| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ในอนาคตกาล (๑๒)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เมื่อพระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสนั้น
พระองค์มีพระวรกายสูงได้ ๘๐ ศอก
ไม้ไทรเป็นไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ
มีพระชนมายุยืนได้ ๘ หมื่นปี เป็นกำหนด
พระพุทธรัศมีสว่างเสมอดังเปลวเพลิง
อันสุกรุ่งเรืองยังโลกธาตุทั้งปวงให้สว่างไปสิ้นทั้งกลางวันกลางคืน
พระพุทธรัศมีที่พุ่งผุดออกจากพระสรีรกายเป็นเกลียวอันเดียวกัน แล้วก็แตกออกไปเป็นสีต่างๆ ก็มี
พระพุทธรัศมีอย่างหนึ่งเวียนเป็นทักขิณาวัฏ เวียนขวาขาวดุจสีสังข์
พระพุทธรัศมีอย่างหนึ่ง ปรากฏเป็นพุ่มกลุ่มออกไป เปรียบประดุจเศวตฉัตรก็มี
พระพุทธรัศมีอย่างหนึ่งพุ่งพวยเรียวรีดเร็วออกไปนั้น เปรียบเหมือนชายธงก็มี
พระพุทธรัศมีที่ออกจากพระสรีรกายแล้วล้อมพระองค์ไว้นั้น
ห้อยย้อยแพรวพราวเป็นสายงามประดุจดังว่าระบายสายเศวตฉัตร ประมาณพันหนึ่งก็มี
ตกว่าพระพุทธรัศมีทั้งหลาย ที่ออกจากพระสรีรกายนั้น
ดูเป็นช่อพัวพันพระองค์อยู่โดยรอบคอบ ควรจะเกิดมหัศจรรย์ยิ่งนัก
ครั้งนั้นด้วยเดชาพระพุทธานุภาพ เกิดไม้กัลปพฤกษ์ขึ้นมา
ให้สำเร็จประโยชน์แก่หมู่มนุษย์ทุกสิ่งทุกประการ
มิได้ขัดสนได้บริโภคเลี้ยงชีวิต
ประดับประดาสรรพาภรณ์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นผาสุกภาพโดยสะดวกฯ
โดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:50:18 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 2
ดูก่อนธรรมเสนาบดีสารีบุตร
อันว่าช้างนาฬาคีรีหัตถีบรมโพธิสัตว์นั้น
ได้กระทำกุศลสร้างพระบารมีมาเป็นอันมากอยู่แล้ว
แต่กองพระบารมีครั้งหนึ่งปรากฏเป็นยอดยิ่งพระบารมี
เป็นปรมัตถคุณอันล้ำเลิศประเสริฐในโลกนี้
มีพระพุทธฎีกาฉะนี้แล้วจึงนำมาซึ่งอดีตนิทานมาตรัสพระสัทธรรมเทศนาว่า
อตีเต กาเล ในอดีตกาลล่วงลับไปแล้วช้านาน
เมื่อครั้งศาสนาพระโกนาคมน์เจ้านั้น
ช้างนาฬาคีรีหัตถีตัวนี้เป็นพระราชโอรสผู้ใหญ่แห่งสมเด็จบรมกษัตริย์พระองค์หนึ่ง
ทรงพระนามว่า พระยาธรรมราชผู้ประเสริฐ เสวยศิริราชสมบัติในจำปากนคร
บรมกษัตริย์พระธรรมราชนั้น มีโอรสผู้ชาย ๕ พระองค์
ช้างธนบาลหัตถีนาฬาคีรีตัวนี้
เป็นบรมโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชโอรสผู้ใหญ่มีนามว่า ธรรมเสนกุมาร ๑
น้องรองลงไปชื่อว่า ภัททกุมารองค์ ๑ ชื่อว่ารามกุมารองค์ ๑
ชื่อว่าปมาทกุมารองค์ ๑ ชื่อว่าธัชชกุมารองค์ ๑ เป็นพระราชกุมาร ๕
พระองค์ด้วยกัน
โดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:50:38 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 3
ครั้งนั้นสมเด็จพระราชบิดาสั่งให้พระราชโอรสทั้ง ๕ พระองค์นั้น
ไปเรียนศิลปศาสน์ในสำนักแห่งทิศาปาโมกข์อาจารย์ ณ เมืองตักศิลา
พระราชกุมารทั้งหลายก็ไปเรียนได้วิชาศิลปะศาสตร์คนละอย่างละอย่าง
เจ้าธรรมเสนกุมารผู้เป็นพระเชษฐาพี่ชายใหญ่นั้น
รู้วิชาการกล่าวแก้ในทานและศีลเป็นศิลปศาสตร์ฯ
เจ้าภัททกุมารนั้น รู้วิชาศรธนูอันมีพิษเป็นศิลปศาสตร์ฯ
เจ้ารามกุมารนั้น รู้วิชาดอกไม้ไฟเป็นศิลปะศาสตร์ฯ
เจ้าปมาทกุมารนั้น รู้วิชาช่างทองเป็นศิลปะศาสตร์ฯ
เจ้าธัชชกุมารนั้น รู้วิชามนต์บำราบอสรพิษเป็นศิลปะศาสตร์ฯ
อันว่าพระราชกุมารทั้ง ๕ พระองค์เรียนได้ชำนิชำนาญแล้ว
ก็ลาอาจารย์ออกจากเมืองตักศิลามาถึงกรุงจำปากนครแล้ว
ก็เข้าไปยังสำนักสมเด็จพระราชบิดา
ถวายบังคมแล้งจึงกราบทูลสำแดงศิลปะศาสตร์แห่งตนที่เรียนมา
ถวายแก่สมเด็จพระบิดาต่างๆกัน
สมเด็จพระบิดาได้ทัศนาเห็นศิลปศาสตร์ของพระราชโอรสก็ดีพระทัยนัก
ตรัสสรรเสริญพระราชกุมารทั้งหลาย
แล้วก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลให้พระราชโอรสตามสมควรโดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:51:04 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 4
อยู่จำเนียรกาลมา พระราชโอรสมีวัยเจริญขึ้น
สมควรที่จะครอบครองศิริราชสมบัติได้แล้ว
ส่วนสมเด็จพระราชบิดานั้นทรงคิดว่าเรามีความเสน่หาในลูกทั้งหลายเป็นอันมาก
เมื่ออยู่พร้อมกันทั้ง ๕ คนนี้แม้เรายกสมบัติให้แก่ลูกผู้ใดแล้ว
ลูกทั้งหลายที่ไม่ได้ราชสมบัติ ก็จะเกิดรบพุ่งฆ่าฟันกันชิงเอาราชสมบัติเป็นอันแท้
ด้วยว่าราชกุมารทั้งหลายนี้ ล้วนมีศิลปศาสตร์เรียนมาแต่สำนักอาจารย์ทั้งสิ้น
ถ้าชาวเมืองทั้งหลายอื่นๆสรรเสริญซึ่งศิลปศาสตร์ของกุมารคนใดแล้ว
เราก็จะยกศิริราชสมบัติให้แก่กุมารคนนั้น
เมื่อพระองค์ทรงจินตนาดังนี้แล้ว ก็สั่งให้จัดแจงแต่งนาวาไว้พร้อม
จึงได้หาพระราชกุมารทั้ง ๕ พระองค์มา แล้วตรัสว่า
ดูก่อนเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นลูกรักของบิดา
บิดาได้ทรงทราบว่าเจ้าทั้งหลายเรียนศิลปะศาสตร์ได้คนละอย่างต่างๆกัน
บิดาก็มีความยินดี บัดนี้เจ้าจงพากันไปในพระนครอื่น
แล้วจงสำแดงศิลปศาสตร์ให้มนุษย์ชาวเมืองเห็น
ถ้ามหาชนทั้งหลายในเมืองอื่นนั้น กล่าวชมสรรเสริญศิลปศาสตร์ ของเจ้าคนใด
บิดาจะยกศิริราชสมบัติให้แก่เจ้าผู้นั้น
มีพระราชโองการตรัสดังนั้นแล้ว ก็ให้พระราชกุมารทั้งหลายไปในสาครโดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:51:29 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อพระราชกุมารทั้งหลายไปถึงท่ามกลางมหาสมุทรเข้าแล้ว
ฝ่ายพระราชกุมารมีเจ้าภัททกุมารเป็นอาทิ
ซึ่งเป็นพระอนุชาแห่งเจ้าธรรมเสนบรมโพธิสัตว์ทั้ง ๔ พระองค์
ไม่มีสติปัญญาสำคัญผิดคิดมิชอบ หลงใหลไปในท้องสมุทร
ครั้งนั้นเจ้าภัททกุมารเข้าใจว่าลูกศรอันเป็นพิษ
ที่อาจารย์สั่งสอนมานั้นว่า มีอยู่ภายใต้ท้องพระมหาสมุทร
โดยคิดว่าเราจะโจนลงไปในน้ำ สำแดงศิลปศาสตร์ภายใต้ท้องพระมหาสมุทร
มีชัยชนะได้ลูกศรอันมีพิษขึ้นมา
เมื่อพระบิดาได้ทรงฟังว่าเรามีชัยก็จะยกศิริราชสมบัติให้แก่เรา
เจ้าภัททกุมารคิดดังนี้แล้ว ก็โจนลงไปในท้องมหาสมุทร
ครั้งนั้นมหามัจฉาปลาใหญ่ก็กินกุมารนั้นเสียฯ
ครั้นสำเภาแล่นไปในเบื้องหน้า จนถึงเวลาเที่ยงคืน
น้ำในท้องมหาสมุทรเป็นสีพราย เปรียบเหมือนดอกไม้ไฟ
เจ้ารามกุมารสำคัญในใจว่าเพลิงดอกไม้ไฟนั้น
มีอยู่ในท้องมหาสมุทรถ้าเราลงไปเอาขึ้นมา
ทราบถึงพระบิดาก็จะยกศิริราชสมบัติให้แก่เรา
คิดแล้วก็โจนลงไปในท้องมหาสมุทร ปลาใหญ่ก็กินกุมารนั้นเสียฯ
ครั้นเวลารุ่งสว่างขึ้นมา ถึงตะวันเที่ยงสำเภาแล่นไป
เจ้าปมาทกุมารนั้น เห็นดวงพระอาทิตย์ปรากฏในท้องพระมหาสมุทร
ก็สำคัญว่าทองคำเนื้อบริสุทธิ์ปราศจากราคีมีอยู่ในน้ำ
ถ้าเราลงไปดำเอาขึ้นมาได้ เห็นว่าชัยชนะจะพึงมีแก่ตน
พระบิดาทรงทราบแล้วก็จะยกศิริราชสมบัติให้แก่เรา
คิดแล้วก็โจนน้ำดำลงไป ปลาใหญ่ก็กินกุมารนั้นเสียฯ
โดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:51:56 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 6
สำเภาแล่นไปจนถึงเมืองหนึ่งเข้า
เจ้าธัชชกุมารนั้นขึ้นไปในเมือง เพื่อจะสำแดงศิลปะศาสตร์ของตน
จึงร่ายมนต์แล้วก็แปลงกายเป็นอสรพิษเลื้อยไปในท่ามกลางมหาชนทั้งหลาย
ชาวเมืองเห็นงูร้ายเลื้อยมาดังนั้นก็ชวนกันกลุ้มรุมตีด้วยไม้ค้อนก้อนดิน
กระทำให้พินาศฉิบหายตายอยู่ในที่นั้นฯ
ตกว่าพระราชกุมารทั้ง ๔ ตายสิ้น
ด้วยศิลปะศาสตร์ของตนอันหาปัญญาสำคัญมิได้
ด้วยคิดวิปลาสผิดไป ก็ได้ซึ่งความฉิบหายดังนั้น
ยังเหลืออยู่แต่เจ้าธรรมเสนกุมารผู้เป็นพี่ชาย อาศัยอยู่ในเมืองนั้น
ยังมีพระฤๅษีทั้งหลายประมาณ ๘ หมื่น มาแต่ป่าหิมพานต์
เหาะมาโดยอากาศเวหาลงในเมืองนั้น แล้วก็เข้าไปโคจรบิณฑบาตในท่ามกลางเมือง
เจ้าธรรมเสนกุมารทัศนาเห็นพระดาบสทั้งหลายเดินตามกันมาเป็นอันมาก
จึงคิดว่าเรารู้วิชาการศิลปศาสตร์มาแต่สำนักตักศิลา
ก็เรียนมามากอยู่แล้วยังไม่เหาะไปในอากาศได้ พระดาบสทั้งหลายเหล่านี้
ล้วนแต่เหาะได้ด้วยกันสิ้นทุกองค์ จะเป็นเหตุดังฤาหนอ
จำจะเข้าไปไต่ถามพระดาบสดูสักหน่อย
คิดแล้วเจ้าธรรมเสนก็เข้าไปหาพระดาบสทั้งหลายถามว่า
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายผู้เจริญ
พระผู้เป็นเจ้านี้เหาะได้ด้วยเหตุดังฤา
โดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:52:18 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 7
พระดาบสทั้งหลายจึงตอบว่า
ดูก่อนมาณพพระฤาษีทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมไปอาศัยอยู่ในมหาวันต์ราวป่าใหญ่
แล้วได้ซึ่งวิชาการเหาะได้ในอากาศ เหตุดังนั้นเราจึงได้มาถึงเมืองนี้ฯ
เจ้าธรรมเสนกุมารจึงว่า ข้าพเจ้าก็มีศิลปะศาสตร์เชี่ยวชาญชำนาญอยู่
ในเมืองจำปากนครหาผู้จะเสมอมิได้ เหตุไรข้าพเจ้าจึงมิอาจเหาะไปได้ฯ
ถ้าข้าพเจ้ารู้วิชชาศิลปะศาสตร์เหาะได้ด้วยอุบายของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้าจะขอเป็นทาสของพระผู้เป็นเจ้า
ขอพระผู้เป็นเจ้าจงได้กรุณาข้าพเจ้าด้วยเถิดฯ
พระดาบสได้ฟังพระราชกุมารว่าดังนั้นก็มีความเอ็นดูกรุณา
แล้วจึงแสดงอิทธิฤทธิ์พากุมารธรรมเสนนั้น เหาะไปยังป่าหิมพานต์
ให้ธรรมเสนราชกุมารบวชเป็นดาบส
แล้วก็สอนให้กระทำสมถะบริกรรมภาวนาเจริญฌาน
ยังอภิญญาสมาบัติให้บังเกิดบริบูรณ์ ได้ซึ่งตาทิพย์ รู้จิตผู้อื่น
ระลึกชาติหนหลังได้ ทรงอิทธิฤทธิ์ เป็นศิลปศาสตร์อันประเสริฐ
พระดาบสธรรมเสนนั้น ได้ซึ่งของอันวิเศษแล้ว
ก็คิดว่าเราจะไปแสดงศิลปศาสตร์ให้พระราชบิดาเห็นเป็นอัศจรรย์
คิดแล้วก็ลาพระดาบสทั้งหลายด้วยวาจาว่าจะไปแสดงศิลปศาสตร์แก่พระราชบิดา
กราบนมัสการลาพระดาบสแล้วก็เข้าฌานกระทำอิทธิฤทธิ์เหาะมา ในอากาศเวหา
มีเฉพาะหน้าเมืองจำปากะฯ
โดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:52:44 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 8
ชาวเมืองเห็นพระดาบสธรรมเสนก็ชวนกันสรรเสริญยิ่งนักหนา
ฝ่ายพระดาบสธรรมเสนก็เข้าไปสู่สำนักพระราชบิดา
พระธรรมราชาธิราชทอดพระเนตรเห็นพระโอรสทรงเพศเป็นบรรพชิตดาบสเข้ามาหาดังนั้น
ก็บังเกิดความเสน่หาเป็นอันมาก ยังพระธรรมเสนดาบสราชโอรสให้นั่งบนตัก
แล้วก็ตรัสไต่ถามประพฤติเหตุทั้งปวงว่า ดูก่อนพ่อ
พระกนิษฐกุมารทั้ง ๔ คนนั้น ไปอยู่ในที่ดังฤา จึงมาแต่พ่อผู้เดียวดังนี้ฯ
พระดาบสธรรมเสนจึงเล่าความแต่หนหลัง
ตั้งแต่ต้นจนอวสานให้พระบิดาฟังสิ้นทุกสิ่งทุกประการฯ
สมเด็จพระเจ้าธรรมราชาธิราชได้ทรงฟัง จึงตรัสว่า
ดูก่อนพ่อธรรมเสนผู้ลูกรัก บัดนี้บิดาแก่ชราอายุมากแล้ว
บิดาจะยกศิริราชสมบัติมิ่งมไหศวรรย์เศวตฉัตรมอบให้ในกาลบัดนี้ฯ
เมื่อพระธรรมเสนดาบสได้สดับฟังพระบิดาตรัสดังนั้น
ก็รับเอาศิริราชสมบัติไว้ตามพระบิดาให้ฯ
ครั้งนั้นพระบรมโพธิสัตว์ธรรมเสน
ก็เปลื้องเครื่องบริขารบรรพชิตออกเสียจากสรีรกาย
ทรงเพศเป็นคฤหัสถ์ แล้วก็กล่าวประกาศถ้อยคำเป็นอธิษฐาน
ดูก่อนอัฐบริขารผู้เจริญเอ๋ย
ท่านจงไปยังสำนักพระดาบสทั้งหลายเถิด
ในขณะขาดคำอธิษฐานแห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้าครั้งนั้น
เครื่องบริขารทั้ง ๘ ก็ปลิวลอยไปในอากาศเวหา
ลงยังสำนักแห่งพระดาบสทั้งหลาย
โดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:53:09 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 9
ส่วนสมเด็จพระธรรมราชาธิราชผู้เป็นพระบิดา
ก็ให้ตีกลองร้องป่าวชาวพระนคร
ให้มหาชนทั้งหลายสันนิบาตประชุมพร้อมกันแล้ว
จึงกระทำอภิเษกสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ผู้เป็นพระราชโอรส
กับด้วยนางลัมภุสสราชเทวี เป็นอัครมเหสีครอบครองกรุงจำปากมหานครเป็นสุขสำราญมา
พระราชเทวีอัครมเหสีทรงพระครรภ์ ถ้วนทศมาสแล้วก็คลอดพระราชบุตร
เมื่อพระราชบุตรบทจรยกย่างได้ถนัดแล้ว นางก็ทรงครรภ์อีก ประสูติพระราชธิดา
ลำดับนั้น พระเจ้าธรรมเสนผู้เป็นบรมกษัตริย์แสวงหาพระโพธิญาณ
เสด็จด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชมเหสี ไปประพาสนอกพระนคร
เพื่อจะลงสรงสาครเล่นให้สุขสำราญ กับด้วยราชบริวารสาวสนมกรมในทั้งปวง
และหมู่มุขมนตรีทั้งหลายก็ลงเล่นน้ำสำราญใจฯ
ครั้งนั้น ยังมียักษ์ตนหนึ่งได้ทัศนาการเห็นพระกุมาร และกุมารีทั้งสองพระองค์
ก็มีความปรารถนาเพื่อจะกินเป็นภักษาหาร บ่มิอาจอดกลั้นความอยากอยู่ได้
จึงเดินมาสำแดงกายให้ปรากฏเฉพาะหน้าแห่งพระเจ้าธรรมเสนบรมกษัตริย์
แล้วก็ร้องขอด้วยคำว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐ
ข้าพเจ้ามาบัดนี้มีความปรารถนาจะขอรับพระราชทาน พระกุมาร และพระกุมารี
ทั้ง ๒ ของพระองค์ พระองค์จงทรงพระกรุณาข้าพเจ้า
โปรดเกล้าพระราชทานกุมาร และกุมารี ให้แก่ข้าพเจ้ากินเป็นภักษาหารในกาลบัดนี้เถิดฯ
โดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:53:35 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 10
เมื่อพระเจ้าธรรมเสนบรมโพธิสัตว์ ได้ทรงฟังยักษ์ทูลขอพระลูกรักทั้ง ๒
ดังนั้น ก็เกิดความกรุณาจิตขึ้นมา จึงตรัสว่า ดูก่อนยักษ์ผู้เจริญ
ท่านกล่าวถ้อยคำดังนี้เพราะนักเป็นสุนทรวาจาอันยิ่ง
ตรัสแล้วก็เสด็จอุฏฐาการ จูงเอาข้อพระหัตถ์กุมาร และกุมารีทั้ง ๒
องค์มาส่งให้แก่ยักษ์ แล้วตรัสว่าเชิญท่านมารับเอาปิยบุตรทานของเรา
แล้วก็จับเอาพระเต้าทอง มาหล่อหลั่งอุทกวารีลงเหนือมือยักษ์
จึงตรัสว่า ราชกุมาร และราชกุมารีทั้ง ๒ องค์นี้
ใช่เราจะไม่มีความเสน่หาอาลัยหามิได้
แต่เรามีความรักพระสัพพัญญุตญาณนั้นยิ่งกว่ากุมารทั้ง ๒ ได้ร้อยเท่าพันทวี
ด้วยเดชะผลทานของเราที่สละกุมารทั้ง ๒ องค์ให้เป็นทานแก่ท่านบัดนี้
บอให้บังเกิดมีผลเป็นที่สุดถึงพระสัพพัญญูสรรเพชุดาญาณ ในอนาคตกาลเบื้องหน้า
พระองค์ประกาศแก่ฝูงเทพเจ้าทั้งหลายแล้ว
มหัศจรรย์ก็บังเกิดมีต่างๆนาๆ เป็นต้นว่าแผ่นดินไหวทั่วโลกธาตุฯ
ครั้นว่ายักษ์ได้รับพระราชทานแล้ว ก็กินกุมารทั้ง ๒ องค์เป็นอาหารแล้วก็เข้าสู่อรัญญราวป่าฯ
ฝ่ายพระเจ้าธรรมเสนบรมกษัตริย์กับพระราชมเหสีก็เสด็จกลับเข้าพระนครฯ
โดย พี่เณร... [25 ส.ค. 2547 , 20:53:58 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |