มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ในอนาคตกาล (๑๑)







ในเมื่อพระศาสนาแห่งพระเทวเทพสัพพัญญูเจ้านั้นเสื่อมสูญสิ้นแล้วในมัณฑกัปนั้น
โตไทยพราหมณ์ผู้เป็นบรมโพธิสัตว์
จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสืบต่อไปทรงพระนามว่า พระนรสีหสัพพัญญู

สมเด็จพระพุทธเจ้านรสีหะนั้น มีพระกายสูงได้ ๖๐ ศอก
ประกอบไปด้วยพระพุทธรัศมีรุ่งเรืองสว่างเป็นอันงาม
ประดุจดังดวงแก้วมณีโชติแห่งสมเด็จบรมจักร
พระองค์มีพระชนมายุ ๘๐ ปี เป็นกำหนดอายุขัย
มีไม้แคฝอยเป็นพระมหาโพธิ

ด้วยเดชานุภาพของพระองค์แผ่นดินบังเกิดมีข้าวสาลีอันหอม
ประกอบไปด้วยโอชารสเป็นปรกติ
มนุษย์ทั้งหลายได้อาศัยบริโภคข้าวสาลีเลี้ยงชีวิต

แล้วเกิดมีไม้กัลปพฤกษ์ต้นหนึ่ง
ประกอบไปด้วยสิ่งของมีประการต่างๆบังเกิดมีในไม้กัลปพฤกษ์นั้น
มนุษย์ทั้งหลายก็มีรูปงามมีผิวพรรณเหลืองดังสีทอง
ถึงมิได้ตกแต่งสรีรกายด้วยเครื่องประดับก็งามอยู่เองเป็นปรกติ



โดย พี่เณร... [24 ส.ค. 2547 , 18:13:02 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

มนุษย์ทั้งหลายมีความสุขเป็นอันมาก
สมเด็จพระนรสีหะนั้นแม้เสด็จอยู่ในที่ใดแล้ว
เศวตฉัตรแก้วก็บังเกิดขึ้นมากางกั้นพระองค์อยู่เป็นนิจจกาล
จะได้เปล่าจากเศวตฉัตรแก้วนั้นหามิได้
ด้วยพระบารมีคุณของพระองค์ ทรงพระอุตสาหะก่อสร้างมาพร้อมทั้ง ๑๐ ประการ
แต่กองพระบารมีครั้งหนึ่งปรากฏเป็นมหัศจรรย์
ยกขึ้นเป็นยอดมิ่งมงกุฎพระบารมีเป็นปรมัตถคุณ
ควรนักปราชญ์ทั้งหลายจะกล่าวสรรเสริญ
เหตุดังนั้นพระนรสีหสัพพัญญูจึงได้พระพุทธสมบัติเห็นปานดังนี้ฯ

ดูก่อนสารีบุตรผู้เป็นพระยาธรรมของพระตถาคต
ในเมื่อว่างพระศาสนาแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์
คือพระกัสสปสัพพัญญู และศาสนาพระตถาคตต่อกันนั้น
เป็นกาลควรพระพุทธเจ้าจวนจะมาตรัสอยู่แล้ว

ในท่ามกลางระหว่างศาสนานั้น
โตไทยพราหมณ์ผู้นี้เกิดเป็นวาณิชผู้หนึ่ง มีชื่อว่านันทมาณพ
ไปเที่ยวค้าขายในประเทศต่างๆ

โดย พี่เณร... [24 ส.ค. 2547 , 18:15:45 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 2



ครั้งหนึ่งยังมีพระปัจเจกโพธิเจ้าองค์หนึ่ง เสด็จไปเที่ยวโคจรบิณฑบาต
นันทมาณพเห็นองค์พระปัจเจกโพธิเจ้าก็บังเกิดมีความเลื่อมใสศรัทธา
ยกเอาผ้ากำพลสีแดงผืนหนึ่งกับทองแสนตำลึงกระทำเป็นเครื่องไทยธรรม
ถวายแก่พระปัจเจกโพธิเจ้าเป็นมหาบริจาค
แล้วจึงตั้งปณิธานความปรารถนาว่า

ข้าแต่พระปัจเจกโพธิผู้ตรัสรู้ธรรมวิเศษต่างๆ
พระคุณเจริญมากหาที่สุดมิได้
ข้าพเจ้าถวายทานบัดนี้
ขอจงเป็นปัจจัยแก่พระสัพพัญญุตญาณในเบื้องหน้า ด้วยเดชะผลทานนี้


พระปัจเจกโพธิเจ้ารับเอาผ้ากำพลผืนนั้นมาคลุมพระองค์ลง
ผ้ากำพลนั้นปกปิดพระองค์โดยรอบคอบ
ยังเหลือแต่พระหัตถ์และพระบาทในเบื้องบนนั้นมีประมาณศอกหนึ่ง

นันทมาณพเห็นดังนั้นจึงตั้งความปรารถนาเป็นสองประการอีกเล่าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
นานไปในอนาคตเบื้องหน้าโน้น
ขอให้ข้าพระพุทธเจ้ามีเดชานุภาพแผ่ทั่วอาณาจักร
ไปในภายใต้แผ่นพื้นปฐพีนั้นโยชน์หนึ่ง

ด้วยเดชะผลทานในครั้งนี้ ครั้นนันทมาณพตั้งความปรารถนาแล้ว
พระปัจเจกโพธิเจ้าจึงอนุโมทนาทานของนันทมาณพแล้วคมนาการไปจากที่นั้น

โดย พี่เณร... [24 ส.ค. 2547 , 18:18:55 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 3

ไปถึงกลางมรรคา
ยังมีนางกุมารีสาวน้อยผู้หนึ่งเห็นพระปัจเจกโพธิเจ้าห่มผ้าแดงเดินมา

นางจึงถามว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญพระเจ้าข้า
ผ้าผืนนี้ที่พระผู้เป็นเจ้าห่มมีสีแดงงามบุคคลผู้ใดถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า

พระปัจเจกโพธิจึงบอกว่า ดูก่อนสีกา
ผ้าแดงผืนนี้พาณิชนันทมาณพถวายแก่อาตมา

พระเจ้าข้าพระผู้เป็นเจ้าเขาถวายผ้ากัมพลแล้วเขากระทำความปรารถนาดังฤา

พระปัจเจกโพธิบอกว่าดูก่อนสีกา
มาณพนั้นถวายผ้าแล้วกระทำความปรารถนาสองประการ คือ
ปรารถนาพระสัพพัญญูประการหนึ่ง
ปรารถนาศิริราชสมบัติประการหนึ่ง


นางกุมารีได้สดับดังนั้น
จึงยกเอาผ้าของอาตมาถวายแก่พระปัจเจกโพธิเจ้า
แล้วก็ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระคุณอันยิ่ง
ถ้าแม้ว่ามาณพพาณิชนั้นได้เสวยศิริราชสมบัติเป็นบรมกษัตริย์แล้ว
ข้าพเจ้าขอปรารถนาเป็นนางพระยาราชมเหสีแห่งพาณิชผู้นั้น


ด้วยเดชะนาง กุมารีพลอยกระทำบุญตามพาณิชนั้น
คนทั้งสองนั้นก็ได้สมัครสังวาสอยู่กินเป็นภรรยาสามีในปัจจุบันชาตินั้นมาแล้ว
ก็คิดอ่านการกุศลสร้างศาลาหลังหนึ่งไว้ในที่นั้น
ยังให้นายช่างสลักเป็นรูปพระปัจเจกโพธิเจ้า ประดิษฐานตั้งไว้ในศาลา

ฝ่ายว่านางกุมารีจึงโกนซึ่งเกศ เอาเกศามาชุบน้ำมันหอม
กระทำสักการบูชาพระปัจเจกโพธิเจ้า กระทำผมของต่างไส้ประทีปตามถวาย

โดย พี่เณร... [24 ส.ค. 2547 , 18:21:50 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 4

ครั้งนั้น คนทั้งสองได้กระทำกุศลด้วยประการดังนี้

ครั้นกระทำกาลกิริยาตายก็ได้ไปบังเกิดในดาวดึงสพิภพเทวโลกเสวยทิพยสมบัติอยู่ช้านาน
จนประมาณนับด้วยปีในมนุษย์นี้ได้ ๓ โกฏิ ๖๐ แสนปีเป็นกำหนด

ครั้นสิ้นอายุแล้วจุติลงมาเกิดเป็นบรมกษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการ
เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงทวารวดีมหานคร

ส่วนว่านางฟ้ากุมารีนั้น
ก็จุติลงมาเกิดในสกุลมหาเศรษฐี อันประกอบไปด้วยสมบัติมากในกรุงทราวดี

ครั้นนางกุมารีธิดาจำเริญชันษาได้ ๑๖ ปี
ก็ได้มาเป็นพระราชอัครมหาเศรษฐีแห่งบรมกษัตริย์นั้นทรงพระนามว่า พระมงคลราชเทวี
มีแสนสาวสุรางค์แวดล้อมเป็นยศศักดิ์บริวารประมาณ ๑๐ แสน

วันหนึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงทราวดีเสด็จแวดล้อมพร้อมด้วยพระสนมข้างในประมาณ ๑๖ แสน
ประสงค์พระทัยจะทดลองบุญแห่งพระมงคลราชมเหสีนั้น
ให้ปรากฏแก่หมู่สาวสนมทั้งหลาย

จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่หมู่นางทั้งหลาย
ให้จัดแจงแต่งสำรับเข้าคนละสำรับให้ถ้วนทุกตัวนาง
แล้วพระองค์ให้นั่งบริโภคอยู่ตรงหน้าพระที่นั่ง
เหล่านางทั้งหลายก็นั่งบริโภคโภชนาหารเป็นปรกติ
จะได้เห็นประหลาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหามิได้

แต่องค์พระมงคลราชมเหสีนั้น นางนั่งอยู่ในที่สุวรรณภาชน์
ล้างพระหัตถ์ลงในที่สุวรรณภาชน์นั้นแล้วก็รับเอาอาหารกระทำเป็นคำขึ้นเข้าไปในพระโอษฐ์

โดย พี่เณร... [24 ส.ค. 2547 , 18:23:55 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 5




อันว่านิ้วพระหัตถ์ของนางที่จับเอาคำข้าวไว้นั้น
ก็กลายเป็นทองทุกนิ้วพระหัตถ์
ทุกคำเสวยในที่นั้น ด้วยเดชะผลทานที่พระนางได้ตกแต่งเป็นการกุศล
อันประณีตบรรจงแต่บุพพชาติหนหลัง

เหล่านางสนมทั้งหลายได้เห็นนิ้วพระหัตถ์พระมงคลราชมเหสี
เป็นทองปรากฏแก่ตน ก็รู้แจ้งว่า
นางพระยาเจ้ามีบุญหาควรที่เราท่านทั้งหลายจะเกิดความริษยาหึงหวงไม่
ตั้งแต่วันนั้นมาก็ยำเกรงพระราชมเหสีเป็นอันมากฯ

สมเด็จพระเจ้ากรุงทราวดีนั้นก็มีความเสน่หาในพระมงคลราชมเหสี
เสด็จบรรทมเหนือแท่นอันเดียวกัน
ก็ได้ทรงตั้งพระนางนั้นไว้ในที่เป็นเอกอัครราชเทวี
ผู้มีบุญหานางจะเปรียบเสมอสองมิได้
ด้วยเดชะผลทานของพระนางและของพระองค์ได้กระทำมาเสมอกันแต่บุพพชาติ
จึงได้เสวยศิริราชสมบัติดังนั้นฯ

สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้า
ตรัสพระสัทธรรมเทศนาแก่พระสารีบุตรว่า
โตไทยพราหมณ์ได้กระทำบุญมาแต่ก่อน
จึงได้เสวยสมบัติในสวรรค์และมนุษย์

บัดนี้จึงได้บังเกิดเป็นพราหมณ์ในศาสนาของตถาคต
นานไปเบื้องหน้าโน้น โตไทยพราหมณ์
จักได้เกิดเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงพระนามว่านรสีหะ
ด้วยเดชะผลทานอันเป็นปรมัตถบารมีปรากฏดุจกล่าวมาฉะนี้


แสดงมาด้วยเรื่องราวโตไทยพราหมณ์ บรมโพธิสัตว์คำรบ ๘ ก็ยุติแต่เพียงนี้ฯ



โดย พี่เณร... [24 ส.ค. 2547 , 18:28:03 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ

โดย เซิ่น [24 ส.ค. 2547 , 23:37:58 น.] ( IP = 61.90.103.203 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนาค่ะพี่เณร

โดย น้องอุ๊ [25 ส.ค. 2547 , 17:33:45 น.] ( IP = 203.150.217.116 : : 203.113.39.11 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org