| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เสริมสร้างปัญญา...ตอนที่ ๘
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=5938
เสริมสร้างปัญญา...ตอนที่ ๘
(รูปกามจิต ๒แบบ)
หลังจากเรียนผังจิตครบแล้วทุกกลุ่มนะคะ
ต่อไปก็มาทำความเข้าใจจิตแต่ละกลุ่มสักเล็กน้อย เริ่มด้วย
กามาวจรจิต ๕๔
พิจารณาดูที่ศัพท์ก่อน กามาวจรจิต มากจาก กาม + อวจร +จิต
กาม หมายถึง กิเลสกามและ วัตถุกาม..กิเลสกาม ได้แก่ โลภะ ตัณหา เป็นสภาพที่มีความใคร่ ความปรารถนา ยินดีเพลินเพลินในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ..วัตถุกาม ได้แก่ อารมณ์ของกิเลสตัณหา โดย พี่ดา [17 ก.ย. 2547 , 08:00:06 น.] ( IP = 203.150.217.113 : : 203.113.32.6 )
สลักธรรม 1
ดังนั้นกาม จึงหมายถึงธรรมชาติที่มีความต้องการในกามอารมณ์
อวจร หมายถึง เวียนไปเวียนมา
จิต หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์
กามาวจรจิต จึงหมายถึงจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในกามอารมณ์ หรือ กามภูมิ ๑๑ เป็นส่วนมากโดย พี่ดา [17 ก.ย. 2547 , 08:02:46 น.] ( IP = 203.150.217.113 : : 203.113.32.6 )
สลักธรรม 2กามาวจรจิต๕๔จำแนกเป็น ๓ ประเภทคือ
๑.อกุศลจิต ๑๒ เป็นจิตที่ประกอบด้วยอกุศลเจตสิก เป็นจิตที่เกิดได้ง่ายที่สุด และเกิดบ่อยที่สุด ได้แก่โลภมูลจิต ๘
เป็นจิตที่มีความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ซึ่งนอกจากยินดีที่จะได้วัตถุต่างๆ แล้ว ความยินดีในความคิดเห็นที่ผิดๆ ของตน หรือความโอ้อวดยกตนถือว่าดี เก่งกว่าผู้อื่นก็จัดอยู่ในเรื่องของโลภะ
และแม้แต่ยินดีในทรัพย์สินของตนเองที่หามาโดยสุจริตก็รวมอยู่ด้วย
.. มีโลภเจตสิกเป็นประธาน หรือเป็นมูล และมีโมหเจตสิกหนุน
..เป็นจิตที่ประกอบด้วย ๒ เหตุ หรือ เรียกว่า ทวิเหตุกจิต คือ มีโลภเจตสิก เป็นโลภเหตุ โมหเจตสิก เป็นโมหเหตุ
.อำนาจของโลภะ (ความปรารถนาในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖) เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมจะฝั่งยึดมั่นภายในจิตใจ เรียกว่าอุปาทาน เป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้า
.เมื่อมีเหตุปัจจัยสนับสนุน อำนาจของอุปาทานที่เก็บอยู่ในใจก็หนุนเนื่องให้แสดงความพอใจออกมาจนเกิดการกระทำกรรมขึ้น
โทสมูลจิต ๒
.เป็นจิตที่ไม่มีความพอใจในอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖
....มีโทสเจตสิกเป็นประธาน หรือเป้นมูล มีโมหเจตสิกหนุน
...เป็นจิตที่ประกอบด้วย ๒ เหตุ หรือ เรียกว่า ทวิเหตุกจิต คือ มีโทสเจตสิก เป็นโทสเหตุ โมหเจตสิก เป็นโมหเหตุ
โมหมูลจิต ๒
...เป็นจิตที่หลงงมงาย ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
...มีโมหเจตสิกเป็นประธาน หรือเป็นมูลเหตุ
...เป็นจิตที่ประกอบด้วย ๑ เหตุ หรือ เรียกว่า เอกเหตุกจิต คือ มี โมหเจตสิก เป็นโมหเหตุโดย พี่ดา [17 ก.ย. 2547 , 08:10:58 น.] ( IP = 203.150.217.112 : : 203.113.32.6 )
สลักธรรม 3
โลภมูลจิตแต่ละดวง ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ คือ- เวทนา : โลภมูลจิต เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดีมาก (โสมนัส) หรือยินดีน้อย (อุเบกขา) - ทิฏฐิ : โลภมูลจิต เกิดขึ้นประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุต) หรือไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปยุต) -สังขาร : โลภมูลจิต เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก) หรือ มีการชักชวน (อสังขาริก)
อกุศลที่เกิดจากโลภมูลจิตจึงมีผลไม่เท่ากัน เพราะเกิดจากกำลังต่างกันความโลภที่เกิดขึ้นจากความยินดีมาก มีกำลังมากกว่าความโลภที่เกิดขึ้นด้วยความยินดีน้อย
กล่าวคือ ยินดีมาก ก็ได้บาปมาก ยินดีน้อยก็ได้บาปน้อยความโลภที่ประกอบด้วยความเห็นผิด ก็ย่อมมีกำลังมากกว่าความโลภที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ความโลภที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน ก็ย่อมมีกำลังมากกว่าเกิดขึ้นโดยมีการชักชวน
ข้อที่ควรทราบ ก็คือ.คำว่า ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น แต่ในที่นี้ประกอบกับอกุศลจิต จึงถือว่าเป็นความเห็นผิด
ซึ่งความเห็นผิดนี้หมายรวมเอาความเห็นผิดทั้งหมดทั้งที่เป็น
*** ความเห็นผิดชนิดสามัญ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ
ซึ่งเป็นความเห็นผิดคิดว่าเป็นตัวตน คน สัตว์ สิ่งของ หญิง ชาย เรา เขา เป็นต้น
เป็นความเห็นผิดที่เกิดขึ้น และเป็นไปกับสัตว์ทั้งหลายโดยไม่รู้สึกตัว พบเห็นอยู่ทั่วไปทุกวัน เช่นพูดว่า "ฉันเสียใจ" "เราคิดไม่ถึงเลย" "ฉันซื้อรถยนต์คันใหม่" เป็นต้นโดย พี่ดา [17 ก.ย. 2547 , 08:20:16 น.] ( IP = 203.150.217.112 : : 203.113.32.6 )
สลักธรรม 4
และ*** ความเห็นผิดชนิดพิเศษ หมายถึงจิตที่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิโดยตรง
มีความคิดเห็นว่าบาปหรือบุญไม่มีผลที่จะมาสนองตอบผู้กระทำได้
หรือไม่เชื่อว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันเนื่องมาจากเหตุในอดีต เป็นต้น.ที่ว่าไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด มิได้หมายความว่าประกอบด้วยความเห็นถูกนะคะ ข้อสำคัญ จิตเกิดดับรวดเร็วมาก ฉะนั้น จงอย่าคิดว่าสรุปเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งว่าเป็นโลภมูลจิตดวงใดดวงหนึ่ง เพราะจะเป็นการคิดว่าจิตนั้นเที่ยง ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิค่ะ โลภะที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อได้ปัจจัยที่เหมาะสม ก็จะก่อให่เกิดโลภะมากขึ้น เมื่อโลภะมากขึ้น ก็ก่อให้เกิดการเบียดเบียนรุนแรงขึ้น เกิดเป็นโทสะ และโลภะมากขึ้น ก็ก่อให้โมหะกำเริบขึ้น อำนาจของโลภะที่เนื่องจากการทำทุจริต หากมาปรากฏเป็นอารมณ์ขึ้นเมื่อตอนใกล้จะตาย จะมีอิทธิพลนำให้ไปปฏิสนธิในภพภูมิของเปรตและอสุรกายได้ โดย พี่ดา [17 ก.ย. 2547 , 08:22:56 น.] ( IP = 203.150.217.112 : : 203.113.32.6 )
สลักธรรม 5
โทสมูลจิต แต่ละดวง ก็ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ (แต่ไม่เหมือนโลภมูลจิต) คือ- เวทนา : โทสมูลจิตเกิดขึ้นพร้อมด้วยความเสียใจ (โทมนัส) - ปฏิฆะ : โทสมูลจิต เกิดขึ้นประกอบด้วยความโกรธ (ปฏิฆสัมปยุต) - สังขาร : โทสมูลจิต เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก) หรือ มีการชักชวน (อสังขาริก)
ข้อควรสังเกตโทสมูลจิต จะเกิดร่วมกับโสมนัส หรืออุเบกขาไม่ได้ เพราะโทสะเป็นสภาพธรรมที่ไม่พอในอารมณ์ เมื่อโทสมูลจิตเกิดขึ้นแล้ว จะต้องประกอบด้วยปฏิฆะ (ความโกรธ) เสมอ ความเห็นผิดหรือทิฏฐิจะเกิดร่วมกับโทสะไม่ได้เลย เพราะสภาพของจิตทั้ง ๒ ตรงกันข้ามกัน
กล่าวคือความเห็นผิด จะเป็นสภาพที่ยึดมั่นในอารมณ์ ส่วนโทสะ จะเป็นสภาพที่ไม่พอใจหรือปฏิเสธอารมณ์ หรือผลักไสอารมณ์แต่ความเห็นผิดเป็นอารมณ์ที่สนับสนุนให้โทสมูลจิตเกิดขึ้นได้ เมื่อโทสะเกิดขึ้นย่อมมีผลเกี่ยวพันไปถึงกิริยาท่าทางที่แสดงออก และระบบการทำงานต่างๆภายในร่างกาย
เช่น คนที่โกรธมากๆ การแสดงออกทุกอย่างทั้งทางกาย และวาจาจะหยาบคาย
คนที่มีความวิตกกังวล ครุ่นคิดผูกพยาบาท อาฆาต ก็จะเห็นหน้าตาหมองคล้ำ
จิตตชรูป หรือรูปที่เกิดจากจิตเปลี่ยนแปลงไปต่างๆนาๆ เช่นทำหน้าตาตื่นกลัว ตกใจ โกรธ เสียใจ เศร้าหมอง หายใจถี่ หายใจแรง โกรธจนหน้าแดง ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ เป็นต้น
ผู้ที่ถูกโทสะเข้าครอบงำ จึงก่อให้เกิดความเสียหายทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต ร่างกายทรุดโทรม และเปิดช่องให้โรคต่างๆ เข้ารบกวนได้มากมาย จึงเสมือนเอายาพิษเติมเข้าไปร่างกาย อำนาจของโทสะที่เนื่องจากการทำทุจริต หากมาปรากฏเป็นอารมณ์ขึ้นเมื่อตอนใกล้จะตาย จะมีอิทธิพลนำให้ไปปฏิสนธิในนรก โดย พี่ดา [17 ก.ย. 2547 , 08:25:20 น.] ( IP = 203.150.217.112 : : 203.113.32.6 )
สลักธรรม 6
ส่วนโมหมูลจิตแต่ละดวง ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ คือ- เวทนา :โมหมูลจิตจะเกิดขึ้นพร้อมด้วยความเฉยๆ - วิจิกิจฉา หรือ อุทธัจจะสัมปยุต : โมหมูลจิต เกิดขึ้นประกอบด้วยวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย หรือ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
ข้อควรสังเกตสภาพของอุเบกขาเวทนาในโมหมูลจิต จะหมายถึงสภาพที่รู้สึกเฉยๆ ต่ออารมณ์ที่ปรากฏ
ทั้งนี้เพราะตกอยู่ในความหลงผิด ไม่รู้เท่าทันสภาพอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นตามความเป็นจริง
เช่น เสียงคือ สัททารมณ์ อันเป็นอายตนะภายนอก ซึ่งเป็นรูป มากระทบกับจิตซึ่งเป็นนามที่ปสาทหู อันอายตนะภายใน ความจริงที่ปรากฏเป็นเช่นนี้ มีเพียงรูป และนาม แต่มิได้ดูจึงตกอยู่ในโมหะอวิชชา
การวางเฉยเป็นอุเบกขา จึงไม่รู้เท่าทันความจริงของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นรูปเป็นนามเหล่านี้
จึงต่างจากอุเบกขาในโลภมูลจิต ที่หมายถึงมีความยินดีเพียงเล็กน้อยในอารมณ์ที่ปรากฏ
โมหมูลจิต ๒ นี้ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ (ความเห็นผิด) และปฏิฆะ (ความโกรธ) เพราะโมหมูลจิตเป็นจิตที่ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง การรับรู้อารมณ์จึงรู้สึกเฉยๆ ไม่ยินดี ยินร้ายในอารมณ์นั้น
โมหมูลจิตทั้ง ๒ สงเคราะห์เข้าในอสังขาริก เพราะโมหมูลจิตเป็นจิตที่โง่ ไม่รู้ในเหตุผลของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ย่อมมีอยู่สันดาน ของตนเอง ผู้อื่นจะมาชักชวนให้โง่ย่อมไม่ได้
อำนาจของความโง่ ความหลงผิด ไม่รู้เท่าทันต่ออารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบ ก็ก่อให้เกิดโลภะ และโทสะ
พบกันคราวหน้าค่ะ
ด้วยความปรารถนาดี![]()
พี่ดาโดย พี่ดา [17 ก.ย. 2547 , 08:30:00 น.] ( IP = 203.150.217.112 : : 203.113.32.6 )
สลักธรรม 7มีภาพประกอบการอธิบายจิตแต่ละประเภท และภพภูมิ 31
ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย
อนุโมทนากับงานกุศลที่ทำค่ะโดย เซิ่น [17 ก.ย. 2547 , 21:17:03 น.] ( IP = 61.90.23.28 : : )
สลักธรรม 8
มาศึกษาต่อ ขอบคุณค่ะพี่ดา ...สวยๆๆๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ก.ย. 2547 , 11:03:09 น.] ( IP = 203.209.109.149 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |