| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จะได้บุญกุศลอะไรจากวิปัสสนา
การที่มีการให้เราปฏิบัติวิปัสสนานี่ได้บุญกุศลอย่างไร?
กุศลพวกนี้จะมีผลตอบแทนอย่างไร?
ขอให้ช่วยให้คำตอบผมด้วยครับโดย วิชัย วิเชียรวงษ์ - [15 พ.ย. 2544 , 21:17:54 น.] ( IP = 202.133.165.113 : : )
สลักธรรม 1โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผู้ที่มาปฏิบัติวิปัสสนานั้นก็เพื่อต้องการความรู้แจ้งและหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
คืออาจเรียกได้ว่ามีความต้องการธรรมในระดับโลกุตระแล้ว เรื่องบุญหรือผลตอบแทนว่าปฏิบัติแล้วจะได้บุญแค่ไหนเพียงใดมิได้อยู่ในความนึกคิดแต่อย่างใดแล้ว แต่ถ้าจะเรียกว่าบุญหรือผลตอบแทนที่ได้จากการปฏิบัติวิปัสสนานั้นก็คือการได้พ้นทุกข์อย่างถาวร(นิพพาน)นั่นเองครับ..
โดย ปิ่น [15 พ.ย. 2544 , 22:14:04 น.] ( IP = 202.183.238.138 : : )
สลักธรรม 2
ถามว่าวิปัสสนาเป็นกุศลอย่างไร ก่อนอื่นนั้นควรเข้าใจว่ากุศลคืออะไร
กุศลคือสภาพจิตที่ดี ดีอย่างไร ดีคือขณะนั้นไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ
ไม่มีกิเลสอกุศล ซึ่งถ้าพูดอย่างนี้ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมโดยละเอียด
ก็จะบอกว่าท่านไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ แต่ความจริงขอให้ทราบว่าทุก
คนมีโลภะ เพราะทันทีที่ตื่นก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตื่นมาแล้วเป็นโลภะ เพราะ
ทันทีที่ตื่นก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่การเคลื่อนไหวส่วนหนึ่งส่วนใด
ของร่างกาย ลุกขึ้นบริหารร่างกายด้วยความต้องการ ถ้าไม่ต้องการก็คง
ไม่ทำอย่างนั้น ฉะนั้นวันหนึ่ง ๆ จิตเป็นอกุศล คือ เป็นโลภะอยู่เสมอ
เช่นเดียวกับมือถ้ามองดูก็เหมือนไม่เปรอะเปื้อนอะไร แต่เมื่อล้างมือ
ฟอกสบู่ก็จะเห็นได้ว่ามือที่มองดูสะอาดนั้นความจริงสกปรก เพราะมี
ฝุ่นละอองทีละน้อยอย่างบางเบาอยู่เรื่อย ๆ ฉันใด วันหนึ่ง ๆ จิตใจก็
เต็มไปด้วยโลภะความต้องการโดยไม่รู้สึกตัวเลย ฉะนั้น จนกว่าความ
ต้องการนั้นมีกำลังปรากฏเป็นความกระสับกระส่าย เป็นความ
ปรารถนาดิ้นรนกระวนกระวายเดือดร้อน ที่อยากจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มา
ขณะนั้นจึงจะรู้ตัวว่ามีโลภะหรือเป็นโลภะ แต่ความจริงแล้วทุกชีวิตมี
อกุศลเป็นประจำ คือไม่โลภะก็โทสะหรือโมหะ วันนี้มีใครสบายใจ
ตอนตื่นนอนบ้าง ขณะที่ตื่นขึ้นมาแล้วสบายใจก็ยิ้มชอบว่าวันนี้อากาศดี
สดชื่น แจ่มใส ขณะที่ชอบนั้นก็เป็นโลภะแล้ว แต่ถ้าเห็นฝุ่นแม้เพียงเล้ก
น้อยตามเก้าอี้หรือเครื่องแต่งบ้าน ขุ่นใจ แม้เพียงนิดเดียวไหม หรือเกิดมี
สิ่งของในบ้านผิดปกติแตกเสียหายรสอาหารเค็มไปนิด หวานไปหน่อย
ขณนั้นก็ไม่ชอบเป็นอกุศลคือโทสะเสียแล้ว วันหนึ่ง ๆ ก็มีโลภะบ้าง
โทสะบ้าง ล้วนเป็นอกุศล แต่ในขณะใดที่เป็นกุศลคือ ขณะนั้นไม่มี โลภะ
ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีกิเลส ยากหรือง่ายกับการที่จะไม่เป็นอกุศล
สำหรับบางคนนั้นบางวันอาจจะไม่มีกุศลเย แต่สำหรับบางคนก็มีกุศล
หลายอย่างตามอุปนิสัยที่ได้สะสมมา เช่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือบุคคลอื่น จิตที่เอื้อเฟื้อเผื่อแฟ่เมตตากรุณาช่วยเหลือคนอื่นแม้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นกุศล บางคนก็มีวาจางาม คิดถึงใจเขาใจเรา เสียงอย่างนั้นไม่เหมาะ คำอย่างนี้จะทำให้คนอื่นเสียใจ ก็วิรัติคือเว้นไม่กล่าวคำอย่างนั้น ขณะนั้นก็เป็นกุศล ฉะนั้นกุศลจึงไม่ใช่แต่เฉพาะทาน การสละวัตถุเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่นเท่านั้น และการกระทำทานครั้งหนึ่ง ๆ นั้นก็ไม่ใช่ว่าเป็นกุศลตลอด เช่น
ทำบุญเลี้ยงพระก็ต้องเตรียมไทยธรรมไปตลาดซื้อสิ่งของต่าง ๆ ระหว่างนั้นเห็นสิ่งที่น่าพอใจบ้างไม่น่าพอใจบ้าง ก็เป็นโลภะบ้าง โทสะบ้าง หรือขณะที่ถวายวัตถุปัจจัยมีเสียงดังกระทบหูนั้นก็ไม่รู้ตัวว่าเกิดไม่ชอบเสียงนั้นเสียแล้ว เพียงชั่วขณะสั้น ๆ นั้นอกุศลก็เกิดแทรกได้ ฉะนั้น วันหนึ่ง ๆถ้าไม่เจริญสติปัญญาศึกษาพิจารณาจิตใจของตัวเองแล้วจะไม่รู้เลยว่า ใจตนเองสะอาดหรือสกปรกแค่ไหน มีกุศลมากหรืออกุศลมาและกุศลนั้นก็อย่าคิดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นภายนอก เช่น การทำบุญให้ทานต่าง ๆ แต่ต้องคิดถึงสภาพของจิตว่าเป็นกุศลมากหรือน้อยอย่างไร เช่น บางคนให้แล้วเสียดายอาจจะเสียดายมาก เสียดายนานทีเดียว ขณะนั้นอกุศลก็เกิดต่อจากกุศล
ฉะนั้นที่ถามว่าวิปัสสนาเป็นกุศลอย่างไร วิปัสสนาเป็นกุศลอีกขั้นหนึ่งที่สูงกว่าขั้นทาน ขั้นศีล ขั้นสมถะซึ่งเป็นการเจริญความสงบของจิต เพราะบุคคลใดก็ตามแม้จะให้ทานอย่างมาก แต่เมื่อโกรธก็ไม่มีความสุข และบางคนแม้ให้ทานมาก แต่ก็สะสมความโกรธไว้มากจึงโกรธง่ายหงุดหงิด ขณะที่หงุดหงิดขุ่นเคืองใจนั้นเป็นทุกข์หรือสุข ทานกุศลจึงไม่ทำให้หมดความโกรธหรือความขุ่นเคืองใจได้
บางคนฟังพรธรรมก็เห็นจริงว่าเกิดมาไม่นานก็ต้องจากโลกนี้ไปแต่ก็ยังผูกโกรธคนนั้นคนนี้ แล้วพระธรรมจะมีประโยชน์อะไร เมื่อพบกันแล้วควรเกื้อกูลกันดีกว่าพบกันแล้วก็โกรธกัน แล้วก็ตายจากกันไปทั้ง ๆ ที่ยังโกรธกันอยู่ ขณะที่ระลึกได้อย่างนี้ชั่วครั้งชั่วคราวก็อาจจะไม่โกรธ แต่ก็ยังมีตัวตนเป็นเราเป็นเขา ซึ่งก็ทำให้ไม่สามารถดับอกุศลทั้งหลายลงไปได้ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีมาเพื่อทรงตรัสรู้ธรรมและทรงแสดงหนทางที่ดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทคือไม่เกิดอีกเลย กิเลสทั้งหลายที่ทุกคนมี เช่น ความตระหนี่ ความหวงแหน ความติดข้อง ความพอใจ ความโลภ ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ความริษยา ความอาฆาตต่าง ๆ หรือแม้แต่ความหงุดหงิดรำคาญใจเมื่อนึกถึงอกุศลที่ทมำไปแล้วหรือกุศลที่ยังไม่ได้ทำต่างๆ เหล่านี้จะหมดเป็นสมุจเฉทไม่เกิดอีกเลยเมื่อได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม แต่ต้องด้วยการอบรมเจริญปัญญาอบรมเจริญสติปัฏฐาน รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย จนรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท
เมื่อผู้ใดบรรลุคุณธรรมดับกิเลสเป็นพระอริยบุคคลย่อมเป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองและบุคคลอื่น ที่กล่าวว่าจะเป็นกุศลอย่างไร ก็เป็นกุศลที่ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนและก็ไม่ทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อนด้วย
ถาม คำว่าตายกับแตกดับ ต่างกันหรือเหมือนกัน เมื่อรูปกายแตกดับ จิต
วิญญาณจะล่องลอยอยู่หรือไป ปฏิสนธิอย่างไร ช่วยอธิบายเมื่อจิต
วิญญาณเริ่มปฏิสนธิจนกระทั่งเกิด และคนเราเมื่อตายไปแล้ว มีอะไร
ติดตามไปด้วย
สุจินต์ ที่ถามว่าตายกับแตกดับ ต่างกันหรือเหมือนกันนั้นก็แล้วแต่การใช้ภาษา
เช่น ต้นไม้ตาย ลักษณะของต้นไม้ตายกับคนตายไม่เหมือนกัน สภาพ
ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นโลกพระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า โลก หรือ
โลกียะ เป็นสภาพธรรมที่แตกดับ พระนิพพานเป็นโลกุตตระ เพราะว่า
พระนิพพานไม่ใช่สภาพธรรมที่เกิดดับ ฉะนั้นเมื่อใช้คำว่าแตกดับก็หมาย
ถึงสภาพธรรมใดก็ตามที่เกิด สภาพธรรมนั้นจะทรงอยู่ดำรงอยู่ไม่ได้
ธรรมทุกอย่างที่เกิดต้องแตกดับอย่างรวดเร็ว สภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
ดับไปเป็นสังขารธรรม จิตเกิดขึ้นแล้วดับ เจตสิกเกิดขึ้นแล้วก็ดับ รูปเกิด
ขึ้นแล้วก็ดับ จะใช้คำว่าแตกดับก็ได้ส่วนคำว่าตายที่หมายถึงจุติหรือ
มรณะนั้นหมายเฉพาะสิ่งที่มีชีวิต คือคนและสัตว์ (ไม่ใช่ต้นไม้พืชพันธ์
ต่าง ๆ) ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นสมุกฐาน รูปของคนกับรูปหุ่นขี้ผึ้งถึง
แม้ว่าจะดูมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมากสักเพียงไรแต่ว่ารูปหุ่นขึ้ผึ้งไม่ใช่
รูปที่เกิดจากกรรม จึงไม่ใช่รูปที่เกิดจากกรรม จึงไม่ใช่รูปที่ทรงชีวิต รูป
ของสัตว์บุคคลมี ชีวิตรูป ซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐานทำให้ทรง
สภาพที่มีชีวิต ซึ่งต่างกับหุ่นขึ้นผึ้ง ฉะนั้น คำว่าตายซึ่งเป็นจุติหรือมรณะ
นั้น คือขณะจิต เจตสิก รูปดับ พ้นจากสภาพความเป็นบุคคลนี้ ไม่เกิดขึ้นดำรงสภาพเป็นบุคคลนี้อีกเลย
มรณะหรือความตายมี 3 อย่าง คือ
ขณิกมรณะ ได้แก่ความตายแต่ละขณะ ๆ ที่จิต เจตสิก รูป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
สมมุติมรณะ ได้แก่ความตายของสัตว์บุคคลในภพ 1 ชาติ 1
สมุจเฉทมรณะ ได้แก่การปรินิพพานของพระอรหันต์ซึ่งเมื่อจตุจิตเกิดและดับไปแล้ว ไม่มีปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่ออีกเลย
ที่ถามว่าคนเราเมื่อตายไปแล้ว อะไรติดตามไปด้วยความเป็นบุคคลเก่าในชาติก่อนติดตามใครมาเป็นบุคคลนั้นในชาตินี้อีกบ้าง เมื่อจุติจิตดับ สิ้นสุดสภาพความเป็นบุคคลในชาติก่อน ปฏิสนธิจิตชาตินี้ก็เกิดสืบต่อจากจุติจิตชาติก่อนทำให้เป็นบุคคลใหม่ทันที ปฏิสนธิจิตเป็นวิบากคือผลของกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้วในสังสารวัฏฏ์กรรมนั้นเป็นชนกกรรม คือเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตและกัมมชรูป (รูปซึ่งเกิดเพราะกรรมนั้นเป็นปัจจัย) เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด ด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงต่างกันทั้งในรูปร่างกละลักษณะ อุปนิสัยใจคอ ความคิดนึก ตามการสะสมของจิต บางคนก็มีโลภะมาก บางคนก็มีโทสะมาก เมื่อปฏิสนธิจิตสืบต่อจากจุตินั้นไม่ได้นำจิตของชาติก่อนตามมาด้วย ไม่ได้นำรูปของชาติก่อนตามมาด้วย เพราะจิต เจตสิก รูปใดดับไปแล้วก็ดับหมดสิ้นไปเลย แต่การดับไปของจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตชาตินี้เกิดขึ้นพร้อมกับรูปซึ่งเกิดเพราะกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้ เมื่อจุติจิตในชาตินี้เกิดขึ้นและดับไปแล้ว กรรมหนึ่งก็ทำให้ปฏิสนธิจิตและปฏิสนธิกัมมชรูปเกิดต่อเป็นบุคคลใหม่ในชาติต่อไป สิ้นสภาพความเป็นบุคคลในชาตินี้โดยสิ้นเชิงโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร [16 พ.ย. 2544 , 09:27:46 น.] ( IP = 202.133.163.211 : : )
สลักธรรม 3อาจารย์ว่าคำตอบยอดเยี่ยมเหมือนเดิมครับพ้ม เราทำเป็น html แล้วครับ
http://www.geocities.com/prapant.geo/vipassana_gain.html
โดย น้องจ้อย [16 พ.ย. 2544 , 12:17:41 น.] ( IP = 203.148.188.177 : : )
สลักธรรม 4
อนุโมทนาในธรรมทานของอาจารย์บุษกรอย่างยิ่ง วันนี้ผมขอเรียกท่านได้แล้วว่าอาจารย์ครับ
จากการตอบกระทู้มาจนวันนี้ผมเองก็ศึกษามาไม่ใช่น้อยเลยครับ ต้องขอยอมรับภูมิความรู้ของท่านจริงๆครับผม และผมจะมีทางทราบได้ไหมครับว่าท่านจบจากที่ไหนมาครับ เป็นการถามครั้งที่ 3 แล้วครับโดย โคจรธรรม [16 พ.ย. 2544 , 14:44:05 น.] ( IP = 202.133.164.27 : : )
สลักธรรม 5_/¦\_กราบบูชาพระคุณท่านอาจารย์บุษกรครับ
คำตอบของอาจารย์เหมือนปาฎิหารเลยครับอ่านไปขนลุกทั่วตัวเลยครับ ทำใจให้ปิติมากๆเลยครับๆผมจะพยายามศึกษาและกระทำให้ได้ครับ
ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
วิชัย วิเชียรวงษ์โดย วิชัย วิเชียรวงษ์ [16 พ.ย. 2544 , 14:48:57 น.] ( IP = 202.133.164.27 : : )
สลักธรรม 6คุณโคจรธรรมครับ ภูมิความรู้ทางธรรมไม่มีปริญญาทางโลกให้ได้หรอกครับ Her wisdom is beyond any degree. คนได้ปริญญาเอกแต่โง่ทางธรรมน่าสงสารยิ่งนัก
![]()
โดย น้องจ้อย [16 พ.ย. 2544 , 17:34:25 น.] ( IP = 161.200.63.145 : : 161.200.63.145 )
สลักธรรม 7คุณน้องจ้อยครับ คงเข้าใจผิดหรือเปล่าครับผมเองก็จบเอกด้านศาสนาและปรัญญา และจบอภิธรรมที่อภิธรรมโชติกะครับ ไม่เคยอยากได้วุฒิทางโลกเลย..ที่ถามหาที่เรียนของท่านเพราะเห็นความสามารถอย่างเยี่ยมต่างหากครับ
ผมจบมาหลายด้าน ปธ.๗ ก็จบแต่ไม่มีทางเขียนออกมาได้กระชับแน่นด้วยสาระครับ
นี้คือสาเหตุที่อยากทราบครับเพื่อมีโอกาสจะได้ไปศึกษาบ้างครับ.
Be Original.!โดย โคจรธรรม [17 พ.ย. 2544 , 20:34:27 น.] ( IP = 203.170.155.22 : : 203.170.155.22 )
สลักธรรม 8คุกรุ่นครุ่นในจิต
กิเลสพิษฤทธิ์เหลือหลาย
ธรรมมีที่ทำลาย
ยากนักละระวังใจ
วิปัสสนาปัญญาตรึก
ความรู้สึกเป็นอย่างไร
แจ่มชัดเหตุปัจจัย
ปฏิบัติสัมผัสจริง...โดย ดอกสารภี [18 พ.ย. 2544 , 06:57:16 น.] ( IP = 202.28.25.183 : : 202.28.25.183 )
สลักธรรม 9วิปัสสนากรรมฐาน งานดูจิต
เหมือนมีมิตร คอยเตือนเพื่อนคอยสอน
กำหนดรู้ ยิ่งรู้ทางจิต จร
จะยืน เดิน นั่ง นอน พ้นทุกข์ภัย
(คุณแม่สิริ กรินชัย)โดย อติ [18 พ.ย. 2544 , 13:03:06 น.] ( IP = 202.183.152.80 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |