
วิถีจิตบุญของคนชรา คนชราที่หมั่นฟังธรรมปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เยาว์วัย ได้สั่งสมจิตใจให้รู้ซึ้งถึงกฏของธรรมชาติ ไม่ได้วางจิตใจให้ขัดแจ้งกับกฏธรรมชาติ ครั้นความชราได้ปรากฏเห็นได้ชัดแก่สังขารของตน เขากลับได้เห็นแจ้งในหลักธรรมที่ประทานโดยพระพุทธองค์ เขากลับได้เห็นแจ้งในหลักธรรมที่ประทางโดยพระพุทธองค์ ทำให้ซาบซึ้งถึงว่า สรีระของคนเราอันกรรมทำให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย ฉาบด้วยเนื้อและโลหิตย่อมเป็นที่ตั้งของชราและมรณะ ช่างก่อสร้าง เอาเหล็กผสมปูนตั้งเป็นเสาตึกเป็นโครงของตึกเป็นปูนฉาบทาด้วยปูน และสี ทำให้เป็นเรือนภายนอก กล่าวคือ นครอันมีที่สุด คือต้องผุผังไปฉันใด แม้สรีระนี้เป็นไปในภายใน ก็ฉันนี้น อันกรรมยังกระดูก 300 ท่อน ให้ยกขึ้นแล้ว ทำให้เป็นนคร อันเส้นเอ็นรึงรัดไว้ ฉาบทาด้วยเนื้อและโลหิต หุ้มห่อด้วยหนังอันมีที่สุด คือ ต้องชรา และมรณะ คนชราที่เข้าใจธรรมชาติของชรา กลับมีปัญญาเพิ่มพูนเต็มเปี่ยมในดวงจิต ทำให้เกิดความไม่ประมาทในชีวิต กลับมีกำลังใจ รับเจริญบุญกุศลต่อไป เพื่อเป็นเสบียงชีวิตในภายภาคหน้า
การที่คนชรามีจิตเป็นกุศล ย่อมทำให้มีความเข้มแข็งที่จะเอาชนะกับความผิดปรกติที่เกิดขึ้นและสังขาร แม้จะมีโรคมารบกวนให้ทุกข์กาย และกลับมีจิตใจที่เยือกเย็น สุขสบาย เพราะมีปัญญาในธรรมนั่นเอง คนชราบางคนเมื่อร่างกายสมองซึมเซารู้จักออกกำลังสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของออกซิเจนไปสู่สมอง ทำให้สมองของเขาตื่นตัวขึ้น รู้จักควบคุมการทานอาหาร งดดื่มหรือทานอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย การรักรักษาสุขภาพกายและจิตนี้ ก็เป็นวิถีจิตจำพวกกุศล จะเห็นว่า กุศลนี้เป็นที่พึ่งของตนเองอย่างแท้จริง แม้เวลาจวนตาย บุญกุศลก็พาเกิดในสุคติภูมิ
ได้ปัญญา เมื่อความชราปรากฏ
ต่อไปนี้ จะขอยกตัวอย่างของหญิงผู้หนึ่งในสมัยพุทธกาล ชื่อว่า นางอัมพปาลี ในอดีต เธอเป็นหญิงสาวสวยงามพริ้งเพริศมาก ครั้นวัยชรามาเยือนเธอได้เห็นความจริงของสังขารร่างกายเธอ จนได้พบสันติสุขในชีวิตเธอ เธอได้พิจารณาความจริงของสังขารร่างกาย ดังนี้
จึงขอยกนำเรื่องใน คาถาสุภาษิตของนางอัมพปาลีเถรีมาเป็นตัวอย่างนะค่ะ
เมื่อก่อน ผมของเรามีสีดำ คล้ายกับสีปีกแมลงภู่ มีปลายงอน เดี๋ยวนี้กลายเป็นเช่นปอเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อนมวยผมของเรามีกลิ่นหอม ดุจอบด้วยดอกมะลิเป็นต้น เต็มด้วยดอกไม้ เดี๋ยวนี้มีกลิ่นเหมือนขนกระต่ายเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อน ผมของเรามีปลายอันงาม วิจิตรด้วยหวี และเครื่องปักผมเหมือนป่าไม้อันปลูกเป็นแถวงามสะพรั่ง เดี๋ยวนี้กลายเป็นผมโกร๋นในที่นั้นๆ พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อน ผมของเราประดับด้วยมวยผมอันงดงาม ดังประดับด้วยทองคำอันละเอียด มีกลิ่นหอม เดี๋ยวนี้ ล้านตลอดหัวเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อนคิ้วของเรางดงามคล้ายรอยเขียนอันนายช่างเขียนดีแล้ว เดี๋ยวนี้ กลายเป็นคิ้วคดเคี้ยวเหมือนเถาวัลย์ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อนนัยน์ตาของเราดำขลับ เหมือนนิลมณีรุ่งเรืองงาม เดี๋ยวนี้ถูกชราขจัดแล้วไม่งามเลย พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อเวลาเรายังรุ่นสาว จมูกของเราโด่งงาม เหมือนเกลียวหรดาล เดี๋ยวนี้ กลับห่อเหี่ยวไปเหมือนจมหายเข้าไปในศีรษะเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อนใบหูของเรางดงามเหมือนตุ้มหูที่ทำเสร็จเรียบร้อยดี เดี๋ยวนี้กลับหย่อนยานเหมือนเอาเถาวัลย์ห้อยไว้เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อน ฟันของเราขาวงามดีเหมือนสีดอกมะลิตูม เดี๋ยวนี้กลายเป็นฟันหักและมีสีเหลืองเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อน เราพูดเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกดุเหว่า อันมีปกติเที่ยวไปในไพรสณฑ์ร่ำร้องอยู่ในป่าใหญ่ฉะนั้น เดี๋ยวนี้คำพูดของเราพลาดไปทุกๆ คำเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อน คอของเรางดงามกลมเกลี้ยงเหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว เดี๋ยวนี้ย่นเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน แขนทั้งสองของเรางดงามเปรียบดังกลอนเหล็กอันกลมฉะนั้น เดี๋ยวนี้ ลีบคดดุจฝักแคฝอยเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อน มือทั้งสองของเราประดับด้วยแหวนทองคำงดงาม เดี๋ยวนี้เป็นเหมือนเหง้ามันเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน ถันทั้งคู่ของเราเต่งตั่งกลมกลึงชิดสนิทกัน และมีปลายงอนขึ้นงดงาม เดี๋ยวนี้กลับหย่อนเหมือนผลน้ำเต้าเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อน กายของเราเกลี้ยงเกลา งดงาม เหมือนแผ่นทองที่ขัดดีแล้ว เดี๋ยวนี้สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นอันละเอียดเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อนขาอ่อนทั้งสองของเรางดงามเปรียบเหมือนงวงช้าง เดี๋ยวนี้เป็นปุ่มเป็นปม เหมือนข้อไม้ไผ่เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อนแข้งทั้งสองของเรา ประดับด้วยกำไลทองคำอันเกลี้ยงเกลางดงาม เดี๋ยวนี้กลับเหี่ยวแห้งเหมือนต้นงาเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
เมื่อก่อนเท้าทั้งสองของเรางดงามอุปมาเช่นกับปุยนุ่นเพราะความที่เท้าอ่อนนุ่ม เดี๋ยวนี้กลับแตกเป็นริ้วรอยงองุ้มดังเถาวัลย์เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
ร่างกายของเรานี้เนื่องด้วยความหย่อน เป็นที่อยู่แห่งทุกข์มาก เป็นสภาพตกไปจากเครื่องลูบไล้ เป็นดุจเรือนอันคร่ำคร่า พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
.
ครั้นเมื่อนางอัมพปาลี ได้พิจารณาความไม่เที่ยงในอัตภาพของตน เห็นว่าทางที่จะพ้นจากความชรานี้ได้คือการเจริญวิปัสสนา นางจึงไปศึกษาวิธีเจริญวิปัสสนาและไปปฏิบัติวิปัสสนา จนพบสันติสุข ตัดความชราออกไปจากชีวิตในชาติต่อ ๆ ไปได้

อ.บุษกร เมธางกูร