| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เรียนถามพี่ดอกแก้วเรื่องวิญญาณค่ะ
สลักธรรม 1
สวัสดีค่ะน้องกิ้ฟ พี่ดอกแก้วก็ต้องขออนุโมทนาในกุศลที่น้องกิ้ฟเองได้ช่วยงานร่วมกันมาตลอดนะค่ะส่วนที่ถามมานั้น ยินดีเสมอค่ะ
ตามพระบาลีนั้นนะคะ พระบรมศาสดาท่านทรงเทศนา เป็นคำสามัญว่า วิญาณปจฺจย นามรูปํ แต่ความจริง วิญญาณบางทีก็ทำให้เกิดแต่รูปได้นะคะน้องกิ้ฟ เช่น ปัญจมฌานกุศล ทำให้เกิดในพวกพรหม อสัญญสัตว์ บางทีก็ทำให้เกิดแต่นาม เช่นอรูปกุศล ทำให้เกิดเป็นนามในอรูปพรหม บางทีก็ทำให้เกิดทั้งรูปทั้งนาม ในปัญจโวการภูมิไงค่ะ
เพราะฉะนั้นเมื่อจะต้องการวิเคราะห์ศัพท์ละก็ น้องกิ้ฟต้องทำดังนี้นะคะ
นามญฺจ รูปญฺจ นามรูปญฺจ นามรูปํ แปลว่า
นามและรูป และนามรูป... เรียกว่านามรูป
ในอภิธัมมัตถวิภาวินีกล่าวไว้นะคะว่า...
นามรูปปจฺจยาติ เอตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ
นามรูปญฺจ นามรูปนฺติ สรูเปกเสโส เวทิตพฺโพ
แปลว่า ในปฏิจจสมุปบาทพระบาลีว่า นามรูปนั้น
ต้องทำวิเคราะห์ศัพท์ว่า นามญฺจ รูปญฺจ นามรูปญฺจ นามรูปํ เป็นสรูเปกเสสนัย
เป็นตามไวยากรณ์ค่ะ
เพราะฉะนั้นเพื่อให้สมกับอรรถและสภาวะ
คำว่านามรูป จึงได้แก่ นาม รูป นามรูปตามฐานที่รูปนามเกิด
ดังที่ท่านพระฎีกาจารย์ท่านได้อธิบายไว้ค่ะน้องกิ้ฟ.
โดย พี่ดอกแก้ว [25 พ.ย. 2547 , 14:24:33 น.] ( IP = 202.183.175.220 : : )
สลักธรรม 2กราบขอบพระคุณค่ะพี่ดอกแก้ว...ขอเรียนถามต่อเลยนะคะว่า
คำว่า กัมมัฎฐาน กับคำว่า ภาวนา ต่างกันอย่างไรคะ ?
เพราะบางที่ก็เรียกว่า กัมมฐาน ๔๐
บางที่ก็เรียกว่า ภาวนา ๔๐ ทำให้รู้สึกงงๆค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [25 พ.ย. 2547 , 14:32:49 น.] ( IP = 202.183.175.220 : : )
สลักธรรม 3คำว่า กัมมัฎฐาน นั้นมาจากศัพท์ที่ว่า กมฺมสฺส ฐานํ ค่ะน้องกิ้ฟ
กมฺมฏฐานํ แปลว่าเป็นที่ตั้งแห่งการเพ่ง
ฉะนั้นเรียกว่ากัมมัฎฐาน ได้แก่จำนวนของกัมมัฎฐานทั้ง ๔๐ องค์
และรวมวิปัสสนากัมมัฎฐานทั้ง ๓ องค์ด้วยค่ะได้แก่
อนิจจกัมมัฎฐาน
ทุกขกัมมัฏฐาน
และอนัตตกัมมัฎฐาน
ส่วนภาวนา มีวิเคราะห์ศัพท์ว่า ภาเวตพพฺพาติ ภาวนา แปลว่า ควรพึงเจริญเนืองๆค่ะน้องกิ้ฟ
ดังนั้นชื่อว่า ภาวนา แปลว่า ได้แก่สมถภาวนาและวิปัสสนา นะคะน้องกิ้ฟไม่ต้องงงนะค่ะ.
โดย พี่ดอกแก้ว [25 พ.ย. 2547 , 14:36:40 น.] ( IP = 61.90.12.213 : : )
สลักธรรม 4กราบขอบพระคุณค่ะพี่ดอกแก้ว จะพยายามไม่งงนะคะ
ที่ตั้งแห่งการเพ่ง ..กัมมัฏฐาน กับ ภาวนา...ควรพึงเจริญเนืองๆ
ขอเรียนถามต่อนะคะว่า
ผู้เพ่งกัมมัฏฐาน กับผู้เพ่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ทั้ง ๒ คนนี้ต่างกันอย่างไร ?
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [25 พ.ย. 2547 , 14:44:48 น.] ( IP = 202.183.175.220 : : )
สลักธรรม 5
อ้อน้องกิ้ฟคะ การเพ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ต่างกันค่ะ
ผู้เพ่งกัมมัฏฐาน บางคนต้องการสมาธิ บางคนต้องการฤทธิ์ มี ๒ อย่างค่ะ ผู้ต้องการสมาธิเมื่อได้สมาธิแล้ว เลยไปทางวิปัสสนาและเป็นอริยบุคคลไปก็มีค่ะ เช่นพระภิกษุที่เพ่งกัมมัฏฐานในสมัยพุทธกาลเป็นต้น ...น้องกิ้ฟลองอ่านดูในพระสูตรต่างๆ เช่น ในธรรมบทมีมากค่ะ พี่ดอกแก้วเคยอ่านมาหลายครั้งเลยคุณพ่อท่านให้อ่านแทนหนังสืออ่าเล่นค่ะ เลยพอทราบว่ามีอยู่ในพระสูตรมากมายนะคะ ....แต่พระฤาษีที่นอกศาสนานั้น ต้องการฤทธิ์ หรือ ต้องการเกิดเป็นพรหมค่ะ
ส่วนผู้เพ่งวิปัสสนาล้วนๆนั้น
ท่านต้องการแต่ปัญญา คือโลกุตตรเท่านั้น
เพราะฉะนั้นวิปัสสนาภาวนา
เรียกว่า..ปัญญาภาวนาค่ะ
แต่บางคนที่มีบุรพาธิการแล้ว เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์
ได้สำเร็จฌานและอภิญญาด้วยก็มีค่ะน้องกิ้ฟ
วันนี้พี่ดอกแก้วขอตอบปัญหาน้องกิ้ฟไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ
ต้องขอตัวไปพักสักครู่นะคะเพราะยังมีไข้อยู่นิดหน่อยค่ะ
ขอความเจริญในธรรม
จงบังเกิดมีมากขึ้นในชีวิตของน้องกิ้ฟนะคะ
ด้วยความปรารถนาดีเสมอค่ะ...
พี่ดอกแก้ว
โดย พี่ดอกแก้ว [25 พ.ย. 2547 , 14:57:36 น.] ( IP = 202.183.175.220 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณค่ะพี่ดอกแก้ว
ในที่สุดก็ทราบว่า ผู้เพ่งทั้งสองท่านนี้ต่างกันอย่างไร
พี่ดอกแก้วพักผ่อนมาหลายชั่วโมงแล้ว
ขอถามต่อเลยนะคะว่า
เรื่องปัจจัย ๒๔ นั้นน้องกิ๊ฟอยากทราบว่า
พระพุทธองค์ ทรงเทศนาด้วยความประสงค์อะไรหรือคะพี่ดอกแก้ว?
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [25 พ.ย. 2547 , 20:47:24 น.] ( IP = 202.183.166.176 : : )
สลักธรรม 7
น้องกิ้ฟค่ะ การที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาเรื่องปัจจัย ๒๔ นั้น ก็เพื่อให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้รู้ ความเป็นเหตุเป็นผลของพระปรมัตถธรรม ๔ ประการค่ะ
เพราะพระองค์ทรงแบ่งพระปรมัตถธรรมไว้ว่า
...ธรรมที่เป็นเหตุอย่างหนึ่ง เรียกว่าปัจจัย
...ธรรมที่เป็นผลอย่างหนึ่ง....เรียกว่าปัจจยุปปันนธรรม
...ธรรมที่ไม่เป็นเหตุไม่เป็นผล
คือนอกจากเหตุผลอย่างหนึ่ง..เรียกว่าปัจจนิกะ
รวม ๓ ประเภทค่ะ
หมายความว่า ธรรมดาสังขตธรรม และอสังขตธรรมทั้งหมด ในอดีต อนาคตและปัจจุบัน รวมในกาลทั้ง ๓ นี้ ย่อมเกิดมาตามเหตุตามผลค่ะ เมื่อปราศจากเหตุแล้ว ผลก็ย่อมเกิดไม่ได้
คำว่าผลๆนั้นเพราะมีเหตุปัจจัยนั่นเอง เช่นใครๆก็ย่อมรู้แล้วว่า อสังขตคือพระนิพพาน อาศัยผลธรรมที่มีเหตุ เมื่อมีเหตุปัจจัยแล้ว พระนิพพานก็ต้องปรากฏให้เห็น และการที่พระนิพพานปรากฏนั้นก็อาศัยเหตุธรรม เมื่อไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยแล้ว พระนิพพานก็ไม่รู้อยู่ที่ไหนและจะปรากฏได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นการที่พระองค์ทรงเทศนา
ก็เพื่อให้เวไนยสัตว์ทั้งหลาย
รู้เหตุธรรมของ สังขตธรรมและอสังขตะ
และมีความสามารถที่จะต้องปฏิบัติต่อไป
การปฎิบัตินั้นนำไปสู่พระนิพพานธาตุ
ซึ่งเป็นผลธรรมใหญ่โตที่สุด
ดังนั้นพี่ดอกแก้วเองยอมรับว่า การศึกษาเรื่องปัจจัย ๒๔ นั้น มีประโยชน์เกินพรรณนาค่ะของกิ้ฟ
โดย พี่ดอกแก้ว [25 พ.ย. 2547 , 20:55:29 น.] ( IP = 202.183.166.176 : : )
สลักธรรม 8ขอบพระคุณค่ะพี่ดอกแก้ว
เรื่องของการศึกษานั้น
ถ้าหากไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์แล้ว
ก็คงจะได้รับประโยชน์น้อยนะคะ
บางทีอาจมีโทษเกิดขึ้นมากกว่า
เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการศึกษานั่นเอง
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [25 พ.ย. 2547 , 21:16:15 น.] ( IP = 202.183.166.176 : : )
สลักธรรม 9ขอบพระคุณค่ะ
เข้ามาศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ ความเข้าใจ
ซึ่งเป็นประโยชน์กับชีวิตค่ะ
โดย เซิ่น [25 พ.ย. 2547 , 23:26:18 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )
สลักธรรม 10
พี่ดอกแก้วค่ะ
ขออนุญาตถามบ้างนะคะ
คือคำว่าอารัมมณิกกัมมัฏฐาน เป็นอย่างไรค่ะโดย พี่ดา [26 พ.ย. 2547 , 09:26:28 น.] ( IP = 61.90.68.170 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |