โลภะกับชีวิต
การศึกษาธรรมของชาวพุทธทั้งหลายส่วนใหญ่จะเป้าหมายอย่างเดียวกัน คือ เพื่อต้องการทำให้ชีวิตของตนมีความสุข
.แต่แตกต่างกันตรง..ระดับของความสุข
.ที่ตนเองต้องการนั่นเอง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกื้อกูลบุคคลเหล่านี้ โดยทรงจำแนกธรรมออกมาเป็นหมวดหมู่ให้แก่พวกเขาได้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น ทศพิธราชธรรม ..ราชภัฏธรรม
สัปปุริสธรรม..ฆราวาสธรรม
ธรรมโลกบาล หรืออริยธรรม เป็นต้น
เมื่อกล่าวโดยรวมแล้วไม่ว่า ใครจะมีความต้องการความสุขในระดับใน เป็นที่แน่นอนเหลือเกินว่า พวกเขาย่อมต้องเคยทุกข์ยาก หรือรับรู้ว่าความทุกข์ยากนั้นมีอยู่และอาจเกิดแก่ตน
จึงไม่ปรารถนาภาวะเช่นนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไขปัญหาให้บุคคลทั้งหลายได้ทราบว่า ..การมีชีวิตนั่นแหละนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งปวง..แล้วชีวิตของเรานี้มาจากไหนเล่า?
การเกิดขึ้นของชีวิตล้วนมาจากอำนาจของโลภะ
และการมีชีวิตย่อมนำไปสู่การกระทำกรรมที่เป็นบุญ-บาปเรื่อยไป
โลภะก่อชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร
โลภะ คือ ความปรารถนาในอารมณ์ต่างๆอันเกิดจากทวารทั้ง ๖ และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ย่อมจะฝังมั่นลงไว้ภายในจิตใจกลายเป็นอุปาทานทำให้อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องมีการแสดงพฤติกรรมเพื่อสนองรากเหง้าที่ฝังอยู่นี้ เช่น
.เมื่อมีคนมายกย่องชมเชยว่าเราเป็นคนเก่ง มีปัญญาดี มีความรู้ความสามารถมาก ..เราก็ย่อมจะยิ้มแย้มแจ่มใสพอใจ
ทั้งนี้เพราะอำนาจของอุปาทานที่เก็บไว้ในใจหนุนเนื่องให้แสดงความพอใจออกมาเป็นพฤติกรรมคือการยิ้มแย้ม ( โลภมูลจิตที่เป็นโสมนัสเวทนา)
หรือแม้ว่าจะไม่เกิดโลภะโดยตรงทันที เช่น เมื่อถูกว่ากล่าวติเตียนว่าเป็นคนเกียจคร้าน โง่เง่าเต่าตุ่น ก็จะเกิดความไม่พอใจซึ่งความไม่พอใจนี้มาจากอำนาจของอุปาทานที่แอบแฝงอยู่ในใจว่า ..อยากจะให้มีแต่คำชม..
อำนาจของความไม่พอใจที่เป็นโทสมูลจิตนี้ ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลักดันให้เราไปหาความพอใจจนได้ เช่น พยายามท่องจำเพื่อให้ได้รับคำชม เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ ..จะเห็นได้ว่า อำนาจของความไม่พอใจ เป็นตัวที่ทำให้มีการดิ้นรนเสาะแสวงหาความพอใจต่อไปใหม่ ซึ่งก็หนีความโลภหรือโลภะไม่ได้เลย
เมื่อพิจารณาแล้วเราก็ต้องยอมรับว่า เรามีความปรารถนาอันเป็นโลภะนี้เกิดขึ้นตลอดวัน บางครั้งก็มากเสียจนทำให้เราล่วงศีล ก่อทุจริตกรรมทางกายและวาจา
.. และไม่ว่าจะมีกำลังมากหรือน้อยต่างก็ล้วนสะสมไว้ในจิต(เพราะจิตวิจิตร) ความพอใจในอารมณ์นี้ก็จะเพิ่มพูนเข้มข้นขึ้นมากมายก่ายกอง เป็นปัจจัยให้มีกำลังผลักดันหนุนส่งให้ก่อเกิดการปฏิสนธิในภพชาติต่อไป แล้วก็สั่งสมกรรมกิเลสเช่นนี้ซ้ำวากอยู่ในสังสารวัฏฏ์
เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ยังอยากเห็นสิ่งสวยงาม อยากได้ยินเสียงที่ไพเราะ จิตก็ย่อมเห็บความปรารถนาที่จะเห็นจะได้ยินเอาไว้โดยปริยาย ..เมื่อชีวิตถึงที่สุดจึงต้องเป้นไปตามกำลังแรงของความปรารถนาอันเป็นโลภะนั้น..กัมมชรูปก็จะสร้างกายปสาทขึ้นมาเพื่อจะได้เห็นได้ยิน เป็นต้น (กลไกการตายการเกิดนี้มีสภาวธรรมมากมาย ซึ่งปรากฏรายละเอียดในพระอภิธรรมปิฎก)
เมื่อมนุษย์ผู้มีปัญญาได้ศึกษาธรรมแล้ว ก็จะเห็นตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่า ..วิธีกำจัดความทุกข์ให้ราบคาบลงได้ ก็จะต้องกำจัดที่ต้นเหตุ คือ โลภะ(สมุทัย)
เมื่อปราศจากโลภะ..ก็จะไม่มีความเกิด
เมื่อไม่มีความเกิด..การกระทำกรรมที่เป็นบุญ-บาปย่อมหมดไป
เมื่อหมดสิ้นการกระทำกรรม..จิต เจตสิก และกัมมชรูปก็ไม่ก่อขึ้นมาอีก
จึงสิ้นสุญจากการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร
.นิพพานํ ปรมํ สุขํ..
cโลภะเป็นสิ่งที่ทำลายยากเพราะมีความเหนียวแน่นมาก ต้องอาศัยระยะเวลาและการฝึกฝน โดยเริ่มจากการศึกษาให้เกิดปัญญา เพื่อลดความเห็นแก่ตัว และเพียรพยายามเดินไปบนทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้ คือ มัชฌิมาปฏิปทา อันได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา
การศึกษาจะทำให้เรารู้ว่า
ชีวิตของเรานี้ประกอบไปด้วยรูปกับนาม แยกออกเป้นขันธ์ ๕ ที่ครอบคลุมไว้ด้วยไตรลักษณ์
การศึกษาจะทำให้เรารู้ว่า
นาม กับ รูป เป็นคลละสิ่งกัน และมีเหตุปัจจัยให้เกิด
การศึกษาจะทำให้เรารู้ว่า
นามมีทั้งจิต และเจตสิก ซึ่งมีความต่างกัน
การศึกษาจะทำให้เรารู้ว่า
เจตสิกนั่นแหละคือสิ่งที่มีพิษสง ทำให้เกิดความเป็นไปทางใจ เช่น รัก เกลียด ชอบ ชัง สุข ทุกข์ เป็นต้น แล้วผลักดันให้ออกมาทางกายและวาจา
การศึกษาจะทำให้เรารู้ว่า
รูปมีถึง ๒๘ อย่าง และมีความแตกต่างกัน
การศึกษาจะทำให้เรารู้ว่า
รูปภายใน กับ รูปภายนอกนั้นไม่เหมือนกัน
การศึกษาจะทำให้เรารู้ว่า
ปัจจุบันธรรม กับ ปัจจุบันอารมณ์นั้นมีความต่างกัน
แต่ความรู้เหล่านี้ไม่อาจก่อประโยชน์อย่างจริงแท้ให้แก่ผู้ที่มีเป้าหมาย(จอมปลอม)เพื่อความสุขอันสถาพร เพราะต้องการใช้ความรู้เป็นเพียงเครื่องประดับดุจผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ ที่บางครั้งอาจก่อให้เกิดการกระพือโหมของโลภะให้มากขึ้น หากถือตนว่าเป็นผู้มีความรู้มากกว่าผู้อื่น มีความเหนือกว่าผู้อื่นในปริยัติ
แต่ความรู้เหล่านี้จะก่อประโยชน์อย่างจริงแท้ให้แก่ผู้ที่นำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อการไปสู่เป้าหมายอย่างแท้จริงด้วยความเพียร