สัตว์ทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาและมีความดับคือความตายเป็นธรรมดาจะล่วงเหตุอย่างนี้ไปไม่ได้ศาสนาพุทธจึงแสดงเรื่องกรรมและผลแห่งกรรมของสัตว์เป็นเรื่องใหญ่และหลักเป็นกฎที่เรียกว่า
กฎแห่งกรรม
พระอาจารย์บุญมี เมธางกุโร พยายามชี้ให้ท่านสาธุชนทั้งหลายได้เข้าใจในเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต
ว่าชีวิตคืออะไร ตายแล้วไปไหน สัตว์ทั้งหลายมาเกิดได้อย่างไร ตัวการสำคัญอะไรทีต้องทำให้เกิด
ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงอยู่ในพระอภิธรรม เรื่องราวเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดนี้
ท่านอาจารย์เทพวิชิต ท่านก็นำเรื่องราวเกี่ยวกับ
สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในภูมิต่างๆมาแสดงให้รู้และประจักษ์ทราบ ถึงความเป็นไปแห่งภพภูมิ
พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องภพภูมิ
ภพ ซึ่งหมายเฉพาะอุปปัตติภพนั้น จำแนกได้เป็น ๙ ภพ คือ จำแนกโดยภูมิ เป็น ๓ ภพ จำแนกโดยขันธ์เป็น ๓ ภพและจำแนกโดยสัญญาเป็น ๓ ภพ เหมือน กัน มีรายละเอียดดังนี้
จำแนกโดยภูมิ เป็น ๓ ภพ คือ
๑. กามภพ คือสัตว์ที่เกิดในกามภูมิ มี ๑๑ ภูมิ
๒. รูปภพ คือสัตว์ที่เกิดในรูปภูมิ มี ๑๖ ภูมิ
๓. อรูปภพ คือสัตว์ที่เกิดในอรูปภูมิ มี ๔ ภูมิ
จำแนกโดยขันธ์ เป็น ๓ ภพ คือ
๔. ปัญจโวการภพ คือสัตว์ที่เกิดมาโดยมีขันธ์ครบทั้ง ๕ ขันธ์ ได้แก่ สัตว์ ในกามภูมิ ๑๑ และในรูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตต)
๕. จตุโวการภพ คือสัตว์ที่เกิดมาโดยมีขันธ์ ๔ ขันธ์ (เว้นรูปขันธ์) ได้แก่ สัตว์ใน อรูปภูมิ ๔ ภูมิ
๖. เอกโวการภพ คือสัตว์ที่เกิดมาโดยมีรูปขันธ์เพียงขันธ์เดียว ได้แก่ สัตว์ใน อสัญญสัตตภูมิ ๑
จำแนกโดยสัญญา เป็น ๓ ภพ คือ
๗. สัญญีภพ คือสัตว์ที่มีนามขันธ์ หมายถึงว่า สัตว์นั้นมีจิตและเจตสิก ได้แก่ สัตว์ในกามภูมิ ๑๑, ในรูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตต) และในอรูปภูมิ ๓ (เว้นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ)
๘. อสัญญีภพ คือ สัตว์ที่ไม่มีนามขันธ์ หมายถึงว่า สัตว์นั้นไม่มีจิต และ เจตสิก ได้แก่สัตว์ในอสัญญสัตตภูมิ ๑ ภูมิ
๙. เนวสัญญีนาสัญญีภพ คือสัตว์ที่ไม่มีสัญญาหยาบ มีแต่สัญญาที่ละเอียด อ่อนเหลือเกิน จนเกือบจะไม่รู้สึกว่ามี หมายถึงว่าเป็นสัตว์ที่จะนับว่าไม่มีนามขันธ์ ก็ไม่ใช่ จะว่ามีนามขันธ์ก็ไม่เชิง ได้แก่ สัตว์ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑ ภูมิ