวงเคยตอบว่า เรียนเพื่อปรับทิฏฐิให้ตรง
ทิฏฐิของเราทุกวันนี้ไม่ตรงต่อความเป็นจริง
การศึกษาจึงมาปรับทิฏฐิของเราให้ตรง
ตรงต่อความเป็นจริงว่าสิ่งนั้นๆคืออะไร สิ่งนั้นคือรูป คือนาม
จิตทำงานกันอย่างไร เป็นต้น
ปริยัติศาสนายาก เพราะเรื่องราวมีมาก
ปฏิบัติศานาก็ยาก เพราะ กิเลสไม่อนุญาต และความรู้ไม่เพียงพอที่จะไปดำเนินการงานที่ถูกต้องได้
ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ บุคคลนั้นก็เบื่อ เหมือนเราไม่อยากจะทำอะไรที่จำเจซ้ำซาก
ทั้งๆที่เราต้องเดิน ต้องยืน ต้องนั่ง ต้องนอน ต้องเหยียด ต้องคู้ ต้องก้ม ต้องเงย
เป็นความจำเจ แต่นั่นเป็นความยึดถือความเป็นเราจึงเห็นว่าเรื่องของชีวิตเป็นเรื่องที่น่าศึกษา ให้รู้ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม
และรูปนามเกิดสืบต่อกันตลอดเวลา
และเมื่อมาปฏิบัติก็เอาความรู้ที่เราเรียนมาเช่น นั่งเป็นรูป รู้เป็นนาม แสงเป็นรูป เห็นเป็นนามพอมาปฏิบัติ ก็มาดูให้รู้ว่ากำหนดรูป กำหนดนามตามสภาวธรรม เพื่อให้เห็นว่ารูปและนามนั้นมีอยู่จริงหรือไม่
มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับลงตามเหตุปัจจัยโดย พี่ดา...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2547 , 21:36:12 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.210.228 )
สลักธรรม 3
จะเรียนเท่าไรก็แล้วแต่ ไม่มีทางเกิดนามรูปปริเฉจเฉทญาณได้เลย
นามรูปปริเฉจเฉทญาณจะเกิดโดยอาศัยสติและสัมปชัญญะเท่านั้นเป็นอุปการะธรรม
เมื่อบำเพ็ญความเพียรคือ เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษา
ก็จะเกิดความรู้ความเห็นมากขึ้น เข้าใจถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดรูป เกิดนาม
เข้าใจด้วยตัวของผู้ปฏิบัติเองว่านามและรูปเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน
เรียกว่า ปัจจยปริคหญาณผู้ปฏิบัตินั้นก็จะมีความเพียรต่อ มีอะไรมา มีหน้าที่สังเกตอย่างเดียว และให้รู้จริงๆ
ไม่ว่าอะไรมาปรากฏให้เห็น ก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัว
เรื่องที่น่ากลัวคือเราไปจอดและแวะ
เพราะเป้าหมายของเราคือเรากำลังเดินทางธรรม ก็เพื่อให้สิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด
เพื่อให้เห็นว่าไม่มีอะรในโลกเป็นสิ่งที่น่าข้องแวะเลย ต่อให้ดีอย่างไรก็ไม่ควรข้องแวะ
ดังนั้นเมื่ออะไรมาปรากฏให้เห็น ก็นามเห็นไม่ใช่คนเห็น
เมื่อมีความเพียรอย่างสม่ำเสมอ ความฉลาดแหลมคมก็เกิดขึ้น
ก็จะเห็นความจริงว่ารูปและนามที่เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันนั้น ต่างก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับ
หรือในสัมมสนญาณจะกล่าวได้ว่าเห็นสภาวลักษณะของรูป เห็นสภาวลักษณะของนาม
ผู้ปฏิบัติจะสังเกตเห็นชัดความเกิดของรูป หรือของนาม
ความเกิดดับเหล่านั้นจะประกาศให้ใจของผู้ปฏิบัติเข้าใจว่าสภาวลักษณะได้เกิดขึ้นที่รูป
สภาวลักษณะได้เกิดขึ้นที่นาม ซึ่งเรียกรวมๆว่าไตรลักษณ์
เมื่อถึงตรงนี้ก็เป็นการเริ่มต้นหรือเป็นปัญญาที่ยังไม่คมกล้าพอ
เพราะว่าขณะที่สัมมสนญานเกิดขึ้น สันตติยังไม่ขาด เหมือนเรามองดูภูมิภาคต่างๆในที่สูง
เห็นเป็นบ้าน เป็นน้ำ เป็นภูเขารวมอยู่ในที่เดียวกัน
เหมือนมองจากที่สูงมองลงมาข้างล่างแต่ผู้มองก็จะเห็นไม่เหมือนกัน
แต่เมื่อใดก็แล้วแต่ เมื่อเราลงไปเดินอยู่ข้างล่างนั้น ก็จะสามารถเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราได้อย่างชัดเจน
และเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนด้วยโดย พี่ดา...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2547 , 21:43:11 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.210.228 )
สลักธรรม 4
ฉะนั้นผู้ปฏิบัติเมื่อถึงขั้นอุทยัพพยญาณ ก็จะเห็นรูป เข้าใจรูป
เห็นนามเข้าใจนามเป็นขณะๆไป
แต่ขณะต่างๆนั้นสืบเนื่องกันไปไม่ขาดสาย
คือต้องเข้าใจว่าในสัมมสนญาณ เห็นรูปนามเกิดดับ แต่สันตติยังไม่ขาด
ในอุทยัพพยญาณเห็นรูปนามเกิดดับ สืบต่อกัน แต่ไม่ได้เชื่อมต่อกัน
คือในขณะนั้นความเชื่อมต่อกัน กับขณะอื่น สันตติขาด
คือความมีมากมาย มีตลอดมา แต่ไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อน (ฆนสัญญา)
อุปมาเหมือนเม็ดฝนตกลงมาดูเห็นเป็นสาย แท้จริงคือต่อมน้ำเล็กๆๆๆเท่านั้นเอง
ในสัมมสนญาณจะเห็นว่า ใช่ฝนตก ตรงที่มีแดดก็อาจจะเห็นละเอียดขึ้นกว่าตรงที่ไม่มีแดด
ผู้ที่ได้อุทยัพพยญาณจะเห็นชัดกว่าเห็นตรงแดด คือเห็นเข้าไประหว่างเม็ดฝนที่ตกลงมา
คือเป็นคนละเม็ดที่ตกลงมาต่อเนื่องกัน
ความประจักษ์ในอารมณ์นี้จิตใจของผู้ปฏิบัติจะมีความรู้สึกที่น่าอัศจรรย์
คือรู้สึกเบากายเบาใจ ก็คือความปลอดโปร่งของกายและจิตที่มีสติสัมปชัญญะเข้าไปคุ้มครองรักษา
เพราะกิเลสที่เคยรบกวนตลอดมาในการปฏิบัติ ได้ผ่านไปแล้วโดย พี่ดา...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2547 , 21:46:44 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.210.228 )
สลักธรรม 5
อุทธัจจะ ฟุ้งซ่านก็เป็นกิเลส เข้ามาตลอด ก็ทำให้เหมือนกายหนัก ใจหนัก
แต่ในอุทยัพพยญาณนี้ก็จะมีความพิเศษของอำนาจที่ผู้นั้นเพียรกระทำจนชนะอุปสรรค
จิตก็จะสงบลงจากการทุรนทุรายเร่าร้อน
แสงสว่างของชีวิตปรากฏขึ้นอย่างมาก
ความเบากายเบาใจก็ปรากฏขึ้น
ความรู้สึกนี้เป็นสภาวของญาณปัญญา
เหมือนเราพูดว่าทำไมฝนตก เป็นเรื่องของธรรมชาติ
ในอุทยัพพยญาณผู้ปฏิบัติจะประจักษ์ข้อเท็จจริง
สันตติที่เคยปิดบังอนิจจัง อิริยบทปิดบังทุกขัง ฆนสัญญาปิดบังอนัตตา เราจึงเห็นว่าเที่ยง
ในรูป ในนาม และในรูปนาม ซึ่งเป็นปัจจัยกัน เกิดต่อเนื่องกันไปหมด
เราจึงหลงเข้าใจผิดว่าเป็นเรา เราเป็นผู้เดิน
แต่ญานปัญญาในขั้นอุทยัพพยญานจะเห็นเท่าทันปัจจุบันธรรมได้อย่างต่อเนื่อง
กิเลสที่มีอยู่เป็นอาสวะจะแทรกเข้าไปในระหว่างนั้นได้ยากมากๆ
เพราะสติปัญญาของผู้ปฏิบัติมีประสิทธิภาพที่กำหนดรู้เท่าทันปัจจุบัน
เมื่อการรู้เท่าทันเกิดขึ้นๆอย่างสืบต่อเนื่องแล้ว
สันตติคือความสืบต่อ ก็ย่อมจะหมดจากความปิดบัง
ก็จะปรากฏให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับไม่สืบเนื่องกัน
ความสืบต่อเนื่องกันแห่งรูปนามไม่มีอีกต่อไป ซึ่งนิยมเรียกว่าสันตติขาดแต่โยคาวจรผู้ที่ไม่ได้ศึกษาก็ไม่สามารถบอกได้ว่า อย่างนี้เรียกว่าสันตติขาด
โดย พี่ดา...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2547 , 21:56:54 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.210.228 )
สลักธรรม 6
![]()
และด้วยความที่สติระลึกรู้ได้อย่างต่อเนื่องเหมือนน้ำที่ไหลต่อเนื่องกันไป
สภาวธรรมของญาณก็จะเกิดขึ้นเป็นเหตุให้จิตของเราสงบ
หมดจากความเร่าร้อน
หมดจากความวุ่นวายใจ
หมดจากความเจือปนด้วยเห็นผิดต่างๆ
อำนาจของญาณปัญญาก็จะมาให้ผู้ปฏิบัติระลึกถึงความเป็นจริงที่ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า
ได้อย่างดี อารมณ์ที่ติดกันเป็นพืดที่ปิดบังไว้ ขาดเป็นท่อนๆ เป็นระยะๆ ซึ่งเป็นไปพร้อมกับความรู้ชัดด้วย
ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นก็รู้ ดับลงก็รู้ เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดับ ตัวรู้ก็ดับ
ฉะนั้น ท่านจึงใช้คำพูดว่า เห็นรูปนามเกิดดับ และผู้รู้ก็ดับด้วย
ผู้รู้คือตัวปัญญา คือปัญญาเจตสิกที่มาประกอบกับจิต เกิดขึ้นแล้วก็ดับลง
ทุกอย่าง เห็นรูปเกิด รูปดับ ก็ตกใจ เห็นนามเกิด นามดับ
เห็นรูปเกิดดับ และผู้ที่รู้ในการเกิดดับก็ดับอีก เหมือนไม่มีที่พึ่ง
จุดเด่นของอุทยัพพยญาณก็คือความปรากฏชัดเป็นขณะๆ ในทวารทั้ง ๖ ด้วยสักยภาพของการกำหนด
ที่มีนามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สัมมสนญาณเป็นปัจจัยต่อเนื่องอุดหนุนขึ้นมาเท่าทันปัจจับัน
ในขณะที่กำหนดเท่าทันปัจจุบันอยู่ กิเลสก็เข้าแทรกไม่ได้ กุศลกรรมที่ทำกิจก็กระทำได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อความต่อเนื่องของกุศลกรรมมีมากขึ้น อำนาจก็มีมากขึ้น
เมื่ออำนาจมากขึ้น ปรากฏการณ์ทางนามที่เราเคยเพาะบ่มไว้ย่อมต้องมี แต่ไม่ต้องไปกลัว
ซึ่งท่านใช้คำว่าวิปัสสนูปกิเลส
วิปัสสนูปกิเลสคืออะไร ก็คือนิกันติ (ความพอใจ) เครื่องกั้นจิต แต่ก็ไม่มีอำนาจมากนักหรอก
คนธรรมดาวิปัสสนูปกิเลสจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะวิปัสสนูปกิเลสจะเกิดขึ้นในญาณที่๔นี้เพราะเมื่อปฏิบัติมาถึงขั้นนี้แล้วอำนาจของผู้ปฏิบัติย่อมต้องมีพิเศษกว่าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ
ถึงจะมีอะไรมาเป็นอุปสรรคก็เห็นชัด แล้วก็ไม่ไปยินดี ไม่ไปเสียใจ
ก็จะเป็นามรู้ รู้ว่าใช่ทางหรือไม่ใช่ทาง
ก็จะปรากฏขึ้น จนอำนาจปัญญาอุทยัพพยญาณขั้นพลวเกิดขึ้นก็จะผ่านพ้นไปได้
เป็นรู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้ธรรมมะ ตื่นในธรรม
ที่ผ่านมาเป็นเพียงผู้รู้ในธรรมโดย พี่ดา...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2547 , 22:01:43 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.210.228 )
สลักธรรม 7
อำนาจของกุศลจะผลักดันให้ผู้นั้นปฏิบัติดีขึ้นไป
อำนาจของปัญญาก็จะศึกษาใคร่ครวญในรูปนั้น ในนามนั้นจนผ่านพ้นความปิดบังของไตรลักษณ์ได้
ผู้ปฏิบัติเมื่อเข้าใจแบบนี้ก็จะสามารถพาตัวเองให้พ้นจากภัยพิบัติ คือมีพาหนะทางออกใหม่
ศรัทธาและปัญญาก็จะรวมพลังทำหน้าที่พร้อมกันเพื่อขับไล่กิเลสให้ออกไป คือมีผู้มาอยู่ยามคอยเฝ้า
กิเลสจะเข้าได้ยากมาก แต่ถามว่ามีไหม มี มีโอกาสเข้า
เพียรละ และเพียรระวัง อย่าอาศัยชีวิตด้วยตัณหา อวิชชา
จะกินก็กินเพื่อแก้เทุกข์ ไม่ได้อาศัยตัณหากิน ไม่ได้มีความรู้สึกว่าถูกครอบงำด้วยอวิชชา
ฉะนั้นกำหนดอยู่ตลอดเวลา
จนสติมีพลังมากขึ้นๆ ความเห็นไตรลักษณ์อย่างแจ่มแจ้งจึงพาออกจากความยึดจิดที่เป็นเรา
ในอุทยัพพยญาณย่อมเห็นความสำคัญผิดหมดไปๆ
ความยินดีพอใจ เพราะไม่เหลืออะไรไว้ให้ยินดี
อันนี้ปรากฏขึ้นไป อันนี้ดับไปขึ้น อันนี้ปรากฏขึ้นไป อันนี้ดับไปขึ้น ไม่เหลืออะไรไว้ให้ยินดี
ตัณหา ทิฏฐิ มานะ ถูกบั่นทอนลง
การเห็นความจริงจึงเป็นการวางเฉย (วิปัสสนุเปกขา)
นี่ก็คือเรื่องราวของอุทยัพพยญาณที่นำมาฝากจากอ้อมน้อยค่ะ![]()
โดย พี่ดา...นำมาฝาก [20 ส.ค. 2547 , 22:06:36 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.210.228 )
สลักธรรม 8
เมื่อมีโอกาสพูดถึงวิปัสสนาญาณ พี่ดอกแก้วดูเหมือนจะลืมความเจ็บป่วยไปชั่วคราว น้ำเสียงหนักแน่น ท่าทางจริงจัง ช่วยโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังสู่ทางธรรม ไม่รู้เบื่อ
![]()
โดย ภาพ [21 ส.ค. 2547 , 00:45:16 น.] ( IP = 61.90.82.252 : : )
สลักธรรม 9
บันเทิงไปตามครรลองธรรม
![]()
โดย ภาพ [21 ส.ค. 2547 , 00:49:16 น.] ( IP = 61.90.82.252 : : )
สลักธรรม 10
พระคุณเจ้าซักถามข้อข้องใจ
![]()
โดย ภาพ [21 ส.ค. 2547 , 01:04:44 น.] ( IP = 61.90.82.252 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |