| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อย่าเป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็น ทอดธุระหรือปลีกตัว
สลักธรรม 1
เหตุการณ์หลังจากนั้น เป็นการสนทนาระหว่าง
พระพุทธองค์กับพระอัครสาวกทั้งสอง ซึ่งมีความสำคัญมาก พระพุทธองค์เริ่มด้วยการตรัสถามพระสารีบุตรต่อหน้าภิกษุทั้ง ๕๐๐ ว่า คิดอย่างไรที่พระองค์ทรงขับไล่ภิกษุสงฆ์เหล่านั้น พระสารีบุตรกราบทูลว่า ในเมื่อ "พระผู้มีพระภาคทรงมีความขวนขวายน้อย เจริญธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันอยู่ แม้เราทั้งหลายก็จักมีความขวนขวายน้อย เจริญธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันอยู่เช่นกัน"
เมื่อทรงสดับเช่นนั้น พระพุทธองค์ก็ตรัสห้ามว่า "เธอไม่ควรให้ความคิดเห็นปานนี้เกิดขึ้นอีก" จากนั้นก็ตรัสถามพระมหาโมคคัลลานะด้วยคำถามเดียวกัน พระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ในเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงมีความขวนขวายน้อย ท่านและพระสารีบุตรจะช่วยกันบริหารภิกษุสงฆ์เอง พระพุทธองค์จึงตรัสรับรองว่า "ดีละ ดีละ ความจริง เรา สารีบุตรหรือโมคคัลลานะเท่านั้นควรบริหารภิกษุสงฆ์"
บทสนทนาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงท่าที ๒ แบบเมื่อเกิดปัญหาในหมู่สงฆ์ ท่าทีแรกคือการวางเฉย หลบหลีกปลีกตัวไปแสวงหาความสุขเฉพาะตน ส่วนท่าทีที่ ๒ ก็คือการเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหา ควรกล่าวย้ำด้วยว่าท่าทีที่แตกต่างกันนี้เป็นท่าทีของพระอรหันต์ทั้งคู่ ดังนั้น จึงไม่ใช่ท่าทีที่ออกมาจากความเห็นแก่ตัวหรือกิเลสใดๆ หากเป็นเรื่องของมุมมอง (และอาจรวมถึง "วาสนา" ติดตัว) ที่แตกต่างกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นด้วยกับท่าทีแบบใด
โดย ทรงธรรม [23 พ.ย. 2547 , 14:45:30 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )
สลักธรรม 2
อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าทั้งๆ ที่การวางเฉยต่อปัญหานั้นมิใช่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากในหมู่พระสงฆ์รุ่นหลังๆ จนบางครั้งแทบจะกลายเป็นลักษณะเด่นของคณะสงฆ์แบบเถรวาทไปเลย มีเหตุการณ์มากมายในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาที่สะท้อนท่าทีดังกล่าว ที่เด่นที่สุดแต่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในแง่นี้เท่าใดนักก็คือสมัยพระเจ้าอโศก ตามที่บันทึกในคัมภีร์ของฝ่ายเถรวาทเอง
(เช่น สมันปาสาทิกา ซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นอรรถกถา และสังคีติกถา อันเป็นตำราเรียนชั้นนักธรรม) เล่าว่าหลังจากที่พระเจ้าอโศกหันมาสมาทานพุทธศาสนา และให้การอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ ได้มีเหล่า "เดียรถีย์" หรือ "หมู่มิจฉาทิฐิ" มาปลอมปนอยู่ในหมู่สงฆ์เป็นอันมาก ข้อที่น่าคิดก็คือทั้งๆ ที่พระอรหันต์ในสมัยนั้นมีนับพันๆ รูป (จำเพาะที่มาทำสังคายนาหลังจากเหตุการณ์สงบแล้วก็มีถึงพันรูปซึ่งล้วน "แตกฉานในไตรวิชชาและพระปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔") แต่เหตุใดจึงปล่อยให้เดียรถีย์พากันมาบวชเป็นจำนวนมาก (สังคีติกถาระบุว่า เดียรถีย์ที่ถูกพระเจ้าอโศกจับสึกมีถึง ๑ หมื่นคน)
พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งซึ่งตัดสินใจหลีกไปบำเพ็ญสมาบัติในเขาถึง ๗ ปี หลังจากพบว่ามีเหล่าทุศีลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในสังฆมณฑล
สังคีติกถาให้เหตุผลว่า พระภิกษุสงฆ์มีจำนวนน้อย จึงมิอาจห้ามและจัดการกับหมู่เดียรถีย์ซึ่งมีพวกมากได้ ทำได้อย่างมากแค่ไม่ร่วมสังฆกรรม แต่หนังสือเล่มเดียวก็ระบุว่า ตอนที่พระโมคคีบุตรติสสะเถระเลือกสรรพระสงฆ์ เพื่อมาทำสังคายนาภายหลังนั้น มีพระภิกษุถึง "๖๐ แสน" และอันที่จริงเหล่าเดียรถีย์ก็คงมิได้หลั่งไหลเข้ามาอย่างพรวดพราด คาดว่าน่าจะใช้เวลานับสิบปีกว่าจะมีจำนวนเป็นหมื่น คำถามก็คือช่วงปีแรกๆ ที่เดียรถีย์เริ่มทยอยเข้ามาและยังมีจำนวนน้อยอยู่นั้น เหตุใดจึงไม่มีการป้องกันหรือแก้ไขใดๆ จะอ้างว่าคณะสงฆ์สมัยนั้นอ่อนแอหรือเสื่อมโทรมก็คงไม่ได้ เพราะมีพระภิกษุที่บรรลุอรหัตผลนับพันรูป แสดงว่าคณะสงฆ์เวลานั้นกำลังเจริญและอยู่ในสภาพที่ปกติสุขพอสมควรโดย ทรงธรรม [23 พ.ย. 2547 , 14:47:08 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )
สลักธรรม 3
เห็นได้ชัดว่า พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระและพระภิกษุจำนวนมาก ในเวลานั้นใช้ท่าทีอย่างเดียวกับพระสารีบุตรดังกล่าวข้างต้น ต่อเมื่อพระเจ้าอโศกกำราบเดียรถีย์ ทำให้คณะสงฆ์บริสุทธิ์และสมานสามัคคีได้แล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระจึงเข้ามาเป็นผู้นำในการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ เหตุการณ์ครั้งนั้น ได้สร้างแบบแผนประเพณีที่สำคัญให้แก่พุทธศาสนาแบบเถรวาทหลายประการ อาทิ การแบ่งแยกบทบาทระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระสงฆ์อย่างค่อนข้างชัดเจนว่า ฝ่ายแรกมีหน้าที่ปกป้องความบริสุทธิ์ของคณะสงฆ์และดูแลให้เกิดสังฆสามัคคี ส่วนฝ่ายหลังมีหน้าที่สืบทอดและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เป็นต้น แต่เป็นไปได้ไหมว่ามรดกสำคัญอีกประการหนึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็คือ การตอกย้ำให้พระสงฆ์รุ่นหลังมีท่าทีวางเฉยเมื่อเกิดปัญหาในคณะสงฆ์ การที่คัมภีร์สำคัญในพุทธศาสนา (รวมทั้งตำราเรียนนักธรรม) ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีนัยเห็นด้วยกับการปลีกตัวหลีกเร้นของพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ ย่อมทำให้ท่าทีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับหรือกลายเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นภาพอีกด้านหนึ่งควรกล่าวด้วยว่าในสมัยพระเจ้าอโศกนั้นเอง มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งชี้ว่าการปลีกตัวไปในขณะที่คณะสงฆ์มีกิจอันพึงกระทำอยู่นั้น หาใช่พฤติกรรมที่พึงยอมรับได้ไม่ แม้ผู้นั้นจะเป็นพระอรหันต์ก็ตาม ดังมีเรื่องเล่าในคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา ว่าขณะที่คณะสงฆ์กำลังช่วยกันสนับสนุนพระเจ้าอโศกในการทำนุบำรุงพระศาสนานั้น พระอรหันต์ชื่ออุปคุตต์ ปลีกตัวไปเสวยสุขจากฌานสมาบัติโดยไม่ทราบเรื่อง ที่ประชุมสงฆ์จึงส่งพระภิกษุไปตามท่านมาแล้วตัดสินลงโทษท่านในข้อที่ท่านไปหาความสบายแต่ผู้เดียว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ค่อยแพร่หลายเมื่อเทียบกับเรื่องราวของพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ และดังนั้นจึงไม่สู้มีอิทธิพลต่อพระรุ่นหลังเท่าใดนัก
โดย ทรงธรรม [23 พ.ย. 2547 , 14:50:05 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )
สลักธรรม 4
การที่มีคณะบุคคลนอกศาสนาหรือในพระพุทธศาสนาได้กระทำการให้เกิดเสื่อมเสียต่อวงการนี้
ถ้าไม่มีผู้สำนึกถึงภัยอันเกิดมีขึ้นก็จะสูญเสียที่ยากจะเรียกกลับคืนได้การปลุกตนให้มีสำนึกต่อส่วนรวม ไม่ทอดธุระหรือปลีกตัวเป็นผู้ "ขวนขวายน้อย"
เพราะนั่นหาใช่พฤติกรรมที่พระพุทธเจ้า
ทรงสรรเสริญไม่โดย ทรงธรรม [23 พ.ย. 2547 , 16:16:02 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )
สลักธรรม 5เป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้วางท่าทีได้ถูกต้องและไม่เสียหายต่อพระพุทธศาสนา
ขอบคุณมากนะคะคุณทรงธรรมโดย น้องกิ๊ฟ [23 พ.ย. 2547 , 20:53:22 น.] ( IP = 202.183.175.222 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |