มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ชีวิตยังต้องดิ้นถ้าไม่สิ้นซึ่งตัณหา





องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นสัจจะอย่างหนึ่งที่เป็นโทษเป็นภัย
แก่ชีวิตมนุษย์อย่างมาก ที่ทำให้ความเป็นไปแห่งชีวิตหาที่สุดไม่ได้
ทำให้สัตว์ต้องสุขต้องทุกข์อยู่ชั่วนาตาปี
พระพุทธองค์ทรงพร่ำสอนให้รู้จักตัณหาอันเป็นความทะยานอยาก
ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ ๓ ประการ
คือ (๑) กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม ซึ่งมีกามคุณอารมณ์เป็นพื้นจิต
(๒) ภวตัณหา ความอยากเป็น ซึ่งมีเห็นผิดว่าภาวะนี้เป็นของเที่ยง
(๓) วิภวตัณหา ความไม่อยากเป็นซึ่งมีเห็นผิดว่าภาวะนี้เป็นของไม่เที่ยง
ตัณหา ๓ ประการนี้ เกิดขึ้นแก่คนที่ประมาท เหมือนเถา ย่านทรายเจริญอยู่ในป่า และเกิดแก่ผู้ที่กำหนัดยินดีด้วยราคะ



ดังที่ตรัสไว้ในเรื่องพระนางเขมาเถรีว่า
“สัตว์ทั้งหลายผู้ กำหนัดยินดีด้วยราคะ ย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา เหมือนแมงมุมติดใยที่ตนถักไว้เอง” ผลจากการถูกตัณหาครอบงำ ผู้ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา
มีลักษณะ คือ -เร่ร่อนไปมา เหมือนวานรที่ต้องการผลไม้เที่ยวเร่ร่อนไปมาในป่า -เกิดความเศร้าโศก เข้าถึงชาติชราร่ำไป เกิดความทุกข์ -เมื่อถูกตัณหาครอบงำ ย่อมสะดุ้ง ดิ้นรน เหมือนกระต่ายติดบ่วง วิธีกำจัดตัณหา คือ มีปัญญา เจริญฌาน
ผลดีจากการกำจัดตัณหาได้ คือ -ทำให้ความโศกสิ้นไป เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัว -ละทุกข์ทั้งปวงได้ -ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป -ทำให้สิ้นตัณหา ซึ่งเป็นการชนะทุกข์
ทั้งปวงดังที่ตรัสไว้ว่า



สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ
การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง
รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง
ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง
ทานที่ให้แก่คนที่ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และตัณหา มีผลมากกว่าทานที่ให้แก่คนที่มีกิเลสเหล่านั้น


โดย ทรงธรรม [23 พ.ย. 2547 , 09:23:33 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

.ใช่ครับคุณทรงธรรม

ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้
ด้วยตัวของคุณเองจริงๆ


โดย พี่เณร [23 พ.ย. 2547 , 09:44:39 น.] ( IP = 61.90.118.182 : : )


  สลักธรรม 2


มีพุทธวจนะแสดงความเป็นไปแห่งตัณหา
-ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้ เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น
-ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก
ย่อมครอบงำบุคคลใดความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจ หญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น
-บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก ล่วงไปได้โดยยากในโลกความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้
-ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น



-มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น
-ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่ แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด
-ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น
-ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่ ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖ อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ เป็นของกล้า ไปสู่ทิฐิชั่ว
-กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง
-ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่ ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว จงตัดรากเสียด้วย
-ปัญญา โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไปกับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์ สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญ แสวงหาสุข
-นรชนเหล่านั้น แลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา


โดย ทรงธรรม [23 พ.ย. 2547 , 09:48:08 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 3


-หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น
-สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน
-หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น
เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย
-ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล
-บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก
-นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่



-สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา
-นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น
นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว
-สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไปตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น
-นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป
ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขตธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก
-ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น


โดย ทรงธรรม [23 พ.ย. 2547 , 09:50:56 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 4


ขึ้นชื่อว่าตัณหา ช่างน่ากลัวจริงๆนะคะ

ขอบคุณมากค่ะคุณทรงธรรม

โดย พี่ดา [23 พ.ย. 2547 , 10:00:43 น.] ( IP = 61.91.68.79 : : )


  สลักธรรม 5


-ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่ ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้
-ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง ปราศจากตัณหาไม่มี
-กิเลสเครื่องยั่วยวน ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว
-อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย
- ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ
- เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความ สิ้นตัณหา รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์)
-การให้ธรรมเป็นทานย่อมชนะการให้ทั้งปวง
-รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวงความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง
-ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง
-โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่
-คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้ เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น
-นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษหมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล
-ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก
-นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้ มีโทสะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล
-ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก
-นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล
-ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก
-นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแลทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก ฯ

โดย ทรงธรรม [23 พ.ย. 2547 , 10:32:13 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 6



ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ท่านทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ ยิ่งๆขึ้นสู่จุดหมายอันสูงสุด ของพระพุทธศาสนา ของเรา
สาธุ

โดย พุทธศาสนิกชนผู้มั่นในธรรม [23 พ.ย. 2547 , 18:31:26 น.] ( IP = 203.156.40.201 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org