มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เสริมสร้างปัญญา...ตอนที่ ๑๖




http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=6085&page=1


เสริมสร้างปัญญา...ตอนที่ ๑๖



เมื่อพัฒนาจิตมาถึงขั้นอัปปนาสมาธิ
จนได้ปฐมฌานรูปาวจรจิต
และเรื่อยไปจนถึงปัญจมฌานจิต แล้ว

ปัญจมฌานลาภีบุคคลเหล่านี้ก็จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันไปเป็น ๒ ฝ่ายค่ะ คือ
  • ฝ่ายหนึ่ง ความเห็นในเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนา
    เห็นว่า… ทุกข์ เกิดขึ้นเพราะรูป
    โรคต่างๆ ความหิวกระหาย ความรักใคร่ยินดีซึ่งกันและกัน ล้วนเนื่องมาจากร่างกายเป็นต้นเหตุ
    เกิดความเบื่อหน่ายในร่างกาย
    มีแต่ความอยากได้ไปเกิดในอรูปภูมิ
    พร้อมกับหวาดกลัวในปฏิภาคนิมิตที่เป็นอารมณ์ของปัญจมฌาน
    จึงปรารถนาความไม่มีรูป

  • อีกฝ่ายหนึ่ง ความเห็นในสมัยที่พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้น
    เห็นว่า… รูปเป็นของหยาบ
    สมาธิที่เกิดจากอรูปณานมีกำลัง และประฌีตกว่า
    ฉะนั้น จึงอาจทำอภิญญาได้
    หรือถ้าสำเร็จเป็นพระอนาคามี พระอรหันต์ในเวลาใด ก็ยังช่วยให้ตนสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้
    จึงปรารถนาอรูปฌาน

  • โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 16:55:28 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
    [ 1 ] [ 2 ]


      สลักธรรม 1


    ขอย้อนการเจริญรูปาวจรกุศลจิต นิดหน่อยนะคะ
    (ย้ำว่านิดหน่อยเท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าขณะนี้เรากำลังเรียนรู้เรื่องจิตไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติสมภกรรมฐานค่ะ)

    ขอยกตัวอย่างปถวีกสิณค่ะ…

  • พระโยคาวจร ผู้เจริญสมถกรรมฐานเมื่อจัดทำองค์กสิณเรียบร้อยแล้ว
  • ตั้งองค์กสิณไว้จำเพาะหน้า วางในระยะพอสมควร
  • หลังจากตั้งวามปรารถนา เรียบร้อยแล้ว
  • เริ่มจาก บริกรรมภาวนา (อย่าไปสนใจกับสีขององค์กสิณ) ตาจ้อง ปากบริกรรม ปถวีๆๆ เป็นบริกรรมนิมิต
  • ลืมตา และหลับตา สลับกันไป (หลับตาเพื่อจะได้ทราบว่าสมาธิแนบแน่นหรือยัง)
  • จนภาพองค์กสิณนั้นปรากฏขึ้นทางใจ เมื่อหลับตาภาพองค์กสิณปรากฏให้เห็นทันที เรียกว่า เกิดอุคคหนิมิต
  • อุคคหนิมิต จะมีลักษณะทุกอย่างเหมือนองค์กสิณ ดังนั้นควรจัดทำองค์กสิณด้วยความประณีต

    บริกรรมนิมิต และ อุคคหนิมิต ต่างกันอย่างไร??
    ต่างกันตรงที่ บริกรรมนิมิตนั้น จะมีปัจจุบันรูปารมณ์
    ส่วนอุคคหนิมิต จะมีอดีตรูปารมณ์

  • เมื่อเกิดอุคคหนิมิตแล้ว เพียรต่อไป จนเกิดปฏิภาคนิมิต ซึ่งจะมีลักษณะใสสะอาดเหมือนกระจก
  • ผู้ที่ได้ปฏิภาคนิมิตแล้ว จิตใจจะชุ่มชื่นเบิกบานอิ่มเอิบใจเป็นอย่างมาก
  • นิวรณธรรมต่างๆ ก็สงบลง ถูกข่มไว้ได้เป็นวิขัมภนประหาณ
  • สมาธิอยู่ในขั้น อุปจารสมาธิ คือสมาธิ เฉียดใกล้ฌาน

    อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ต่างกันอย่างไร??
    ต่างกันตรงที่ อุคคหนิมิต นั้น จะเหมือนกับองค์กสิณทุกอย่าง
    ส่วนปฏิภาคนิมิต จะมีลักษณะใสสะอาด ดุจกระจก


    - เมื่อปฐมฌานเกิดขึ้น พร้อมองค์ฌาน ๕ แล้วดับไป
    - เพ่งปฏิภาคนิมิตอีก พยายามเข้า - ออก ปฐมฌานไว้เสมอๆ จนเกิดวสี หรือความชำนาญ
    - พิจารณาองค์ฌานในปฐมฌาน เห็นสภาพของวิตกว่าเป็นของหยาบ
    - ทุติยฌานเกิดขึ้น พร้อมองค์ฌาน ๔ แล้วดับไป
    - (เข้าออกฌานที่ได้ พร้อมกับพิจารณาองค์ฌานเรื่อยไป……..)
    - จนเกิดปัญจมฌาน มีองค์ฌาน ๒ คือ อุเปกขา และเอกัคคตา

  • โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 16:57:43 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 2


    ดังนั้นเมื่อปัญจมฌานลาภีบุคคลพิจารณาเกิดความเบื่อหน่ายในรูปและอยากได้ในอรูปฌาน

  • ก็เกิดความหวาดกลัวในปฏิภาคนิมิตที่ได้
  • เพียรพยายามที่จะพรากใจออกจากปฏิภาคนิมิตนั้น
  • แล้วพยายามยึดหน่วงให้อากาศบัญญัติเข้ามาแทนที่
  • โดยบริกรรม อากาสา อนนฺโต ๆ (อากาสไม่มีที่สิ้นสุด)
  • เมื่อสามารถเพิกปถวีปฏิภาคนิมิต ซึ่งเป็นนิมิตกรรมฐานที่ติดอยู่กับใจในเวลานั้นออกเสียได้
  • มีอากาศบัญญติเข้ามาแทนที่ (เรียกว่ากสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ)
  • พร้อมกับ อากาสานัญจายตนฌาน ก็เกิดขึ้น เป็นปฐมอรูปจิตพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒
    หรือ เรียกว่า ปฐมารุปปจิต ดังนี้ คือ

    ภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู อากาสานัญจายตนกุศลจิต ภวงัค์ ภวังค์ ฯ แล้วปัจจเวกขณวิถีพิจารณาองค์ฌานที่เกิดขึ้น
  • เป็นอันว่าผู้นั้นสำเร็จเป็น อากาสานัญจายตนฌานลาภีบุคคล

    พระโยคีบุคคลเมื่อได้อากาสานัญจายตนฌานแล้ว ปฏิบัติวสีภาวะทั้ง ๕ และ
  • พิจารณาเห็นโทษของอากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นฌานที่ใกล้กับรูปปัญจมฌาน
  • หากขาดการเข้าฌานนี้เสมอๆ ฌานก็อาจจะเลือนหายไป และสมาธิลดระดับลงตกไปตั้งอยู่ในรูปปัญจมฌานตามเดิม อีกทั้งพิจารณาเห็นว่าฌานนี้ยังหยาบอยู่
  • จึงพยายามพรากใจออกจากอากาศบัญญัติ
  • แล้วกลับพยายามยึดหน่วงให้อากาสานัญจายตนฌานมาปรากฏ
  • โดยบริกรรมว่า วิญญาณํ อนนฺโตๆ (วิญญาณที่มีอากาศบัญญัติไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ ๆ)
  • ในเวลาไม่ช้า อากาศบัญญัติ ที่เป็นนิมิตกรรมฐานก็หายไปจากใจ
  • อากาสานัญจายตนฌานก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่
  • พร้อมกับ วิญญาณัญจายตนฌาน ก็เกิดขึ้น เป็นทุติยอรูปจิตพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒
    หรือ เรียกว่า ทุติยารุปปจิต ดังนี้ คือ

    ภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู วิญญาณัญจายตนกุศลจิต ภวงัค์ ภวังค์ ฯ แล้วปัจจเวกขณวิถีพิจารณาองค์ฌานที่เกิดขึ้น
  • เป็นอันว่าผู้นั้นสำเร็จเป็น วิญญาณัญจายตนฌานลาภีบุคคล

  • โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 17:01:09 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 3


    พระโยคีบุคคลเมื่อได้วิญญาณัญจายตนฌานแล้ว ปฏิบัติวสีภาวะทั้ง ๕ และ

  • พิจารณาเห็นโทษของวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นฌานที่ใกล้กับอากาสานัญจายตนฌาน
  • หากขาดการเข้าฌานนี้เสมอๆ ฌานก็อาจจะเลือนหายไป และสมาธิลดระดับลงตกไปตั้งอยู่ในอากาสานัญจายตนฌาน ตามเดิม อีกทั้งพิจารณาเห็นว่าฌานนี้ยังหยาบอยู่
  • จึงพยายามพรากใจออกจากอากาสานัญจายตนฌานนั้น
  • แล้วกลับพยายามยึดหน่วงให้นัตถิภาวบัญญัติมาปรากฏแทนที่
  • โดยบริกรรมว่า นตฺถิ กิญจิๆ (ความเหลืออยู่ของอากาสานัญจายตนฌานแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี ๆ)
  • ในเวลาไม่ช้า อากาสานัญจายตนฌาน ที่เป็นนิมิตกรรมฐานก็หายไปจากใจ
  • นัตถิภาวบัญญัติก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่
  • พร้อมกับ อากิญจัญญายตนฌาน ก็เกิดขึ้น เป็นตติยอรูปจิตพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒
    หรือ เรียกว่า ตติยารุปปจิต ดังนี้ คือ

    ภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู อากิญจัญญายตนกุศลจิต ภวงัค์ ภวังค์ ฯ แล้วปัจจเวกขณวิถีพิจารณาองค์ฌานที่เกิดขึ้น
  • เป็นอันว่าผู้นั้นสำเร็จเป็น อากิญจัญญายตนฌานลาภีบุคคล

  • โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 17:03:43 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 4


    พระโยคีบุคคลเมื่อได้อากิญจัญญายตนฌานแล้ว ปฏิบัติวสีภาวะทั้ง ๕ และ

  • พิจารณาเห็นโทษของอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นฌานที่ใกล้กับวิญญานัญจายตนฌาน
  • หากขาดการเข้าฌานนี้เสมอๆ ฌานก็อาจจะเลือนหายไป และสมาธิลดระดับลงตกไปตั้งอยู่ในวิญญานัญจายตนฌาน ตามเดิม
  • อีกทั้งพิจารณาเห็นว่าฌานนี้ ไม่ประณีต และ สงบเท่ากับที่มีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
  • อีกทั้งสัญญา ความจำที่มีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็ประณีตสุขุมมากกว่ายิ่งนัก
  • ก็หมดความยินดีในอากิญจัญญายตนฌาน แต่ก็ยังเห็นความดีของฌานนี้อยู่ว่ามีความประณีต และสงบไม่น้อย
  • จึงสนใจอากิญจัญญายตนฌานที่ดับไปแล้ว โดยการพยายามพรากใจออกจากนัตถิภาวบัญญัตินั้น
  • แล้วกลับพยายามยึดหน่วงให้อากิญจัญญายตนฌานมาปรากฏแทนที่
  • โดยบริกรรมว่า สนตฺเมตํ ปณีตเมตํ ๆ (อากิญจัญญายตนฌาน นี้มีสมาธิสงบมาก ประณีตมาก ๆ)
  • ในเวลาไม่ช้า นัตถิภาวบัญญัติ ที่เป็นนิมิตกรรมฐานก็หายไปจากใจ
  • อากิญจัญญายตนฌานก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่
  • พร้อมกับ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็เกิดขึ้น เป็นจตุตถอรูปจิต พร้อมด้วยองค์ฌาน ๒
    หรือ เรียกว่า จตุตถารุปปจิต ดังนี้ คือ

    ภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู
    เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต ภวงัค์ ภวังค์ ฯ แล้วปัจจเวกขณวิถีพิจารณาองค์ฌานที่เกิดขึ้น
  • เป็นอันว่าผู้นั้นสำเร็จเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌานลาภีบุคคล

  • โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 17:05:03 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 5


    ...เมื่อเพ่งอากาสความว่างเปล่า จิตก็จับที่อากาสความว่างเปล่านั้น
    ...เมื่อเพ่งวิญญาณ จิตก็จับที่วิญญาณอีก
    ...เมื่อเพ่งความไม่มีอะไรเลย จิตก็จับที่ความไม่มีอะไรเลยอีก
    …แม้สัญญาความจำที่ไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี จิตก็ยังไปจับได้อีก
    จึงเห็นได้ว่า จิตว่างนั้นไม่มี จิตจะต้องจับอะไรสักอย่าง



    และจะสังเกตเห็นได้ว่า
    ในรูปาวจรจิตแต่ละดวงนั้น ต่างกันที่องค์ฌาน
    ส่วนในอรูปาวจรจิต องค์ฌานเหมือนกัน แต่ต่างกันที่อารมณ์ คือ
  • อากานัญจายตนฌานจิต หรือ ปฐมารุปปจิต   มีกสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ  เป็นอารมณ์
  • วิญญานัญจายตนฌานจิต หรือ ทุติยารุปปจิต   มีอากาสานัญจายตนฌานจิต  เป็นอารมณ์
  • อากิญจัญญายตนฌานจิต หรือ ตติยารุปปจิต   มีนัตถิภาวบัญญัติ  เป็นอารมณ์
  • เนวสัญญานาสัญญายตนฌานจิต หรือ จตุตถารุปปจิต   มีอากิญจัญญายตนฌานจิต  เป็นอารมณ์

  • โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 17:06:48 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 6


    อรูปาวจรวิปากจิต ๔ เป็นจิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศลจิต ๔
    ให้ได้เสวยสมบัติเป็นอรูปพรหม ในอรูปภูมิ ๔ ตรงกันดวงต่อดวง

    อรูปวจรกิริยาจิต ๔ ก็เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิต
    เพียงแต่เป็นจิตที่เกิดขึ้นกับพระอรหันต์โดยเฉพาะเท่านั้น

    การเรียกชื่อก็จะเหมือนกัน ทั้งกุศล วิบาก และกิริยา เปลี่ยนคำลงท้ายเท่านั้น
    และต้องไม่ลืมว่ายังคงมีองค์ฌาน ๒ เท่านั้น คือ อุเบกขา และเอกัคคตา


    ดวงที่ ๑. อุเปกฺเขกคฺคตาสหิตํ อากาสานัญจายตน กุศลจิตฺตํ / วิปากจิตฺตํ / กฺริยจิตฺตํ

    ดวงที่ ๒.
    อุเปกฺเขกคฺคตาสหิตํ วิญญาณัญจายตน กุศลจิตฺตํ / วิปากจิตฺตํ / กฺริยจิตฺตํ

    ดวงที่ ๓.
    อุเปกฺเขกคฺคตาสหิตํ อากิญจัญญายตน กุศลจิตฺตํ / วิปากจิตฺตํ / กฺริยจิตฺตํ

    ดวงที่ ๔.
    อุเปกฺเขกคฺคตาสหิตํ เนวสัญญานาสัญญายตน กุศลจิตฺตํ / วิปากจิตฺตํ / กฺริยจิตฺตํ


    ถึงแม้ว่าจะเพียรพยายามเจริญสมาธิจนสมาธินั้นตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ได้อรูปฌานแล้ว
    เมื่อจุติ ก็ยังคงต้องไปเกิดอีก
    เพียงแต่ไปเกิดในที่ที่ไม่มีรูปตามที่ตนปรารถนาไว้อย่างแรงกล้า คือ ในอรูปภูมิ ๔
    (อากานัญจายตนภูมิ วิญญานัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ)

    อรูปภูมิ เป็นภูมิที่ไม่มีรูปขันธ์ หรือ รูป ๒๘
    แต่ก็ยังคงมี ปิยรูป สาตรูป รูปอันที่เป็นที่น่ารัก น่ายินดี ของตัณหา
    เพราะองค์ธรรมของปิยรูป สาตรูป นั้นนอกจากรูป ๒๘ แล้ว ยังประกอบด้วย โลกียจิต ๘๑ และเจตสิก ๕๒
    ดังนั้น ในการกล่าวว่า อรูปภูมิ เป็นภูมิที่ไม่มีรูป มุ่งหมายเอารูป ๒๘ ซึ่งเป็นรูปขันธ์ นะคะ

    โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 17:10:16 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 7


    ข้อควรทราบ….
    ในภูมิ ๓๑ นั้น อรูปาวจรกุศลจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้ใน อบายภูมิ ๔ ในจตุตถฌานภูมิ ๗ และในอรูปภูมิที่ต่ำกว่า

  • เพราะบุคคลที่จะไปเกิดในอบายภูมิ ๔ นั้น เป็นทุคติอเหตุกบุคคล
    ส่วนผู้ที่เจริญสมถภาวนาให้ได้อรูปฌานนั้น ต้องเป็นติเหตุกบุคคล

  • ในจตุตถฌานภูมิ ๗ ซึ่งได้แก่อสัญญสัตตภูมิ ๑ เวหัปผลาภูมิ ๑ และ สุทธาวาสภูมิ ๕ นั้น
    อสัญญสัตตภูมิ เป็นภูมิที่ไม่มีจิต และเจตสิก อรูปาวจรกุศลจิตจึงเกิดขึ้นไม่ได้

    เวหัปผลาภูมิ และสุทธาวาสภูมิ ๕ บุคคลที่เกิดในภูมิเหล่านี้ ก็มีความพอใจในยอดภูมิของตน
    ไม่มีความปรารถนาที่จะไปเกิดในอรูปภูมิ จึงไม่เจริญอรูปฌานเลย

  • ส่วนในอรูปภูมิ ๔ นั้น ในแต่ละภูมิก็จะเจริญเฉพาะที่เป็นฌานในภูมิของตนเท่านั้น
    จะไม่เจริญอรูปฌานที่ต่ำกว่าภูมิของตน เพราะเห็นโทษ และละอารมณ์ที่ผ่านมาแล้ว

  • โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 17:12:29 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 8


    รูปาวจรจิต ๑๕ และอรูปาวจรจิต ๑๒ เป็นจิตที่เข้าถึงความเป็นใหญ่ และประเสริฐ รวมเรียกว่า มหัคคตจิต ๒๗ เพราะ

  • - สามารถข่มกิเลสไว้ได้นานตามสมควร เป็นวิขัมภนประหาณ
  • - ให้ผลอันไพบูลย์ คือ ให้ได้เสวยพรหมสมบัติในพรหมโลก
  • - ให้จิตมีการสืบต่อกันไปได้เป็นเวลานานเป็นพิเศษ คือเป็นรูปพรหม อรูปพรหม ที่มีอายุยืนยาวกว่าสัตว์อื่นๆ ทั้งหลาย เช่น ....เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม มีอายุขัย ๘๔,๐๐๐ มหากัป

    คิดดูนะคะ กว่าจะเจริญจนได้รูปฌาน และอรูปฌาน แสนจะยากลำบาก
    ต้องใช้ความเพียรเป็นอย่างมาก
    แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่พ้นกิเลสตัณหา โลภะ
    อยากสงบ อยากได้ฌานที่สุขุมขึ้น อยากได้ฌานที่สงบขึ้น
    และในที่สุด ก็ต้องเวียนเกิดอีก
    แถมไปเกิดในภูมิที่มีอายุขัยยาวนานมาก
    อนิจจา…

    เขียนถึงตรงนี้ก็ให้ระลึกสำนึกในพระคุณของพระอนุรุทธาจารย์เจ้า
    ที่ทรงกรุณาย่อพระคัมภีร์ที่ลุ่มลึกและยากแสนยาก
    รจนาออกมาเป็นพระอภิธัมมัตถสังคหะ ที่ง่ายต่อการศึกษา
    ให้ปุถุชน ผู้หนาแน่นด้วยกิเลสทั้งหลาย
    รวมทั้งข้าพเจ้าได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน
    ในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ลึกซึ้งและยากยิ่ง

    ขอน้อมก้มกราบถวายกุศลที่ได้จากการศึกษาเล่าเรียนนี้เป็นเครื่องสักการะแด่พระอนุรุทธาจารย์เจ้า

  • โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 17:17:31 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 9


    สรุปอรูปาวจรจิต ค่ะ



    ด้วยความปรารถนาดีค่ะ

    พี่ดา

    โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2547 , 17:19:21 น.] ( IP = 61.90.68.235 : : )


      สลักธรรม 10

    พี่เณรมาแล้วครับผม มาเรียนเรื่องจิตต่อครับ จะได้รู้จริงเรื่องการเป็นผู้มีฌาณครับ เพราะใครก็ว่าตนเป็นผู้มีฌาน พระองค์นั่นองค์นี้มีฌาน เป็นว่าเล่นเลยครับ พอมาอ่าน โอโหไม่ใช่ของง่ายๆกล้วยๆเลยครับ นี่แหละการศึกษาทำให้ไม่ถูกหลอกได้แน่นอนเลยครับ

    ขอบคุณมากๆๆนะครับพี่ดา สาธุครับผม

    โดย พี่เณร [15 ต.ค. 2547 , 20:31:40 น.] ( IP = 61.91.76.12 : : )
    [ 1 ] [ 2 ]

    ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
    จาก : *
    Code :
    กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
    อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
    รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
    รายละเอียด :
    Icon Toy
    Special command

    * *
    กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

    คำเตือน
    • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
    • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
    • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

    ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

    [ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

    ลานภาพ

    อบรมวิปัสสนา

    ค้นหา

    ค้นหา-GooGle

    สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org