| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กฏของกรรม ตอน ๒
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
โลกอยู่ในมือเรา อยู่ที่เราจะละกิเลสหรือจะกำไว้เป็นสมบัติส่วนตัว เราเป็นเจ้าของกรรม เป็นผู้ลิขิตกรรมแล้วเพราะเรามีปัญญา พระโลกนาถเจ้าผู้บัญชาโลกให้เป็นไปตามกรรมที่พระองค์พบมา แล้วคำว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา เมื่อเราได้ศึกษาถึงตรงนี้แล้ว...ไม่ยากเลย โลกทั้งใบอยู่ที่มือเรา จะบีบก็ได้หรือจะปล่อยก็ได้ ฉะนั้น แรงเจตนามีกำลังมาก เราจะเดินไปทางไหน อยู่ที่เราเลือกเอา
การเคลื่อนไหวของพืชและเครื่องจักรยนต์ ไม่มีทั้งแรงกระตุ้นใจและเจตนา จัดเป็นเพียงกิริยาหรืออาการเช่นกัน ตัดต้นไม้จึงไม่บาป เพราะต้นไม้ไม่มีจิต ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ ต้นไม้ล้มทับใครก็ไม่บาปเพราะไม่มีจิต ฉันใดฉันนั้น ถ้าเราทำจิตของเราให้เป็นกิริยาหรือรู้ในอาการ บาปบุญไม่เกิด วัฏฏะถูกตัด
เรื่องของกรรมนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนและพระสารีบุตรเป็นผู้รู้ ตามหลักธรรมชาติมุ่งเหตุผล กรรมวิบาก และผลของกรรม ถ้าตีความแล้วเหมือนกัน ตามหลักธรรมชาติ เมื่อมีเหตุต้องมีผล เมื่อมีกิริยาต้องมีปฏิกิริยา คนเราหวังนิพพานโดยอ้อมอยู่แล้ว อยากสุขตลอด อยากไม่ป่วย อยากสบาย ต้องการสุขอันสถาพรที่เรียกว่านิพพาน แต่กลับได้สุขอันไม่สถาพร จริงๆแล้วเราอยากได้พระนิพพานกันทั้งนั้นแต่เราไม่รู้จัก พระองค์ทรงค้นพบในสิ่งที่ลึกลับและซ่อนเร้นในเรื่องกรรม
โดย พี่เณร [12 ต.ค. 2547 , 00:07:00 น.] ( IP = 61.90.23.127 : : )
สลักธรรม 2
ทำกรรมแล้วต้องมีผลของกรรม ผลของกรรมมี 5 ประการ
1. กรรมที่สร้างคุณภาพใหม่ให้แก่จิต
2. กรรมก่อให้เกิดพลังกรรม
3. ผลทางใจ
4. ผลทางกาย
5. ผลของสังคม
1. กรรมที่สร้างคุณภาพใหม่ให้แก่จิต ถ้าทำกรรมชั่วก็เท่ากับเป็นการสร้างคุณภาพชั่วให้แก่จิต เปรียบเสมือนการหยดยาพิษลงไปในกระแสชีวิต คือกระแสเลือดทั่วร่างกาย เช่น พูดปด ถูกจับได้ ว่าเป็นคนชั่ว ไม่ได้ว่าแค่วาจาชั่ว
ถ้าทำกรรมดีก็เท่ากับสร้างคุณภาพฝ่ายดีให้แก่จิต เท่ากับหยดวิตามินลงไปในกระแสชีวิต คุณภาพของจิตก็ดีขึ้น และคุณภาพจิตนี่แหละเป็นตัวพาไปสุคติและทุคติ แต่ผลนี้ก็ไม่ต้องคอยชาติหน้า คนทำชั่ว จะนั่งหรือนอนก็ไม่สบายใจ
โดย พี่เณร [12 ต.ค. 2547 , 00:08:15 น.] ( IP = 61.90.23.127 : : )
สลักธรรม 3
2. กรรมก่อให้เกิดพลังกรรม หล่อเลี้ยงกระบวนการชีวิตไว้ เช่น คนเป็นอัมพาต ก็ไม่อยากพูด จนพูดไม่ได้ในที่สุด เป็นกระบวนการต่อเนื่องหล่อเลี้ยงชีวิตไว้ คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เดิน ยืน นั่ง นอน เหล่านี้เป็นกระบวนการของมัน เป็นการเคลื่อนไหวของอินทรีย์ เป็นการออกแรงแล้วแต่ธรรมชาติจะสร้างพลังทดแทนให้มากกว่าแรงที่เสียไป
เช่น ออกแรงยกน้ำหนักบ่อยๆ แขนของเราก็ใหญ่ขึ้น กล้ามใหญ่ขึ้น, ถ้าถีบจักรยานบ่อยๆ น่องโต, วิ่งมากๆ ขาโต, นอนมากๆ พุงโต มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง แขนใหญ่ขึ้นก็มีแรงมากขึ้น และแรงนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของเราให้คงอยู่ และเจริญต่อไป กำลังก็มารักษาสมดุลย์
ตรงข้ามกับการเคลื่อนไหวของอนินทรีย์ คือ ไม่มีอินทรีย์ คือ ไม่มีกำลัง เช่น เครื่องจักรกลไม่ต้องอาศัยแรง แต่ก็สามารถนำความสึกหรอและแตกสลายกลับมาสู่อนินทรีย์นั้นได้ ฉะนั้น เมื่อเราเป็นคน มีอินทรีย์เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทำประโยชน์ก็ได้ ในที่สุดชีวิตก็ต้องย่อยยับแตกสลายไปเหมือนกัน แม้แต่อนินทรีย์ไม่มีความเป็นใหญ่ ทำไปก็มีแต่สึกหรอแตกสลายไปในที่สุด เราจะเลือกแบบไหน จะอยู่แบบคนวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น หุ่นยนต์ หรือจะมีมโนสำนึก คือมีความรู้สึกตัวอยู่บ่อยๆ
ฉะนั้น การเคลื่อนไหว การกระทำทางกาย วาจา และใจ ก่อให้เกิดพลังกรรม และพลังกรรมนี้ก็เป็นแรงกระตุ้นให้เกิด จิตดวงต่อๆ ไป ต่อเนื่องไม่ขาดสาย จุติแล้วก็ปฏิสนธิต่อไป การเวียนว่ายตายเกิดจึงไม่มีที่สิ้นสุด กรรมทำให้เกิดพลังกรรม อนาคตกรรม เป็นปฏิจจสมุปบาท
โดย พี่เณร [12 ต.ค. 2547 , 00:10:08 น.] ( IP = 61.90.23.127 : : )
สลักธรรม 4
3. ผลทางใจ หมายถึงว่า ความสุขใจเมื่อได้รับแรงกระตุ้นใจฝ่ายดี มีเจตนาดี มีการกระทำดี ส่วนความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ เมื่อมีกิเลส มีเจตนาไม่ดี มีการกระทำไม่ดี ผลทางใจก็เกิดขึ้นทันที ตั้งแต่ระยะแรกที่เกิดแรงกระตุ้นใจ เช่น เกิดความโลภ ใจก็เดือดร้อนวุ่นว่ายขึ้นทันที
ผลทางใจช่วงนี้ก็จะเพิ่มคุณภาพดีหรือเลวให้แก่จิตมากขึ้น ผู้ใดกล่าวว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี เป็นการกล่าวด้วยโมหะ ขัดกับหลักความจริงในเรื่องธรรมชาติอย่างยิ่ง ซึ่งรวมถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย คือ กฏแห่งกรรม ผู้ที่เกิดด้วยโมหะ คือ เดรัจฉาน
โดย พี่เณร [12 ต.ค. 2547 , 00:11:23 น.] ( IP = 61.90.23.127 : : )
สลักธรรม 5
4. ผลทางกาย หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางกาย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากคุณภาพของจิต เช่น ใจชั่ว ใจบาป ทำให้ผิวพรรณหม่นหมอง ราศีตก เกิดโรคผิวหนังบางชนิด โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคทางเดินอาหาร อายุสั้น ส่วนคนใจดี เพราะกรรมดี ทำให้ผิวพรรณงาม สุขภาพสมบูรณ์ อายุยืน ฉะนั้นเราทำทั้งดีทั้งชั่ว
จะบวชหรือไม่บวชไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ความเห็นถูก แต่ถ้าไปบวชแล้วต้องทำถูก ตามพระวินัยธรรม ได้พบพระอุปัชฌาจารย์ พระกรรมวาจาจารย์ที่เข้มงวดกวดขัน เพื่อจะได้ไม่ทำผิด อธิษฐานไว้ว่าขอให้เป็นคนว่าง่าย ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่อาฆาต เป็นคนไม่หัวแข็ง ได้ฟังธรรม เพราะเราทุกคนมีพื้นฐานความเป็นคนหัวแข็ง ดื้อ สอนยาก ว่ายาก
มีชีวิตด้วยการห่มชีวิตด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ครองชีวิตด้วยสติมา สัมปชาโน อาตาปี
ผลทางกายถึงแม้จะได้รับแน่นอน แต่ไม่จำเป็นต้องชาตินี้เสมอไป อาจได้รับในชาติหน้า หรือชาติต่อๆ ไป ดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน จูฬกรรมวิภังคสูตรและมัชฌิมนิกายว่า ผู้ชอบการฆ่าฟัน...เกิดชาติหน้าจะมีอายุสั้น ผู้ชอบเบียดเบียน...เกิดชาติหน้าจะเป็นคนขี้โรค คนที่มักโกรธแค้น เกิดชาติหน้าจะมีผิวพรรณทราม คนที่มักอิจฉาริษยา เกิดชาติหน้าจะมีอำนาจวาสนาน้อย คนตระหนี่ถี่เหนียว...เกิดชาติหน้าจะมีฐานะยากจน เป็นต้น
โดย พี่เณร [12 ต.ค. 2547 , 00:12:45 น.] ( IP = 61.90.23.127 : : )
สลักธรรม 6
5. ผลทางสังคม ในฐานะที่มนุษย์เป็นสมาชิกของสังคม การกระทำทางกายและวาจา ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ย่อมส่งผลต่อสังคม และสังคมย่อมแสดงปฏิกิริยาสะท้อนกลับแก่เขา เป็นกิริยาและปฏิกิริยาตามสมควร ผลสะท้อนที่ผู้กระทำกรรมได้รับจากสังคม เรียกว่า ผลทางสังคม เช่น ถ้าทำกรรมดี ก่อให้เกิดลาภ ยศ สรรเสริญ สุขสบาย แต่ถ้าเป็นกรรมชั่วก่อให้เกิดการเสื่อมลาภ ทุกข์ยากลำบาก
ผลทางสังคมเป็นเพียงแต่ผลพลอยได้ของกรรม อาจจะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แต่เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมเป็นผลผิวเผินภายนอก ซึ่งไม่มีความสำคัญอะไร แต่ในสมัยปัจจุบัน จิตใจคนติดอยู่กับวัตถุ แสง สี เสียง จึงเรียกว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขสบาย เมื่อทำดีแล้วไม่ได้ผลเหล่านี้จึงคิดว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี อยากสบายทันที
ดังนั้นทุกคนต้องทำดี เพื่อปรุงแต่งคุณภาพจิตให้สูงส่ง อย่าทำเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ สุขเลย พระสารีบุตรท่านสอนไว้ว่า ทำเพื่อคุณภาพชีวิต อย่าคิดทำเพื่อเป็นใหญ่ ตรงบริเวณที่ท่านสอนมีธารน้ำ ดินแฉะ มีกะลาครอบอยู่ ในนั้นก็มีสัตว์อยู่ ท่านก็ชี้ให้เห็น ม้วนอ้วนโตแต่ก็ไม่ออกไปเกินนี้ได้ ถ้าไม่ยอมออกไป เช่นเดียวกัน ถ้าท่านไม่ออกไปสู่โลกภายนอกที่ศาสดาเราสอน ท่านก็มีกะลาส่วนตัวที่คลุมท่านไว้ ทำให้ท่านไม่ปักใจเชื่ออะไรเลย เป็นผู้มีวิจิกิจฉาตลอด พระสารีบุตรท่านก็สอนเรื่องวิจิกิจฉา จนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน จะเห็นว่าการสอนนั้นไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไร ใช้ธรรมชาติ
ฉะนั้น กฏของกรรม คือกฏของธรรมชาติ จงทำความดี เพื่อทำคุณภาพของจิตใจให้สูงส่ง อย่าทำความดีเพื่อแลกกับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทำดีแบบนั้นเป็นการทำดีแบบการค้า โอกาสขาดทุนมี ไม่ได้อย่างที่หวังไว้ ฉะนั้น ด้วยพลังกรรม ด้วยอำนาจกรรม ทุกอย่างเป็นวัฏฏะ เป็นลูกโซ่ที่เราจะต้องพึงระลึกอยู่เนืองๆ ว่า ไม่มีใครทำให้ใครเป็นอย่างไรได้ ถ้าเผื่อเราไม่ทำมาเอง
จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้
โดย พี่เณร [12 ต.ค. 2547 , 00:15:25 น.] ( IP = 61.90.23.127 : : )
สลักธรรม 7เป็นเรื่องจริงที่น่าศึกษาหาความรู้มาก
และต้องให้มีความเข้าใจอย่างยิ่งนะครับ
จึงขอขอบคุณมา ณ.โอกาสนี้ครับ
ที่นำประโยชน์มาลงให้อ่านครับผม
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย ฮิเดชิ [12 ต.ค. 2547 , 06:33:20 น.] ( IP = 61.90.12.94 : : )
สลักธรรม 8มารีบศึกษาแต่เช้า เพราะคิดว่าจะต้องมีขบวนกรรมอันต่อเนื่อง เมื่อครั้งที่แล้วก็ยังติดค้างเรื่องแรงกระตุ้นใจอยู่บ้างแต่คราวนี้ดูจะลึกซึ้งยิ่งขึ้น ว่าแรงกระตุ้นใจมีความแตกต่างกันอย่างไร ถึงทำให้ชื่อว่าเป็นการกระทำกรรม โดยเฉพาะอพยากตกรรมซึ่งไม่ค่อยได้ตระหนักถึงสักเท่าไหร่ว่าเป็นอย่างไร คงต้องกล่าวขอบพระคุณอย่างสูงที่ให้ความรู้ในระดับ advance ยิ่งขึ้น ทำให้รู้ว่ายังมีความรู้ที่ต้องศึกษายิ่งขึ้น และธรรมอันเป็นเหตุมีเหตุนั้น น่าศึกษามากว่านี้
และจะพยายาม![]()
ทำความดี เพื่อทำคุณภาพของจิตใจให้สูงส่ง ไม่ได้ทำความดีเพื่อแลกกับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ให้มากว่านี้ค่ะ![]()
โดย น้องอุ๊ [12 ต.ค. 2547 , 06:52:28 น.] ( IP = 202.28.179.1 : : unknown )
สลักธรรม 9[center]
![]()
ธรรมะติดปีก![]()
![]()
![]()
[/center]โดย น้ำใส [12 ต.ค. 2547 , 08:24:26 น.] ( IP = 202.133.132.125 : : )
สลักธรรม 10
อ่านเรื่องนี้แล้ว รู้สึกจิตใจสงบขึ้น
โดยเฉพาะถึงตอนที่กล่าวว่า
โลกอยู่ในมือเรา อยู่ที่เราจะละกิเลสหรือจะกำไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
เราเป็นเจ้าของกรรม เป็นผู้ลิขิตกรรม
.. ไม่ยากเลย โลกทั้งใบอยู่ที่มือเรา จะบีบก็ได้หรือจะปล่อยก็ได้
ฉะนั้น แรงเจตนามีกำลังมาก เราจะเดินไปทางไหน อยู่ที่เราเลือกเอา
![]()
ทำให้เห็นความสำคัญของ แรงเจตนามีกำลังมาก
และเมื่อกลับมาทบทวนชีวิตในสิ่งที่เรากำลังดำเนินอยู่
มีความรู้สึกว่า
หลายๆ ครั้งที่เราบีบ หรือแบกโลก มากกว่าที่จะปล่อย
จึงทำให้รู้สึกหนักจนแทบล้า
และที่สำคัญ นั่นหมายความว่า
เราได้เลือกที่จะเดินไปทางนั้นแล้ว ซึ่ง
น่ากลัวยิ่งนัก
กราบขอบพระคุณพี่เณร ที่นำเรื่องนี้มาให้อ่าน
ต้องบอกว่า วันนี้โชคดีที่มีเวลาเปิดเข้ามา และได้อ่านทบทวนกระทู้เรื่อง กฏแห่งกรรมนี้ ที่มีประโยชน์มากๆ
กราบขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ
โดย วยุรี [12 ต.ค. 2547 , 12:39:56 น.] ( IP = 203.150.217.111 : : 203.113.39.6 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |