มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


นามรู้ VS นามรู้สึก




อาจารย์ขา
นามรู้ กับ นามรู้สึก
เมื่อกระทบกับอารมณ์ภายนอก และอารมณ์ภายใน จะใช้ต่างกันอย่างไรค่ะ
เพราะมีผู้ตั้งปุจฉาว่า รู้ กับ รู้สึก อะไรเกิดก่อนกัน?
เลยทำให้งงเหมือนกัน เพราะคิดว่ารู้สึกนี่มันเลยไปถึงว่าเรารู้แล้วว่าเป็นอะไร ไม่ทราบถูกหรือแล้ว
อาจารย์กรุณาอธิบายพร้อมตัวอย่างด้วยค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ
ดา

โดย ดา [22 พ.ย. 2544 , 08:13:18 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

center] [/center]

สวัสดีฮะพี่ดา ... คำถามของพี่ดาน่าสนใจมากเลยฮะ นี่เณรจิ๋วก็แอบเข้ามาcheckคำตอบหลายทีแล้วเหมือนกัน แต่สงสัยพี่ๆคนอื่นกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมงานท่านอาจารย์บุญมีแน่เลย

ระหว่างรออาจารย์กับพี่ๆมาตอบ เรามาลองคุยกันแบบคนไม่sureทั้งคู่ดีมั้ยฮะ ถ้าถามเณรจิ๋วว่า รู้ กับ รู้สึก อะไรเกิดก่อนกัน เณรจิ๋วขอทายตามประสบการณ์ว่า "รู้สึก" น่าจะเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นก่อน "รู้" นะฮะ

เหตุผลก็คือสิ่งที่เป็น target ของ"การรู้สึก"เป็นสภาพปรมัตถ์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ เช่น ความเย็น ความร้อน รสชาติ หรือ กลิ่นต่างๆ เพราะฉะนั้น "การรู้สึก"จึงน่าจะเกิดขึ้นได้กับสิ่งมีชีวิตทุกรูปทุกนาม ทั้งเด็กทารก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งสัตว์และมนุษย์ โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาหรือความสามารถใดๆใน "การรู้สึก" นั้นๆ

แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่เป็น target ของ "การรู้" หรือสิ่งที่ถูกรู้นั้นไม่ได้เป็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริงเป็นอยู่จริง เช่น เรา"รู้สึก"ได้ด้วยการรับรู้ว่า"สภาพความเจ็บ"กำลังเกิดขึ้น แต่เรา"รู้"ได้ทีหลังด้วยการตีเทียบว่า สภาพธรรมที่เกิดขึ้นนั้นกล่าวเป็นคำพูดในภาษาไทยได้ว่า "เจ็บ"

การจะตัดสินว่าสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเรียกว่า "เจ็บ"ได้นั้น อย่างแรกต้องอาศัยสัญญา หรือความจำได้หมายรู้ว่าสิ่งนั้นๆ เทียบได้กับอะไรในความทรงจำของเรา เด็กทารกอาจจะรู้สึกได้ในสภาวะของการ"หิว" แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวเองกำลัง "หิว" อย่างที่อาจารย์บุษกรเขียนไว้ในเรื่อง "ขอเชิญมาทำความเข้าใจ..ในสภาวะธรรมกันเถิดค่ะ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2544 ว่า "...บางครั้งคำพูดหมายถึงสิ่งที่มีจริง ๆ ซึ่งสามารถจะรู้ได้โดยตรง บางครั้งคำพูดก็แสดงถึงความคิดนึก..."

อาจารย์ยกตัวอย่างไว้ในบทความข้างต้นว่า "...ตัวอย่างเช่น ถ้าสติเกิดระลึกรู้สภาพเย็นที่ปรากฏในขณะนั้น ก็ไม่มีความคิดว่า เท้าของฉันกำลังเย็นหรือเย็นจัดซึ่งไม่ใช่การรู้สภาพธรรมแต่เป็นการคิดเรื่องราว..." จริงๆตัวอย่างนี้อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่นะฮะ แต่เณรจิ๋วอ่านแล้วได้ความเข้าใจว่า การที่สติระลึกรู้สึกได้ในสภาพเย็นที่ปรากฎขึ้นในขณะนั้นๆ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้ก่อนที่จะมีการตีเทียบลงไปในเรื่องราวว่า เท้าของฉันกำลังเย็นหรื่อเย็นจัด

สุดท้ายที่พี่ดาบอกว่า "รู้สึกนี่มันเลยไปถึงว่าเรารู้แล้วว่าเป็นอะไร" นั้น ตามที่ได้ประสบมา เณรจิ๋วคิดว่านั่นไม่ใช่สภาวะของ"รู้สึก"แล้วละฮะ น่าจะเป็นสภาวะที่นามเข้าไปรู้ในนามรู้สึกอีกที หรือพูดอีกอย่างได้ว่า นามรู้ในสภาวะของนามรู้สึกที่เกิดขึ้นมาก่อนนั่นเอง

ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปก่อนได้คำตอบจริงนะฮะ ถ้ามีประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างไร ก็อย่าลืมนำมาเล่ากันบ้างนะคร้าบ ...

โดย เณรจิ๋ว [24 พ.ย. 2544 , 02:16:21 น.] ( IP = 61.202.144.84 : : )


  สลักธรรม 2

เล็กก็เข้าใจเช่นเดียวกับเณรจิ๋วเลยค่ะ

โดย เล็ก [24 พ.ย. 2544 , 22:16:03 น.] ( IP = 203.155.237.253 : : )


  สลักธรรม 3

สวัสดีค่ะเณรจิ๋ว
พี่ดาเข้าใจว่าสภาวะที่รู้สึกนั้น ใช่เกิดก่อนแต่เป็นสภาวะที่คนอย่างเราๆ ยังกำหนดไม่ทัน เพราะเมื่อเรารู้สึก ก็คือเรารู้เลยแล้วว่าเจ็บ ว่าเย็น เป็นต้นซึ่งเป็นสัญญา เป็นเรารู้แล้ว ตกกระดานอย่างที่หลวงพ่อเสือเคยสอนไว้
ดังนั้น การที่เณรจิ๋วกล่าวว่านามรู้ในสภาวะะของนามรู้สึกนั้น ก็ถูก และตามความเข้าใจของพี่ดานั้น พี่ว่าการกำหนดนามรู้จึงเป็นการกำหนดที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ค่ะ
ก็อย่างที่เณรจิ๋วบอกนะค่ะ ว่าเรามาแลกเปลี่ยนความคิดกันแบบคนไม่ sure กัน สนุกดี
ขณะนี้ ก็ได้แต่รอให้ท่านอาจารย์หายเหนื่อยจากการจัดงานแสดงความกตัญญูท่านอาจารย์บุญมีก่อน แล้วก็จะได้รับคำตอบที่ถูกสภาวธรรม
ขอบคุณมากค่ะเณรจิ๋ว

พี่ดา

โดย พี่ดา [26 พ.ย. 2544 , 12:41:52 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 4

พี่ดาเข้าใจลึกซึ้งขึ้นแล้วนะนี่..ขอบอก

โดย เด็กหน้ากระดาน [26 พ.ย. 2544 , 13:36:05 น.] ( IP = 202.183.178.254 : : )


  สลักธรรม 5

เพิ่งมาติดตามเช้านี้นะคะ
พูดถึงกระทู้นี้ก็เพิ่งถามรุ่นพี่มาเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนนัก แต่คิดเช่นเดียวกับเณรจิ๋ว เพราะความรู้สึกเกิดขึ้นแถมจะไม่ต้องใช้สัญญาตีเทียบ เกิดขึนก็รู้สึก แต่การกำหนดนามรู้ ิวิถีเกิดทางมโนทวารมากมาย เกิดขึ้นจากการตีเทียบจากอดีตอารมณ์มามากมาย เวลาที่กำหนด ก็รู้สึกว่ากำหนดหลังกระดานเสมอๆ คือไม่ทันปัจจุบีน
กำหนดถูกแต่กำหนดเยื้องไป เพราะปัญญายังไม่ไวพอ แต่ทำได้แแค่นี้ก็ดีแล้ว 2 ก็ต้องมาจาก 1 ใช่ไหมคะพี่ดา

โดย อัญชลี ส. [27 พ.ย. 2544 , 07:48:07 น.] ( IP = unknown : : unknown )


  สลักธรรม 6

นายแน่มากเลยเณรจิ๋ว...เราอ่านดูก็รู้ว่านายต้องยกนิ้วให้แต่น้องแก่นลืมไปดูเหมือนจะชี้มากกว่ายกนะอิอิ

น้องแก้วคงยังไม่หายดีเห็นนอนกอดเจ้าฉิ่งหลับตลอดเลย ไว้ตื่นมาแล้วจะไปตามมาตัดสินนะคร๊าบบบบบบ

โดย น้องแก่น [27 พ.ย. 2544 , 09:14:21 น.] ( IP = 203.170.156.60 : : 203.170.156.60 )


  สลักธรรม 7

ฮึ ๆๆๆๆๆ (ร้องไห้นะค่ะไม่ใช่เสียงอย่างอี่น) เพราะ
น้องแก้วไม่ตอบซักทีพี่เล็กคอยติดตามอ่านอยู่ค่ะ

โดย เล็ก [27 พ.ย. 2544 , 13:48:38 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 8


รออ่านคำตอบอยู่เหมือนกันค่ะ
Who are you? คะ..เด็กหน้ากระดาน..ขอพบเป็นการส่วนตัวที่หลังห้องหน่อยซิ
..จากเด็กมุมตึก

โดย น้องกิ๊ฟ [27 พ.ย. 2544 , 15:51:38 น.] ( IP = 202.183.178.157 : : )


  สลักธรรม 9



สวัสดีค่ะคุณดาและน้องโด่ง

ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาและนำกุศลมาให้น้องโด่งได้ร่วมอนุโมทนาในงานกตัญญูที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ค่ะ



ที่ได้มีการถามตอบกันว่า เมื่อกระทบกับอารมณ์ภายนอก และอารมณ์ภายใน จะใช้ต่างกันอย่างไรนั้น จะใช้นามรู้หรือนามรู้สึกนั้น ท่านต้องทราบนะค่ะว่า

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น

มุ่งหมายให้ไปดูอะไรและดูเพื่ออะไร

ถ้าเข้าใจแล้วจะไม่สงสัยเลยค่ะ


เพราะท่านให้ไปดูความรู้สึก เพราะ"ความรู้สึก" เป็นสภาพปรมัตถ์ที่มีอยู่จริง โดยสัตว์ที่ได้รับวิบากเป็นผลจะดีก็ตาม-จะไม่ดีก็ตาม จะปรากฎที่รูปกับนาม เท่านั้น ผลของวิบากย่อมทำให้ได้รับความรู้สึกปรากฎที่ขันธ์เป็นผลค่ะ

แต่การที่จะสุขหรือทุกข์นั้นเป็นการรู้เฉพาะตนเท่านั้น เหตุเพราะการปรุงแต่งและเสพอารมณ์ไม่เหมือนกันและแต่ว่าบุคคลนั้นมีอุปสัยอย่างใด เช่นบางคนชอบความรุนแรง
และจะมีความสุข เช่นนักมวยไงค่ะ

นี่จะเห็นได้ว่าความรู้ที่จะเป็นอภิฌชาหรือโทมนัส
นั้น ไม่ได้เป็นสภาพธรรมที่เป็นพระปรมัตถแต่เป็นสัญญาอันเกิดจากการปรุงแต่งจิตจากอุปนิสสยปัจจัยของตนๆค่ะ จึงจะต้องโยนิโสที่ความรู้สึกค่ะ

แต่ก็ไม่ต้องนำไปเป็นความกังวนนะค่ะเพราะเหตุอดีตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน[img]

http://abhidhamonline.org/opnbox1.gif[/img]
บางคนอาจจะทันปัจจุบันได้เร็วจากการฝึกฝนมามาก และบางคนก็มีเหตุมาพอสมควร
แต่ต้องอาศัยการสังเกตุอีกหน่อยคงจะสามารถเข้าใจและทันปัจจุบันได้ไม่ยากหรอกค่ะ

แต่อย่างไรก็ตามควรทราบว่าท่านกำลังเพียรถ่ายถอนอัตตานะค่ะ ไม่ควรไม่ยึดถือกฎมากจนทำให้เป็นความปรารถนาขึ้นมานะค่ะ


และที่คุณดาบอกว่า "รู้สึกนี่มันเลยไปถึงว่าเรารู้แล้วว่าเป็นอะไร" นั้น
และเณรจิ๋วตอบว่า เณรจิ๋วคิดว่านั่นไม่ใช่สภาวะของ"รู้สึก"แล้ว น่าจะเป็นสภาวะที่นามเข้าไปรู้ในนามรู้สึกอีกที หรือพูดอีกอย่างได้ว่า นามรู้ในสภาวะของนามรู้สึกที่เกิดขึ้นมาก่อนนั่นเอง นี้ใช้เลยค่ะ เพราะนามเกิดรู้ได้เร็วมากๆเลยและนามก็เกิดต่อๆกันเป็นลำดับได้ค่ะ ต้องขออนุโมทนากับท่านทั้งสองจริงๆนะค่ะเพราะเท่ากับว่า ท่านกำลังศึกษาหาปัญญาเพื่อพ้นภัยในวัฎฎะอยู่ค่ะ และขอให้กุศลญาณสัมปยุตนี้ จงเป็นดั่งพาหนะนำท่านออกจากบ่วงแห่งวัฎฎะทุกข์ได้โดยไวนะค่ะ




บุษกร เมธางกูร

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร - [27 พ.ย. 2544 , 22:38:55 น.] ( IP = 202.133.164.146 : : )


  สลักธรรม 10

เข้าใจว่าที่มาของ “นามรู้ กับนามรู้สึก” นี้ คงสืบเนื่องมาจากวันอาทิตย์ที่ ๑๘ พ.ย.ที่อาจารย์บุษกรป่วยมาก แต่ด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์ ก็สู้อุตส่าห์ออกมา (น่าจะพูดว่าคลานออกมา) ให้ธรรมะโดยเฉพาะเรื่องของการปฏิบัติที่อาจารย์ประสบมาด้วยตนเองว่า ยามเจ็บป่วยการกำหนดบางครั้งยังตกกระดานเลย แล้วพวกเราลูกศิษย์ที่ยังไม่คิดปฏิบัติล่ะ ยามเจ็บป่วยใกล้ตายจะเป็นอย่างไร ….นี่คือความห่วงใยของอาจารย์บุษกรที่มีต่อลูกศิษย์ทุกคน
วันนั้นได้ฟังแล้ว ก็พอเข้าใจว่า การที่เราทุรนทุรายจากการปวดเมื่อยเพราะฤทธิ์ไข้ ขณะนั้นวิถีจิตของเราเกิดขึ้นมากมาย เสพทั้งโทสะชวนะ และโลภะชวนะ (ต้องการให้หาย) ข้อความที่อาจารย์พูดว่าขนาดอาจารย์ปฏิบัติทุกคืน เวลาป่วยไข้ บางครั้งยังต้องตกกระดาน เพราะรู้สึกว่าปวดมาก (นามรู้สึก) เข้าใจว่าส่วนใหญ่อาจารย์คงจะสามารถกำหนดรู้แค่อาการปวดเมื่อยได้ (นามรู้) ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกตัว (โคจรสัมปชัญญะ) คือ การใส่ใจที่นาม คือนามเป็นผู้ดูอารมณ์ (การปวดเมื่อย หรือความร้อนจากฤทธิ์ไข้นั้น) โดยไม่มีความรู้สึกที่เข้าไปเล่นด้วย
….ผิดกับพวกเรา ซึ่งถ้าต้องประสบเหตุการณ์กรณีเดียวกับอาจารย์ ก็คงจะกำหนดนามรู้สึก
โดยเข้าไปคลุกเคล้ากับอารมณ์ที่ปวดเมื่อยนั้น แล้วรำพันว่ายิ่งกำหนดแล้ว ยิ่งรู้สึกในอาการปวดมากขึ้น อภิชฌา โทมนัสเกิดตลอด เพราะเราแค่ท่อง หรือว่าไปโดยปริยัติ ยังไม่มีอุบายแยบคายที่แยกแยะได้ถูกต้องเช่นอาจารย์
วันนั้นได้ฟังแล้วเข้าใจว่าอาจารย์สามรถแยกผู้ดูกับผู้ถูกดูออกได้ นั่นคือ นามรู้ว่ากำลังดูอะไรอยู่ จึงไม่ได้ไปรู้สึกกับอาการนั้นๆ แต่ครั้นไปรู้สึกว่าปวด เสมือนพลาดตกกระดานไป อาจารย์จึงได้ออกมาให้ข้อคิดว่า ขนาดอาจารย์บางครั้งยังพลาด แล้วพวกเราล่ะ ถ้าไม่ฝึกหัดเอาไว้ ต่อไปเจ็บป่วยใกล้ตายจะเป็นอย่างไร
ฉะนั้นจะเป็น นามรู้ นามรู้สึก ก็คือภาษาที่สมมุติขึ้น แต่ความเป็นจริงคือปรมัตถ์เป็นอย่างไร ผู้กำหนดเท่านั้นที่จะทราบได้ด้วยตนเอง (ผิดถูกประการใด ขอคำชี้แนะด้วย) ขอขอบคุณค่ะ
หมายเหตุ: ขอเพิ่มเติมนิดหน่อยว่า โคจรสัมปชัญญะที่พูดถึงนั้นอยู่ในหมวดของสัมปชัญญะ ๔ นั่นเอง

โดย วยุรี [27 พ.ย. 2544 , 23:58:28 น.] ( IP = 203.170.156.114 : : 203.170.156.114 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org