
การที่บุคคลใดจะมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้นั้นถือได้ว่าบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อนที่เรียกว่า
บุพเพกตบุญญตา ศรัทธาเกิดขึ้นได้ต้องมีการสะสม
การจะเป็นผู้ปลูกศรัทธาให้เกิดมีขึ้นศาสนาพุทธถือได้นั้นต้องใช้กาลเวลา
เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาว่าด้วยเรื่องจริง
อันเป็นสัจจะมีสาระ
เพราะปกติวิสัยของสัตว์ทั้งหลายมักเห็นแก่ตัว
ไม่ชอบสิ่งที่มีสาระ
หลงระเริงกับการใช้ชีวิต
ศรัทธาจึงเป็นประตูเปิดทางให้ไปสู่
ความเป็นผู้รู้เห็นตามความจริง
ศรัทธาเป็นธรรมชาติที่ประกอบจิตทำให้จิต
ถึงความเลื่อมใส
ยกจิตให้เป็นกุศลจิต นำจิตให้เห็นสาระแห่งความจริงที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงแสดง ตามสภาวธรรมนั้น
สัทธาเจตสิก คือ ความเชื่อถือเหตุผลตามความเป็นจริง ความเลื่อมใสในกุสลธรรม ความเชื่อในฝ่ายดี เช่น เชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้
สทฺทหนลกฺขณา มีความเชื่อถือในอารมณ์ที่ดี
เป็นลักษณะ
ปสาทนรสา มีการเลื่อมใส เป็นกิจ
อกาฬุสฺสิยปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่ขุ่นมัว เป็นผล
สทฺเทยฺยวตฺถุปทฏฺฐานา มีปูชนียวัตถุเป็นเหตุใกล้
สัทธาแม้อย่างน้อยเพียงเชื่อว่าสัตว์นั้นมีกรรมเป็นของตน คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพียงเท่านี้ก็เป็นคุณยิ่ง สามารถเป็นเกราะป้องกันต่อบาปกรรม ที่จะเกิดขึ้น
จะกระทำอะไรก็ไม่คิดว่าเป็นทุจริตเสียหาย เพราะสำคัญผิดว่าจะไม่ต้องได้รับผลนั้น
ถ้ามีสัทธา เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมแล้ว ก็จะตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ
สัทธา จึงเป็นธรรมเบื้องต้นที่จะทำให้ประกอบคุณงามความดี เป็นบุญเป็นกุสล จนหาประมาณมิได้
สัทธา พีชํฯ สัทธาเปรียบเหมือนพืช (อันจะงอกงามโตใหญ่ให้ดอกผลในภายหน้า)
เหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสสัทธา
(๑) รูปปมาณ เลื่อมใสสัทธา เพราะเห็นรูป
สมบัติสวยงาม
(๒) ลูขปฺปมาณ เลื่อมใสสัทธาเพราะเห็นความประพฤติเรียบร้อยเคร่งในธรรมวินัย
(๓) โฆสปฺปมาณ เลื่อมใสสัทธา เพราะได้ฟังชื่อเสียงลือว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้
(๔) ธมฺมปฺปมาณ เลื่อมใสสัทธา เพราะได้สดับธรรมของผู้ที่ฉลาดในการแสดง
สัทธาจึงเป็นธรรมที่เราท่านทั้งหลายที่ได้ชื่อสาธุชนคนดีจะปลูกให้มีมากขึ้นๆ
และสะสมเป็นทรัพย์เป็นอริยทรัพย์ไว้เดินทางไกลเพื่อเข้าถึงพระนิพพานต่อไป