มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ขอถามหลวงตาครับ




การได้ยินเสียงธรรมะที่หลวงตาพูด
เสียงธรรมะนั้นก็เป็นรูปหรือเป็นอารมณ์

เสียงที่พูดก็ไม่มีตัวไม่มีตน ทำไมถึงเป็นรูป เป็นอารมณ์ไปได้เล่าขอรับ

โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:05:38 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

หลวงตา...ถูกแล้ว เสียงที่พูดไม่มีรูปร่างตัวตนให้เราเห็นหน้าตาเพราะเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง แต่ก็ได้มาเป็นตัวยืนให้จิตรู้ ดังนั้น จึงเป็นรูปหรืออารมณ์ได้

ขอให้จำไว้ว่า รูปหรืออารมณ์นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปเป็นร่าง จะเป็นความร้อน แสง เสียง ก็เป็นรูปหรืออารมณ์ได้ทั้งนั้น แม้บางอย่างเป็นนามธรรม เช่นเรื่องราวที่เราคิดขึ้น เรื่องราวที่คิดนั้นก็เป็นอารมณ์ของเรา หรือเราชิมอาหารอย่างหนึ่ง รสของอาหารนั้นก็เป็นรูปหรืออารมณ์ ธรรมชาติที่รู้รสนั้นก็เป็นจิตหรือนาม

โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:26:27 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 2

เณรชิต...เรื่องอารมณ์ผมก็พอเข้าใจแล้ว แต่เรื่องของจิต ผมจำเป็นที่จะต้องขอฟัง เพิ่มเติมอีก

หลวงตาว่าจิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่หลวงตาไม่ได้บอกว่า จิตที่ว่ารู้อารมณ์นั้น จิตมันเป็นอะไร?

หลวงตา…ก็เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์น่ะซิ

เณรชิต...ผมหมายถึงว่า จิตเป็นดวงๆ เหมือนดวงไฟ หรือเหมือนหิ่งห้อย หรือเป็นเหมือนควันไฟ จัดเข้าอยู่ในจำพวกวัตถุหรือพลังงาน?

หลวงตา...จิต มิได้เป็นดวงๆ เหมือนหิ่งห้อย หรือเหมือนควันไฟ ทั้งไม่ใช่จำพวกวัตถุหรือพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่งเลย จิตเป็นนามธรรม เราไม่สามารถที่จะเห็นหรือสัมผัสได้ จิตไม่ใช่พลังงาน

แต่ถ้าพลังงานหมายถึงความสามารถที่จะทำงานได้ตามที่เราแปลความกันตรงๆ แล้ว แม้ว่าจิตไม่ใช่พลังงาน แต่จิตก็มีพลังงาน เพราะจิตมีความสามารถที่จะทำงานได้เหมือนกัน เช่น จิตมีความสามารถคิดอ่านจดจำ และมีความสามารถอื่นๆ อีกมาก ถ้าจะเปรียบกับสิ่งที่เห็นได้ง่ายๆ ก็เปรียบเหมือนไฟ ไฟก็คือไฟนั่นเอง ไม่ใช่พลังงาน แต่ไฟนั้นมีความสามารถ คือให้ความร้อนได้ และให้แสงสว่างอันเป็นพลังงานได้

โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:27:15 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 3

เณรชิต... ฟังหลวงตาตอบพร้อมทั้งยกเหตุผลกับตัวอย่างประกอบ ผมยอมรับว่าเป็นที่พอใจ น่าเลื่อมใส แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ยังไม่ทราบเรื่องของจิตที่หลวงตาอธิบายมาตรงกับคำถามเลย เพราะผมถามว่าจิตมันเป็นอะไร

หลวงตาก็ว่าจิตเป็นธรรมชาติรู้ จะว่าเป็นรูปหรือวัตถุก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นพลังงานก็ยังไม่ถูก ถ้าเช่นนั้น จิตก็คือเป็นสิ่งหนึ่งที่ว่างๆ เปล่าๆ เฉยๆ ไม่มีอะไรเลย แต่สามารถรู้เท่านั้นเอง หากเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่สุดในโลก เพราะความว่างๆ เฉยๆ มีความรู้ขึ้นมาก็ได้ ผมอาจจะซักหลวงตาเกินไปสักหน่อยกระมังครับ?


โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:28:07 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 4

หลวงตา…ซักอย่างไรก็ได้ ไม่เป็นไร หลวงตาอนุญาต ได้บอกแล้วว่าให้ซักได้ทุกอย่าง ธรรมะชั้นนี้ไม่อั้น เว้นไว้แต่บางเรื่องควรจะรู้ภายหลัง และบางเรื่องตอบแล้ว เข้าใจดียังไม่ได้ เพราะจำเป็นจะต้องเรียนรู้อะไรอีกบ้างเสียก่อนก็มี

ขอให้เณรดูที่มือของหลวงตา ดูซิ เณรเห็นอะไร

เณรชิต...เห็นกล่องไม้ขีดไฟกล่องหนึ่งอยู่ที่มือหนึ่ง และเห็นก้านไม้ขีดไฟอันหนึ่งอยู่ในมืออีกมือหนึ่ง

หลวงตา...ขอให้เณรดูต่อไป เมื่อหลวงตาเอาไม้ขีดไฟขีดเข้าที่ข้างกล่อง ไฟก็จะเกิดขึ้น มันไม่น่าประหลาดดอกหรือ ที่มีแต่ข้างไม้ขีดกับอันไม้ขีดเท่านั้น หาได้มีอะไรอีกไม่ ว่างๆ เปล่าๆ แท้ๆ ความร้อนก็ไม่มี แสงสว่างจากไฟก็หาไม่พบ จะหาไฟจุดบุหรี่ หรือเอาไว้เผาอะไรสักหน่อยก็ไม่ได้ จะเอาวางไว้ตรงไหนก็ไม่มีใครว่า ใส่ไว้ในกระเป๋าก็ได้

แต่เมื่อขีดเข้าหน่อยเดียวเท่านั้น ไฟก็ลุกขึ้น ความร้อนก็ติดตามมา แสงสว่างก็มีขึ้นพร้อมกัน พลังงานของความร้อนและของแสงสว่างก็อุตส่าห์มีขึ้นให้เราเห็นเรารู้สึกด้วยเวลานี้เราจะเอาไปหุงข้าวให้เรากินก็สุก หรือจะเอาไปเผาตลาดโตๆ ทั้งตลาดก็ยังได้

การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราได้สร้างเหตุปัจจัยขึ้นนั่นเอง ถ้าเราไม่สร้างเหตุปัจจัย คือขีดขึ้น ไฟจะมีขึ้นมาเองยังจะได้หรือ?

โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:29:03 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 5

หลวงตา... จิตก็เหมือนกัน จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และจะรู้ขึ้นได้ก็ต้องอาศัยรู้ตามทวารต่างๆ เช่นทวารตาหรือประตูตา ประตูหู ประตูจมูก ประตูลิ้น ประตูกาย และ ประตูใจ

ไม่มีประตู...จิตก็ไม่อาจที่จะรู้ได้ เพราะประตูตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย นั้นมีประสาท คือประสาทรับสัมผัส

เมื่อรูปอันได้แก่คลื่นของแสงมากระทบกับประสาทอันเป็นประตูตา… เราก็เห็น

เมื่อมีเสียง คือความสั่นสะเทือนของอากาศกระทบกับประสาทตาอันเป็นประตู… เราก็ได้ยิน

ดังนั้น เณรก็จะเห็นได้ว่า จิตจะเกิดขึ้นหรือได้ยินนั้น ต้องอาศัยการกระทบ คือ ผัสสะ ต้องอาศัยเหตุปัจจัย จิตจะเกิดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีเหตุกระไรได้

การที่จิตขึ้นมารับอารมณ์ เช่นเห็นหรือได้ยินนั้น ยังมีเหตุผลทั้งตื้นและลึก ทั้งเหตุผลในปัจจุบันและเหตุผลในอดีตอีกมากมายนัก วิชาการทางโลกอธิบายเรื่องการเห็นการได้ยินถูกต้องสัก ๑ ใน ๑๐ ใน ๑๐๐ เท่านั้นเอง เวลานี้หลวงตาก็ตั้งใจอธิบายเรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน อย่างคร่าวๆ ก่อน แล้วจึงจะได้ว่ากันทีละอย่างโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

ขอให้ยึดหลักว่า คำว่าจิตนั้นเป็นคำที่เราสมมุติตั้งชื่อขึ้นเพื่อให้เข้าใจกันเท่านั้นเอง อย่ายึดให้มากนัก ความจริงก็ธรรมชาติที่เห็น ธรรมชาติที่ได้ยินเป็นต้น นี่แหละ


โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:29:49 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 6

เณรชิต... ผมต้องขอเพิ่มเติมอีกสักหน่อยครับ
มิฉะนั้นใจไม่ค่อยสบาย ที่หลวงตากล่าวว่าจะเกิดการรู้อารมณ์ขึ้นได้นั้นจะต้องอาศัยเหตุปัจจัย เช่น รูปมากระทบตาก็จะเห็น เมื่อเห็นจิตก็เกิดขึ้น

ผมอยากทราบว่า ประสาทรับสัมผัสก็เป็นวัตถุ เมื่อแสงหรือเสียงมากระทบกับประสาทเข้า จะทำให้เห็น ให้ได้ยิน ได้อย่างไรกัน และเมื่อยังไม่ได้กระทบ ยังไม่ได้เห็น ยังไม่ได้ยิน จิตไม่มีหรือ ถ้ามี...มันอยู่ที่ไหน?


โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:30:40 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 7

หลวงตา... เณรนี่ไม่ใช่เล่น ถามซอกแซกไปเสียหมดทุกแง่ทุกมุม ไม่เปิดช่องโอกาสให้หลวงตา หลบหลีกเสียบ้างเลย นี่ถ้าไม่ใช่เป็นอภิธรรมอันเป็นธรรมะที่ว่าด้วยชีวิตอย่างลึกซึ้งแล้ว หลวงตาก็คงจะหงายหลังตั้งตัวไม่ติดเป็นแน่ ไหนๆ เณรก็ได้ซักถามแล้ว หลวงตาก็จะตอบให้ฟัง

แน่นอน! เมื่อคลื่นของแสงกระทบเข้าที่ประสาทตา ก็จะเกิดการเห็นขึ้นไม่ได้
เมื่อคลื่นของเสียง คือความสั่นสะเทือนของอากาศมากระทบเข้าที่ประสาทหู ก็จะได้ยินไม่ได้

ทั้งนั้นก็เพราะประสาทตากับประสาทหูเป็นรูป เป็นวัตถุ และเสียงกับแสงก็เป็นพลังงานทางธรรมะเรียกว่าการกระทบกันระหว่างรูปกับรูป จะเกิดรู้อารมณ์ไม่ได้เหมือนกัน

โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:31:38 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 8

หลวงตา... การเห็นจะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ

๑. จักขุปสาทะ หมายถึงประสาทตา
๒. รูปารมณ์ รูปคือสี อันได้แก่คลื่นของแสง
๓. อาโลกะ คือ แสงสว่าง
๔. มนสิการ คือ การทำอารมณ์ให้แก่จิต พูดง่ายๆ ว่าตั้งใจ

เมื่อเหตุทั้ง ๔ ประการนี้ มาประชุมหรือจรดพร้อมกันเข้าแล้ว การเห็นก็จะเกิดขึ้น
เมื่อเหตุทั้ง ๔ ประการนี้ขาดไปแม้แต่อันใดอันหนึ่ง ก็จะเกิดการเห็นขึ้นไม่ได้เลย เช่น
ประสาทตาไม่มี หรือไม่ดี คลื่นของแสงมิได้มากระทบ แสงสว่างน้อยเกินไป เป็นต้น

และโดยทำนองเดียวกัน ถ้าเหตุ ๔ ประการนี้มาประชุมหรือจรดพร้อมกันแล้ว จะไม่ให้เกิดการเห็นขึ้นก็ไม่ได้ จะต้องเห็นอย่างแน่นอน!

การได้ยินจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการเหมือนกัน
๑. โสตปสาทะ หมายถึงประสาทหู
๒. สัททารมณ์ คือ เสียง
๓. วิวรากาส คือ ช่องว่างในหู (คลื่นของเสียงจะได้สืบต่อผ่านเข้าไป)
๔. มนสิการ คือ การทำอารมณ์ให้แก่จิต

เหตุทั้ง ๔ ประการนี้ มาประชุมพร้อมกันเมื่อใด เมื่อนั้นได้ยินก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าขาดไปแม้แต่เหตุเดียว การได้ยินก็จะบังเกิดขึ้นไม่ได้ เช่นประสาทหูไม่ดี เสียงมิได้มากระทบ หรือไม่ได้ตั้งใจจะฟัง เป็นต้น


โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:32:26 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 9

หลวงตา... การที่หลวงตานำเอาเหตุของการเห็นการได้ยินมาแสดง ก็เพื่อจะชี้ให้ได้ทราบว่า แม้การเห็น การได้ยิน ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัย จะเห็นจะได้ยินขึ้นมาลอยๆ โดยปราศจากเหตุหาได้ไม่ ไม่มีพระพรหม พระผู้เป็นเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มาบันดาลให้เราเห็นให้เราได้ยิน

และถ้าเหตุต่างๆ มาประชุมพร้อมกัน (ไม่ก่อนหลังกว่ากัน) แล้ว ก็ไม่มีพระพรหม พระผู้เป็นเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ในโลกจะมาดลบันดาลไม่ให้เห็นไม่ให้ได้ยินได้เลยเป็นอันขาดเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ก็จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาประกอบไปด้วยเหตุผลเพียงใด และเรื่องเห็นได้ยินเพียงเท่านี้ ก็จำเป็นจะต้องศึกษาไปอีกนาน หลวงตาพูดย่อๆ ให้เณรฟังเท่านี้ก่อน ต่อไปเณรก็จะได้เรียนละเอียดยิ่งขึ้น เห็น ได้ยิน จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเหตุดังกล่าวแล้ว แต่ก็มิได้เป็นการกระทบกันระหว่างรูปกับรูปเท่านั้น แต่เป็นการกระทบระหว่างรูปกับภวังคจิต (ภวังคจิตทราบภายหลัง) และรูปหรืออารมณ์ที่จะมากระทบกับภวังคจิตนั้น ก็กระทบที่ประสาทตาและประสาทหู อาศัยประสาทของตาและประสาทของหูเป็นทางแสดงออกของจิต “เห็น” หรือ จิต “ได้ยิน”

เพื่อป้องกันมิให้เณรเข้าใจผิด หลวงตาก็จะขอบอกให้เณรทราบว่า คำว่าประสาทตา ประสาทหูนั้น ทางธรรมะเรียก จักขุปสาทะ และ โสตปสาทะ ไม่เหมือนกับวิชาทางโลก ที่นายแพทย์สามารถเอาคีมจับเอาประสาทขึ้นให้เราดูได้เส้นยาวๆ ปสาทะคือประสาทในทางธรรมนั้น เราไม่อาจจะเห็นหรือไม่อาจจะถูกต้องได้ เพราะเป็นรูปอันละเอียด ประสาทในที่นี้หมายถึงความใส ซึ่งเหมือนกับกระจกเงาที่สามารถรับกระทบรูปต่างๆ ให้เกิดเงาขึ้นได้ เมื่อศึกษาถึงเรื่องรูป เณรจึงค่อยทราบรายละเอียด

โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:33:14 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )


  สลักธรรม 10

เณรชิต …ผมขอขอบพระคุณหลวงตามาก ที่ทำให้ผมสว่างขึ้นเป็นกอง แต่หลวงตาก็กล่าวเพียงว่า เห็น ได้ยิน ได้อาศัยการกระทบของรูป และภวังคจิตต้องอาศัยเหตุปัจจัย แต่หลวงตาก็หาได้บอกไม่ว่าจิตนั้นอยู่ที่ไหน?

หลวงตา...จิตอยู่ที่ไหน เณรก็ควรเข้าใจได้เองแล้ว รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นที่ไหนจิตก็จะอยู่ที่นั่น เห็นหรือได้ยินเกิดขึ้นตรงไหน จิตก็จะอยู่ตรงนั้น เห็นเกิดขึ้นที่ตา จิตจะไปอยู่ที่หู และได้ยินเกิดขึ้นที่หู จิตจะไปอยู่ที่ตากระไรได้

เณรชิต…ถ้าเช่นนั้น หลวงตาก็หมายความว่า ตาเป็นผู้เห็น และหูเป็นผู้ได้ยินกระมัง?

หลวงตา...เปล่า! เณรนี่สำคัญ จะหลอกให้หลวงตาตกหลุมเสียแล้ว หลวงตาไม่ได้บอกว่าตาเป็นผู้เห็น หูเป็นผู้ได้ยิน ตาและหูเป็นรูปเป็นวัตถุ เห็น, ได้ยิน, ไม่ได้ หากแต่ตาและหูเป็นเพียงทวาร คือประตูที่จิตจะแสดงการเห็น การได้ยินให้ปรากฏเท่านั้น

เณรชิต… เมื่อเห็นหรือได้ยินยังไม่เกิดขึ้น ขณะนี้จิตไม่มีหรือขอรับ ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน?

หลวงตา... เห็น, ได้ยิน ยังไม่เกิดขึ้น จิตก็มี คือจิตก็ไปอยู่ยังอารมณ์อื่นๆ ต่อไป

โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 00:35:12 น.] ( IP = 61.90.23.52 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org