| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างจากการสวดมนต์ (๒)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1พี่เณรบอกว่า คำว่า บุญนั้น หมายถึง มหากุศลจิต
ที่เป็นไปด้วยความเคารพพระรัตนตรัย
และสำหรับพี่เณรในวันนี้ คำว่าบุญ นั้นหมายถึง
มหากุศลญาณสัมปยุตจิตที่เป็นอสังขารและมีเวทนาเป็นโสมนัส
นั่นก็คือ มหากุศลจิตดวงที่ ๑
โสมนัสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง
และที่บอกว่าเป็นมหากุศลจิตดวงนี้
ก็เพราะพี่เณรมองเห็นภาพแห่งการกระทำกุศลกรรมนั้นคือ
การที่ตนเองไปบรรยายธรรมที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนา ...
ไปให้ความรู้แก่ผู้เข้าปฏิบัติธรรม
ให้มีการใช้ชีวิตอยู่กับสติปัฏฐานสี่
เป็นการกล่าวถึงเรื่องของปัญญาเพื่อแจกจ่ายเป็นธรรมทาน...
มิใช่สวดไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ทราบว่ามีความหมายอย่างใดโดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2547 , 18:19:25 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 2และพอสวดถึงคำแปลที่ว่า วิญญาณัง อะนัตตา วิญญาณไม่ใช่ตัวตน
พี่เณรหันมากบอกว่า รู้ไหมว่าไม่ใช่ตัวตนเพราะอะไร
พี่เณรบอกว่าตอนที่สวดถึงคำนี้ก็รู้ในทันทีว่า
ไม่ใช่ตัวตนก็เพราะว่าวิญญาณเป็นนามธรรรมเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง
และเป็นปรมัตถธรรมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า จิต เป็นวิญญาณขันธ์
และจิตนี้ย่อมมีการเกิดขึ้นเพื่อรับอารมณ์ ตั้งอยู่ และดับไป
ด้วยสภาพของสามัญลักษณะคือ ไตรลักษณ์
ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีตัวตนใดๆเหลืออยู่เลย ...
จึงหาความเป็นตัวตนไม่ได้ เป็นเพียงกองหนึ่งในขันธ์ห้า
ที่ประกอบกันเป็นชีวิต ...จึงกล่าวว่าวิญญาณไม่ใช่ตัวตนโดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2547 , 18:19:52 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 3และวิญญาณนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
ก็ต้องอาศัยปรมัตถธรรมอย่างอื่นคือรูปเป็นที่อาศัยให้เกิด
และรูปที่อาศัยนั้นก็ย่อมอยู่ได้เพียงชั่วอายุของตนแล้วก็ดับลงตามสภาพ
ในวิญญาณนี้ก็มีปรมัตถธรรมอีกชนิดหนึ่งคือ เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมด้วย
และก็ต้องดับไปเช่นกันเมื่อจิตดับลง...
ไม่มีตัวตนเหลืออยู่เลยในรูปและนามที่เกิดขึ้นนั้น
ซึ่งเมื่อมองอย่างพิจารณาแล้วจะเห็นว่า...
นี่ก็คือสภาพของชีวิตนั่นเองที่ประกอบด้วยกองขันธ์ทั้งห้า
บทสวดมนต์ต่างๆนั้นก็ล้วนแต่กล่าวถึงเรื่องชีวิตของเรา ...
และความเป็นไปในชีวิต
หากเราสามารถทำความเข้าใจในความหมายได้อย่างคล่องแคล่ว
ก็เท่ากับได้ทำความเข้าใจในเรื่องของตนเองโดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2547 , 18:20:29 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 4อย่างในตอนที่สวดถึงเรื่องของความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิต คือ
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ฯ
โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย
ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลายฯ
พี่เณรบอกว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของวิบาก
คือผลของกรรมฝ่ายชั่วที่ได้กระทำมา
เมื่อสวดถึงตรงนี้แล้วก็เห็นภาพเครื่องหมายของจิตที่ปรากฏในแถวของวิบากจิต
ตรงตำแหน่งของพระจันทร์คว่ำ คือความทุกข์กาย
และโทสมูลจิตคือความทุกข์ใจ
ที่มีการเกิดขึ้นมากมายในชีวิตของเราสลับกันไปมา
แต่เราไม่เคยสังเกตว่าเป็นเรื่องของวิบากโดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2547 , 18:20:54 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 5พี่เณรบอกว่า หากสวดมนต์แล้วมีความเข้าใจเกิดขึ้นอย่างนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
เพราะก่อให้เกิดปัญญาความรู้เพื่อขัดเกลากิเลสของตน
และคลายจากความหลงผิดในเรื่องของชีวิต
เพื่อนำไปสู่คำว่า อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุฯ
จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญฯ
เพราะความรู้ความเข้าใจ(ปัญญา)เท่านั้น
ที่จะทำให้รู้จักทุกข์และพ้นไปจากทุกข์นั้นได้ในที่สุด
นี่เป็นบางช่วงที่ได้รับคำอธิบายขยายความรู้จากบทสวดมนต์
และหลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว
พี่เณรก็ให้ข้อคิดแก่พวกเราถึงคำว่ารู้แจ้ง กับรู้จริงโดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2547 , 18:21:23 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 6พี่เณรอธิบายให้ฟังว่า
โดยปกติแล้วในการกระทำทางกาย วาจา และใจของเรานั้น
จะเกี่ยวข้องกับทิฏฐิคือความเห็นผิดเสียป็นส่วนใหญ่
อย่างในขณะที่เราบริจาคของให้ผู้อื่น
โดยที่เราหยิบส่งๆให้เขาเท่านั้น ซึ่งการเกิดขึ้นของจิตตุปบาทนั้นเร็วมาก
...การกระทำที่ขาดการพิจารณาเรื่องผลของกรรมมีจริงเช่นนี้
เรียกได้ว่ามีความเห็นผิดอยู่เป็นพื้นฐาน เป็นอุจเฉททิฏฐิโดยปริยาย
เพราะเราไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องกรรม
เรื่องผลของกรรมเข้าไปร่วมในการกระทำนั้นเลย
นั่นก็เท่ากับว่า ในขณะที่กระทำนั้นเราไม่ได้คิดถึงความเป็นเหตุและผลเลย
เรียกว่า ไม่มีปัญญาเข้าไปร่วมในการกระทำนั้น...
ขาดความระลึกชอบในเรื่องของวิบาก
แต่ถ้าหากเมื่อใดที่เรากระทำกุศลกรรมด้วยความทราบว่า
กุศลกรรมนี้ย่อมส่งผลให้อย่างแน่นอนในอนาคต
และผลในปวัตติกาลนั้นเป็นไปในลักษณะใดบ้าง
รวมทั้งขอให้ผลที่ย่อมมีแน่นอนของกุศลนี้มาอุดหนุนส่งเสริม
ให้สามารถเจริญกุศลอันประณีตให้ยิ่งๆขึ้นไปได้
การรู้ถึงการสร้างเหตุแล้วก่อให้เกิดผลนี้...ที่เรียกว่ารู้แจ้งโดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2547 , 18:21:55 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 7สำหรับคำว่าเห็นจริงนั้น พี่เณรอธิบายว่า
เมื่อได้รับสิ่งที่ดี ทั้งอาหาร เสื้อผ้า หรือข้าวของต่างๆ
หากระลึกรู้ได้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นวิบากคือผลของกรรมที่ได้กระทำไว้
ถ้าทำกรรมที่ประณีตมาก วิบากที่ปรากฏก็จะประณีตมากตามกำลังแห่งเหตุ
ทั้งในเรื่องของความสวยงาม และความสะดวกทั้งหลาย
ย่อมจำแนกไปตามอำนาจของกรรม
ความรู้อย่างนี้เป็นการเห็นจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น
คือมีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นในจิต
เมื่อสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นแล้วก็จะหยุดการเกิดขึ้นของตัณหาทั้งสามโดยตรง
เพราะรู้เสียแล้วว่า นี่คือวิบากที่เราทำมาเอง
จึงไม่มีความคิดต้องการอยากได้
หรือติดใจในของเหล่านั้นว่า ดี งาม หรือสวย
เพราะทราบถึงสาเหตุของการได้มาของสิ่งต่างๆ
การรู้เท่าทันวิบากที่เกิดขึ้นเหล่านี้คือความเห็นจริง
ที่หยุดตัณหามิให้เกิดขึ้นร่วมในการรับวิบากนั้นโดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2547 , 18:22:30 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 8พี่เณรเน้นว่า ...การทำทานนั้นเป็นกุศลสำคัญ
ที่จะส่งเสริมให้เกิดความเจริญอยู่ในกุศลอื่นๆได้อย่างปราศจากอุปสรรค
เพราะทานจะเป็นการสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต
ผู้ที่ทำทานมามากย่อมมีโภคทรัพย์มาก
และโภคทรัพย์นั้นย่อมส่งเสริมให้มีการประกอบกุศลทานให้เจริญได้ง่าย
สามารถรักษาศีลและเจริญอยู่ในภาวนาได้อย่างไร้อุปสรรคในการครองชีพ
เพราะมีทรัพย์เพียงพอแก่การใช้จ่ายแล้วนั่นเอง ...
และที่สำคัญ หากการกระทำทานนี้มีความประณีตอย่างเพียงพอแล้ว
ก็จะผลักดันให้ผู้นั้น มีความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต
และห่างไกลจากการเคล้าคลึงกับวิบากเหล่านั้นด้วยอกุศล
เช่น เกิดในตระกูลสูงที่มีข้าทาสบริวาร มีทรัพย์สินมากมาย
บุคคลนั้นก็จะมีเครื่องใช้ไม้สอย เสื้อผ้าที่ดี
โดยไม่ต้องจัดหาหรือเลือกสรรด้วยตนเอง
การไม่ต้องกระทำในส่วนนี้ก็เท่ากับไม่ต้องคลุกเคล้าอยู่การเลือกเพื่อความชอบ
หรือการสั่งการเพื่อให้ได้มาอย่างถูกใจตนเอง....
และนั่นก็คือการใช้โลภะมาตัดสินนั่นเอง
สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ คือ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องสวดมนต์เมื่อเช้านี้ค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ย. 2547 , 18:23:14 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 9
ใช้ชีวิตสู้ฝนทนร้อนหนาว
ผ่านเรื่องราวด้วยน้ำตาคราเสียขวัญ
แม้น้ำกรดรดใจไม่เว้นวัน
ยังคงมุ่งฝ่าฟันเพื่อคุ้มครอง
มีความหวังตั้งใจให้ร่มเงา
เป็นเรือนเหย้าอาศัยให้คลายหมอง
หวังให้รู้ดูจำทำครรลอง
สู่ฝั่งคลองสุขสงบพบเส้นชัย
สรรสิ่งดีที่เลิศประเสริฐค่า
เที่ยวค้นหาความสมบูรณ์ทูนมอบให้
เฝ้าปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัย
สร้างบ้านใหม่ด้วยรักและภักดี
ทุกสิ่งมีพลีให้ใจแน่วแน่
มอบประโยชน์ที่แท้เพื่อสุขศรี
ไม่เคยบังเบียดไว้ในฤดี
ทุกสิ่งมีเพื่อสละละของเรา
มอบหัวใจวางไว้ด้วยศรัทธา
เรื่องส่วนรวมมีค่ากว่าเราเขา
มุ่งส่งเสริมคนดีให้ไร้เงา
จวบจนไฟแผดเผาร่างมลาย
โดย พี่เณร [14 พ.ย. 2547 , 18:24:38 น.] ( IP = 202.183.163.58 : : )
สลักธรรม 10ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
การสวดมนต์ในครั้งต่อๆไป ก็จะนำหลักที่พี่เณรสอนไว้ไปใช้ค่ะ
รวมทั้งหลักการคิดพิจารณา ให้มีเหตุ-มีผล ก่อนที่จะกระทำสิ่งใดๆ ไป
นับว่า การศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นมาก ที่ช่วยให้การทำกุศลมีปัญญาเข้าร่วม
ขอบคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะโดย เซิ่น [15 พ.ย. 2547 , 10:32:06 น.] ( IP = 203.150.206.9 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |