| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลวงตาจ๋า..ตอบปัญหาด้วยเจ้าค่ะ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1เจริญสุขๆวันนี้ว่างหรือไงถึงได้มาซักถามธรรมะหายไปนานเลยเรา
อาสวะ ๔ อาสวะ คือ กิเลสที่เกิดขึ้น
ทำกิจหน้าที่การงานชนิดหนึ่ง
ทำให้จิตเป็นอกุศลเมื่อมีอาสวะเกิดร่วมด้วย
แต่เป็นกิเลสที่ละเอียดรู้ได้ยาก
โดยความหมายของอาสวะ มีหลายประการ ดังนี้นะ
๑. เป็นกิเลสที่ไหลไปทางทวารทั้ง ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น
ไปในอารมณ์ทั้งหลาย หมายความว่า
เมื่อมีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ฯลฯ
ทางทวารใดทวารหนึ่ง
หากไม่เป็นกุศล (ทาน ศีล สมถะและวิปัสสนา)
หลังจากนั้นแล้วก็จะเป็นอกุศลโดยที่เราไม่รู้สึกตัว
เป็นอกุศลที่เบาบางมาก แต่ก็เป็นอกุศลนั่นแหละ อกุศลชนิดนี้เรียกว่า อาสวะ
๒. เป็นกิเลสที่มีความสามารถไหลไป
คือเป็นไปจากกามภพ จนกระทั่งถึงอรูปภพ
หรือจากธรรมเป็นไปจนกระทั่งถึงโคตรภู
หมายความว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นไปในภูมิ ๓ สามารถเป็นอารมณ์ของอาสวะได้
ธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
คือ โลกุตตรธรรม ๙ ได้แก่ มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ นิพพาน ๑
นอกนั้นเป็นอารมณ์ของอาสวะได้ทั้งหมดจำด้วยนะ
๓. กิเลสที่หมักดอง
หรือ หมักหมมอยู่นาน
เหมือนกับของมึนเมาที่หมักไว้นาน
เพราะกิเลสเหล่านี้มีมานานตลอดสังสารวัฏฏ์
อาสวะโดยประเภทมี ๔ คือ...
๓.๑. กามาสวะ ความยินดีพอใจในกาม คือ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
๓. ๒ ภวาสวะ ความยินดีพอใจในภพ คือความมี ความเป็น หรือความยินดีพอใจในฌานสำหรับบุคคลผู้ได้ฌาน หรือเป็นความยินดีพอใจที่เกิดร่วมกับความเห็นว่าเที่ยง
๓.๓ ทิฏฐาสวะ ความเห็นผิดต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง
๓.๔ อวิชชาสวะ ความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม
โดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:16:23 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 2อาสวะว่าโดยสภาพธรรมแล้วได้แก่เจตสิก ๓ ประเภท คือ ...
๑. โลภเจตสิก เป็นกามาสวะ และภวาสวะ
๒. ทิฏฐิเจตสิก เป็นทิฏฐาสวะ
๓. โมหเจตสิก เป็นอวิชชาสวะ
อาสวะว่าโดยการเป็นธรรมที่เกิดสัมปยุตต์กับจิต ดังนี้
กามาสวะ เกิดในโลภมูลจิต ๘ ดวง
ภวาสวะ เกิดในโลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุตต์ ๔ ดวง
ทิฏฐาสวะ เกิดในโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ๔ ดวง
อวิชชาสวะ เกิดในอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง
สรุปแล้วอาสวะเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นกับเรา
ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ
ถ้าขณะนั้นไม่เป็นกุศล แต่เป็นกิเลสที่เบาบางมาก จนเราไม่รู้สึกตัว
ส่วน โอฆะ ๔ เป็นชื่อของกิเลสที่เป็นดุจห้วงน้ำ
ที่เรียกว่า โอฆะ เพราะ ท่วมทับสัตว์และสังขาร
แล้วพัดไป หรือให้จมลง คือทำให้จมลงภายใต้
แล้วพัดไป
ว่าโดยประเภทและโดยสภาพธรรมแล้ว เหมือนอาสวะ ๔ นั่นเองนะ
โดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:17:25 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 3โยคะ ๔ เป็นชื่อของกิเลส
ที่เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ
หรือประกอบไว้ในธรรมที่เป็นไปในภพ
ด้วยวิบากแห่งกรรม
หรือประกอบไว้กับทุกข์
ว่าโดยประเภทและโดยสภาพธรรมแล้ว
เหมือนอาสวะ ๔ แต่นี่กล่าวแบบย่อๆนะหนู
คันถะ ๔ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กายคันถะ
เพราะเป็นกิเลสประเภทที่ร้อยรัดรูปกาย
(รูปปรมัตถ์ มี ๒๘ รูป )ไว้กับนามกาย
(นามกายคือ จิต และเจตสิก)
หรือกายที่ยังไม่มาถึงไว้ด้วยกายปัจจุบัน
(กายในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ ซึ่งก็คือ จิต เจตสิก รูป ที่จะต้องเกิดอีกเมื่อยังไม่หมดกิเลส)
โดยความหมายที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ
คือ เป็นกิเลสที่ร้อยรัดไว้ให้มีการเกิดต่อไปอีกเรื่อย ๆ
โดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:19:46 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 4โดยประเภทมี ๔ คือ
๑. อภิชฌากายคันถะ เครื่องร้อยรัดคืออภิชฌา
๒. พยาปาทกายคันถะ เครื่องร้อยรัดคือพยาบาท
๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ เครื่องร้อยรัดคือ
การยึดถือข้อปฏิบัติ (ที่เรียกว่า ศีลและพรต)
ที่ไม่ถูกต้อง
โดยมีความเห็นผิดว่าเป็นทางที่สามารถทำให้พ้นจากทุกข์ หรือหมดกิเลสได้
๔. อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ เครื่องร้อยรัด
คือ การยึดถือว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า
เป็นความเห็นผิด
โดยยึดความเห็นของตนเองว่าจริง
แต่ความเห็นของฝ่ายอื่นไม่จริง
เช่น พวกที่มีความเห็นว่า การให้ทานไม่มีผล
ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี
สิ่งเหล่านี้เท่านั้นจริง
แต่ความเห็นอื่น ๆ ไม่ถูก เป็นต้น
โดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:21:21 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 5ว่าโดยสภาพธรรมมี ๓ คือ
๑. อภิชฌากายคันถะ ได้แก่ โลภเจตสิกที่เกิดในโลภมูลจิต ๘
๒. พยาปาทกายคันถะ ได้แก่ โทสเจตสิกที่เกิดในโทสมูลจิต ๒
๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะและอิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ
ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่เกิดในโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ๔
ถ้าว่าโดยการละได้เด็ดขาด
๑. อภิชฌากายคันถะ ละได้ด้วยอรหัตตมรรค
๒. พยาปาทกายคันถะ ละได้ด้วยอนาคามิมรรค
๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ และอิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ละได้ด้วยโสตาปัตติมรรค
จะเห็นได้ว่า สีลัพพตปรามาสกายคันถะ และอิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ละได้ก่อน ...เพราะละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค
ฉะนั้น การที่จะละกิเลสที่สูงกว่านั้น ก็ต้องละความเห็นผิด ละข้อปฏิบัติที่ผิดเสียก่อน
การที่รู้ว่าอะไรเป็นความเห็นผิด อะไรเป็นข้อปฏิบัติที่ผิด ก็อาศัยพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไดทรงแสดงไว้ ฉะนั้นการฟังพระธรรมให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมที่ทรงแสดงไว้โดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:23:55 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 6
อนุสัย ๗ อนุสัย
เป็นกิเลสที่ละเอียดที่นอนเนื่อง
หรือนอนตามอยู่ในจิตสันดาน
(การเกิดดับสืบต่อกันของจิต) ตลอด
การจะเข้าใจอนุสัยกิเลสได้ดี
ควรเข้าใจระดับขั้นของกิเลส ๓ ระดับ ดังนี้
๑. อนุสัยกิเลส เป็นกิเลสที่ละเอียด
นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดาน
ไม่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน นั่นก็หมายความว่า
ถ้าเรายังไม่ได้เจริญปัญญา
เพื่อละอนุสัยกิเลสด้วยมรรคจิตแล้ว
ก็มีอนุสัยกิเลสอยู่กับจิตตลอด
ขณะที่นอนหลับสนิทเป็นวิบากจิต
ขณะที่เป็นกุศล หรือขณะวิบากจิต กิริยาจิต
ก็มีกิเลสขั้นที่เป็นอนุสัยอยู่ด้วยตลอด
๒. ปริยุฏฐานกิเลส เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิต
เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงานแล้ว
เมื่อปริยุฏฐานกิเลสเกิด จิตก็จะเป็นอกุศล
(คือขณะใดที่ไม่เป็นไปในทาน ศีล สมถะ วิปัสสนา และวิบากจิต กิริยาจิต)
ปริยุฏฐานกิเลสมีชื่อเรียกมากมาย
ตามลักษณะอาการของกิเลส
ที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงานนั้น
(คือ โดยรวมคือ อกุศลเจตสิก ๑๔ ที่เกิดร่วมกับจิต แต่มีลักษณะอาการต่าง ๆ กัน จึงได้ชื่อต่าง ๆ กัน)
เช่น อาสวะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ คันถะ ๔ สังโยชน์ ๑๐ กิเลส ๑๐ อุปกิเลส ๑๖ เป็นต้น
โดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:26:24 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 7และ๓. วีติกกมกิเลส
กิเลสที่ก้าวล่วงออกมาทางกาย หรือทางวาจา
เป็นกิเลสที่รุนแรง สามารถล่วงออกมาทางกาย
ทางวาจากระทำทุจริตกรรมต่าง ๆ
จนกระทั่งถึงสามารถล่วงกรรมบถ
ที่จะให้ผลปฏิสนธิในอบายภูมิได้
ในชีวิตประจำวัน เช่น การฆ่าสัตว์ การทำร้ายบุคคลอื่น หรือการด่า การว่าร้ายบุคคลอื่น
เป็นกิเลสที่รุนแรงกว่าปริยุฏฐานกิเลส
กิเลสขั้นวีติกกมกิเลส
และปริยุฏฐานกิเลสที่หยาบ ๆ เราสามารถเห็น
และพิจารณาได้ในชีวิตประจำวัน
แต่ปริยุฏฐานกิเลสที่ละเอียดรู้ได้อยาก
ต้องอาศัยการอบรมเจริญปัญญา
จึงจะสามารถรู้จัก และค่อย ๆ ละคลายลงไปได้
แต่อนุสัยกิเลสเป็นกิเลสที่ละเอียดยิ่งกว่านั้น
ไม่สามารถจะรู้ได้ เห็นได้ในชีวตประจำวัน
ต้องอาศัยปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้และได้ทรงแสดง
แม้บุคคลในกาลที่ไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาตรัสรู้ จะมีปัญญาเห็นโทษของกิเลส อบรมฌานจนกระทั่งถึงอรูปฌาน..ขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็รู้จักเฉพาะปริยุฏฐานกิเลสเท่านั้น
เมื่อไม่มีปัญญาพอที่จะรู้ว่าตัวเองมีกิเลสขั้นที่ละเอียดกว่านั้น
คือ อนุสัยกิเลส ก็ทำให้คิดว่าตนเองหมดกิเลสแล้วได้ (เช่น ท่านอาฬารดาบส และอุทกดาบส)
ทั้ง ๆ ที่ตนเองยังไม่หมดกิเลสโดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:29:32 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 8อาศัยพระปัญญาคุณของพระอรหันดสัมมาสัมพุทธเจ้า..ที่เรียกว่า อาสยานุสยญาน ..(พระญาณที่รู้อัธยาศัยและอนุสัยของหมู่สัตว์)
และได้ทรงแสดงไว้ เราจึงสามารถทราบได้ว่ามีกิเลสชนิดนี้อยู่ เป็นพืชเชื้อที่จะทำให้เกิดกิเลสประการต่าง ๆ ต่อไป
ในชีวิตประจำวัน เราสามารถรู้ว่าอนุสัยกิเลสมีอยู่ โดยการอนุมานจากกิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน ..เช่น ขณะนี้เราไม่โกรธ ไม่มีปริยุฏฐานกิเลสเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงานเลย..
พอมีเหตุให้ความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธก็เกิด ความโกรธที่เกิดขึ้นมาจากไหน ...ก็มาจากอนุสัยกิเลสที่ยังไม่ได้ประหารด้วยมรรคจิตนั่นเอง กิเลสอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันนะหนูแก้ว..ฉะนั้น บางคนไม่ค่อยมีกิเลสเกิดปรากฏ ก็นึกว่ากิเลสเบาบางมากแล้ว แต่ตราบใดที่อนุสัยกิเลสยังอยู่ เมื่อมีเหตุกิเลสเหล่านั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้ อนุสัยกิเลสเป็นกิเลสที่ละได้ด้วยมรรคจิตเท่านั้น
เมื่ออนุสัยกิเลสดับแล้ว กิเลสอื่น ๆ ที่มีพืชเชื้อมาจากอนุสัยกิเลสประเภทนั้นก็จะไม่เกิดอีกเลย ฉะนั้น เมื่อเรากล่าวถึงมรรคจิตละกิเลสประเภทต่าง ๆ เช่น โสดาปัตติมรรคละทิฏฐาสวะ จริง ๆ แล้ว ก็คือกล่าวถึงการละทิฏฐานุสัยนั่นเอง ..เพราะว่า เมื่อทิฏฐานุสัยโดนประหารแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค กิเลสอื่น ๆ ที่เกิดเพราะมีทิฏฐานุสัยเป็นพืชเชื้อ (เช่นทิฏฐาสวะ สีลัพพตปรามาสกายคันถะ อัตตวาทุปาทาน) ก็เป็นอันละได้ด้วย .โดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:33:20 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 9อนุสัยกิเลสว่าโดยประภทมี ๗ คือ
๑. กามราคานุสัย
๒. ภวราคานุสัย
๓. ปฏิฆานุสัย
๔. มานานุสัย
๕. ทิฏฐานุสัย
๖. วิจิกิจฉานุสัย
๗. อวิชชานุสัย
อนุสัยว่าโดยสภาพธรรมแล้วมี ๖ คือ ..
๑. กามารานุสัย และภวราคานุสัย ได้แก่ โลภเจตสิก
๒. ปฏิฆานุสัย ได้แก่ โทสเจตสิก
๓. มานนุสัย ได้แก่ มานเจตสิก
๔. ทิฏฐานุสัย ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก
๕. วิจิกิจฉานุสัย ได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก
๖. อวิชชานุสัย ได้แก่ โมหเจตสิก
อนุสัยว่าโดยการละด้วยมรรค
โสดาปัตติมรรค ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
อนาคมิมรรค ละปฏิฆานุสัย และกามราคานุสัย
อรหัตตมรรค ละภวราคานุสัย มานานุสัย
และอวิชชานุสัย
ว่าไงคราวนี้เห็นหรือยังถึงกิเลสต่างๆ หลายชนิดหลายแบบที่มีอยู่ในชีวิต น่ากลัวนะมันแฝงซ้อนเร้นอยู่ภายใต้จิตใจนั่นเอง แล้วอย่างนี้จะมาพูดกันง่ายๆว่าทำจิตหมดจากกิเลสแล้ว พูดง่ายๆละซิแต่จะกำจัดนั้นมันยากเห็นไหมหนูแก้ว.โดย หลวงตา [26 ต.ค. 2547 , 12:36:42 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : )
สลักธรรม 10^*^ เจ้าค่ะหลวงตา
น้องแก้วกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ^*^
![]()
^*^...น้องแก้วจะพยายามศึกษาพระอภิธรรม
และจะช่วยรักษาไว้ด้วยเจ้าค่ะหลวงตา...
เชิญท่านมาศึกษาอภิธรรมกันได้
ที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิได้นะคะ
โทร 02-4419958 ค่ะ^*^
_/¦\__/¦\__/¦\_ _/¦\_ _/¦\_โดย น้องแก้วค่ะ [26 ต.ค. 2547 , 12:41:02 น.] ( IP = 61.90.118.23 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |