| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อยากได้ประวัติของพระเจ้าพิมพิสารกับพระชฎิล3พี่น้อง ด่วนๆมากๆๆ ชวยบอกหน่อยน่ะครับ
ใครก้อได้ช่วยบอกหน่อยส่งมาให้ที่เมลก้อจะดีมากๆ jakkit_fair@hotmai;.com
โดย . . . . . [27 ต.ค. 2547 , 18:01:52 น.] ( IP = 202.129.50.126 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
เสด็จพระนครราชคฤห์ครั้งแรก
[๕๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไป โดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล. เสด็จจาริกโดยลำดับถึงพระนครราชคฤห์แล้ว. ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อสุประดิษฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์นั้น.
[๕๗] พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงสดับข่าวถนัดแน่ว่า พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จพระนครราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อสุประดิษฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์ ก็แลพระกิตติศัพย์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี ทรงทราบโลกทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้
เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์เทพ และมนุษย์ ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี.โดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:16:28 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 2หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงแวดล้อมด้วยพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ส่วนพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต นั้นแล บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มี
พระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประคองอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศนามและโคตรในสำนักพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งบางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้งนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้นได้มีความดำริว่า พระมหาสมณะประพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป หรือว่าท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความดำริในใจของ
พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้น ด้วยพระทัยของพระองค์ ได้ตรัสกะท่านพระอุรุเวลกัสสปด้วยพระคาถาว่า ดังนี้:-
ดูกรท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน เคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ผอม เพราะกำลังพรตท่านเห็นเหตุอะไร จึงยอมละเพลิงเสียเล่า?
ดูกรกัสสป เราถามเนื้อความนี้กะท่าน ท่านละเพลิงที่บูชาเสียทำไมเล่า?
ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ยัญทั้งหลายกล่าวยกย่องรูปเสียงและรสที่น่าปรารถนาและสตรีทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่านั่นเป็นมลทินในอุปธิทั้งหลายแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงไม่ยินดี ในการเซ่นสรวง ในการบูชา.
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรกัสสป ก็ใจของท่านไม่ยินดีแล้วในอารมณ์ คือรูปเสียงและรสเหล่านั้น ดูกรกัสสป ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า ในเทวโลกหรือมนุษยโลก ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา?
ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทางอันสงบ ไม่มีอุปธิ ไม่มีกังวลไม่ติดอยู่ในกามภพ ไม่มีภาวะเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นแนะให้บรรลุ เพราะฉะนั้น จึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวง ในการบูชาโดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:19:42 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 3[๕๘] ลำดับนั้น ท่านพระอุรุเวลกัสสปลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก, พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พระพุทธเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ทั้ง ๑๒ นหุต นั้น ได้มีความเข้าใจว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของพราหมณ์คหบดีชาวมคธทั้ง ๑๒ นหุตนั้น ด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลายและอานิสงส์ในความออกจากกาม. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศ
พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๑ นหุต ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดีฉะนั้น. พราหมณ์คหบดีอีก ๑ นหุต แสดงตนเป็นอุบาสก.
[๕๙] ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงเห็นธรรมแล้ว ได้ทรงบรรลุธรรมแล้ว ได้ทรงรู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว ทรงมีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ทรงข้ามความสงสัยได้แล้วปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ทรงถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องทรงเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลพระวาจานี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมารได้มีความปรารถนา ๕ อย่าง บัดนี้ ความปรารถนา ๕ อย่างนั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว.โดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:22:50 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 4ความปรารถนา ๕ อย่าง
๑. ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนาว่า ไฉนหนอ ชนทั้งหลายพึงอภิเษกเราในราชสมบัติดังนี้ นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๑ บัดนี้ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
๒. ขอพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงเสด็จมาสู่แว่นแคว้นของหม่อมฉันนั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๒ บัดนี้ ความปรารถนานั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้วพระพุทธเจ้าข้า
๓. ขอหม่อมฉันพึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๓ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
๔. ขอพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นพึงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๔ บัดนี้ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
๕. ขอหม่อมฉันพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๕ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้าโดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:23:44 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 5พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นมคธ และแคว้นอังคะ สมัยยังทรงพระราชกุมารทรงเป็นอทิฏฐสหาย (สหายที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน)กับเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงได้พระกษิษฐภาคินีของพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นมเหี พระนางทรงพระนามว่าเวเทหิ บางครั้งเรียกว่า โกศลเทวี
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา มาบำเพ็ญเพียรที่ตำบลอุรอเวลาเสนานิคม แคว้นมคธและเสด็จไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารทรงพบเข้าทรงถาม ทรงทราบว่าเป็นพระสหาย ทรงดำริว่า คงมีการแย่งอำนาจกันในแคว้นสักกะจึงขอให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงลาผนวชจะถวายสมบัติให้กึ่งหนึ่ง แต่พระองค์ทรงตอบว่า ไม่ใช่เพราะถูกแย่งราชสมบัติ แต่เพราะทรงต้องการ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเสด็จออกผนวช พระเจ้าพิมพิสารจึงทูลขอว่า ถ้าได้ตรัส เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อใด ขอให้เสด็จมาโปรดด้วย และเจ้าชายสิทธัตถะทรงตอบรับ
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงบำเพ็ญเพียรได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี และเสด็จจำพรรษา ณ ที่นั่น เมื่อออกพรรษาแล้วทรงส่งสาวกไปประกาศศาสนา พระองค์เองเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา ทรงสั่งสอนพระอุรุเวลกัสสปะพร้อมน้องชายทั้ง ๒ และบริวาร ๑,๐๐๐ คนให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วทรงดำริจะเสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารตามที่ทูลขอไว้
โดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:38:40 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 6พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกที่เคยเป็นชฏิล ๑,๐๐๓ รูปเสด็จเข้าสู่กรุงราชคฤห์ประทับอยู่ ณ สวนตาลหนุ่ม(ลัฏฐิวัน) พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ เสด็จไปเฝ้าพร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชนเป็นอันมาก ประชาชนสงสัยว่าระหว่าพระพุทธเจ้ากับอุรุเวลกัสสปะใครเป็นอาจารย์ใครเป็นศิษย์กันแน่ พระพุทธเจ้าทรงสั่งให้พระอุรอเวลกัสสปะแก้ข้อสงสัยของประชาชน ท่านจึงประกาศว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา ท่านเองเป็นศิษย์ พร้อมทั้งกราบพระบาทของพระพุทธเจ้า ประชาชนจึงเชื่อและพร้อมที่ฟังพระธรรมเทศนา
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารและประชาชนทั้งปวง เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระเจ้าพิมพิสารทรงบรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบัน ทรงดำริถึงที่ประทับอันเหมาะสมสำหรับพระพุทธเจ้าและพระสาวกจึงทรงถวายเวฬุวันหรือป่าไผ่แด่พระพุทธเจ้าและพระพุทธองค์ทรงรับไว้ จึงเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา
พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายทานเป็นอันมาก แต่ไม่ได้อุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว บรรดาญาติที่เป็นเปรตจึงปรากฎแก่พระเจ้าพิมพิสาร จึงทำให้ทรงตกพระทัยกลัว และทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ถวายทานแล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตเหล่านั้น พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงปฏิบัติตาม การทำบุญแล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วเกิดขึ้นครั้งแรกในตอนนั้น
พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบัน จึงทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระธนิยะไปอ้างเลส คือกล่าวเท็จกับคนรักษาไม้หลวงว่าพระเจ้าพิมพิสารทรงอนุญาตแล้ว นำไม้หลวงไปสร้างกุฏิ พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบก็ไม่เอาโทษเพราะเห็นว่าเป็นพระภิกษุ แต่เรื่องนี้เป็นต้นเหตุให้พระพุทธเจ้าบัญญัติพระวินัย ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้โดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:39:01 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 7ต่อมาพระเทวทัตซึ่งออกบวชพร้อมกับพระอานนท์ มีความน้อยใจที่ไม่มีใครนับถือ ต้องการลาภสักการะ เห็นว่าพระเจ้าอชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสารยังอยู่ในวัยหนุ่มคงชักชวนได้ง่ายและทำสำเร็จ คือทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูเลื่อมใส พระเทวทัตกับพระเจ้าอชาตศัตรูคบคิดกันว่า พระเทวทัตฆ่าพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นประมุขสงฆ์เสียเอง และพระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพระเจ้าพิมพิสารพระบิดาแล้วเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง
พระเทวทัตได้พยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ส่วนพระเจ้าอชาตศัตรูพกอาวุธเข้าไปในวังจะปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารถูกจับได้ อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลให้ประหารชีวิตทั้งพระเจ้าอชาตศัตรูและพระเทวทัต แต่พระเจ้าพิมพิสารไม่ทรงยอมรับ ทรงทราบว่าพระเจ้าอชาตศัตรูต้องการราชสมบัติก็ทรงมอบราชสมบัติให้ ซึ่งทำให้ทั้งพระเจ้าอชาตศัตรูและพระเทวทัตมีอำนาจมากขึ้น
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงสั่งให้จับพระเจ้าพิมพิสารขังไว้ และสั่งให้ทรมานด้วยวิธีต่างๆ จนพระเจ้าพิมพิสารสิ้นพระชนม์อยู่ในห้องขังนั่นเอง ภายหลังพระเจ้าอชาตศัตรูได้สำนึก ทรงเลิกคบกับพระเทวทัต หันมาทำบุญในพระพุทธศาสนา เช่นเป็นองค์อุปถัมภ์ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ เป็นต้น แต่ก็ล้างบาปที่ทำปิตุฆาต(ฆ่าบิดา) ซึ่งเป็นอนันตริยกรรม(กรรมหนักหาที่สุดมิได้)หาได้ไม่.โดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:40:49 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 8โปรดชฎิล 3 พี่น้อง
พบภัททวัคคีย์ - เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พอวันแรม ๑ ค่ำ เดือนกัตติกามาส (เดือน ๑๒) จึงส่งพระสาวก ๖๐ องค์ไปประกาศพระศาสนา ส่วนพระองค์เสด็จสู่อุรุเวลาเสนานิคมในระหว่างทางที่ป่าไร่ฝ้าย ได้พับภัททวัคคีย์ ๓๐ องค์ เป็นพระราชโอรสแห่งพระยามหาโกศลราช ร่วมบิดาเดียวกันกับพระเจ้าปเสนทิโกศลพาภริยามาเที่ยวไร่ฝ้าย องค์หนึ่งไม่มีภรรยา จึงนำนางคณิกามา หญิงนั้นเห็นพระกุมารประมาทเลินเล่อ ถอดเครื่องประดับไว้ จึงลักแล้วหนีไป ฝ่ายกุมารทั้งหลาย เมื่อไม่เห็นเครื่องประดับ ก็ตระหนักว่าหญิงแพศยานั้นลักไป จึงออกติดตาม ไปพบพระพุทธองค์เข้าก็กราบทูลถาม พระองค์ตรัสว่า แสวงหาตนหรือหญิงอันไหนประเสริฐกว่ากัน เมื่อพระราชกุมารทั้งหลายยอมรับว่า แสวงหาตนประเสริฐกว่า จึงตรัสอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ โปรด ประทานอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาแล้วส่งไปประกาศพระศาสนา
โดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:43:14 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 9
อุรุเวลกัสสปะบวช - ส่วนพระองค์เสด็จต่อไปยังอุรุเวลาเสนานิคม ณ ที่นั้น มีชฎิล ๓ พี่น้อง ตั้งอาศรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราตามลำดับ พี่ชายใหญ่ชื่ออุรุเวลกัสสปะ มีบริวาร ๕๐๐ น้องกลางชื่อนทีกัสสปะ มีบริวาร ๓๐๐ น้องสุดท้องชื่อคยากัสสปะ มีบริวาร ๒๐๐ พระองค์เสด็จไปยังอาศรมพี่ชายใหญ่ เข้าไปพักอาศัย แล้วทรมานด้วยฤทธิ์ต่าง ๆ ถึง ๓,๕๐๐ ประการ ใช้เวลาถึง ๒ เดือน อุรุเวลกัสสปะก็ยังมีทิฏฐิอันแรงกล้า ถือตนว่าเป็นพระอรหันต์อยู่ พระองค์จึงตรัสว่า อุรุเวลกัสสปะ ตัวท่านมิได้เป็นพระอรหันต์ และการปฏิบัติของท่านก็มิใช่ทางบรรลุมรรคผล เหตุใดท่านจึงถือตนว่าเป็นพระอรหันต์ อุรุเวลกัสสปะสดับพุทโธวาท ก็ซบศีรษะลงแทบพระบาทแล้วกราบทูลขออุปสมบท พระองค์จึงตรัสว่า ตัวเธอเป็นอาจารย์ใหญ่แห่งชฎิลทั้ง ๕๐๐ เธอจงบอกกล่าวให้ยินยอมพร้อมกันเสียก่อน ตถาคตจึงจะบวชให้ อุรุเวลกัสสปะก็ทูลลาไปยังอาศรมบอกกล่าวแก่เหล่าศิษย์ พวกชฎิลทั้งหมดก็ยินยอม จึงพากันลอยเครื่องชฎิลบริขาร และบวชในสำนักพระพุทธองค์ทั้งสิ้น
น้องชายทั้งสองบวช - น้องชายทั้ง ๒ อยู่ใต้น้ำได้เห็นบริขารลอยมา ก็คิดว่า คงจะเกิดเหตุร้ายแก่พี่ชายของตน จึงพาบริวารไปยังอาศรมของพี่ชาย เห็นพี่ชายพร้อมทั้งบริวารบวช สอบถามได้ความจึงลอยเครื่องบริขารแล้วบวชด้วยกันหมดทั้งสิ้น ภายหลังพระพุทธองค์เห็นอินทรีย์ทั้ง ๕ ของภิกษุชฎิล ๑,๐๐๓ รูปแก่กล้า จึงพาไปยังคยาสีสะประเทศ แสดงอาทิตตปริยายสูตรโปรดจนสำเร็จพระอรหันต์ ในพระสูตรนั้นทรงแสดงถึง อายตนะภายในและภายนอก และชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟ ๓ กอง คือ ราคะ โทสะ โมหะโดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:43:46 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : )
สลักธรรม 10http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=2728
โดย 1112 [27 ต.ค. 2547 , 21:44:57 น.] ( IP = 203.172.117.27 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |