มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตามหารอยธรรมจากพ่อกู (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช)




ตามหารอยธรรมจากพ่อกู (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช)
นำเสนอโดย อ.ธเนศ อุ่นศิริ ผู้ดำเนินรายการ เพื่อนคิดเพื่อนคุย
www.e-ru.tv[ 10.00-10.15น.]เว็บมหาลัยรามคำแหง
พ่อกูชื่อ ขุนศรี แม่กูนางเสือง กูชื่อ รามคำแหง ลูกหลานเต็มเมือง
ลูกขอนำประวัติของของพ่อ มาสู่ลูกๆพ่อขุนของพ่อทั้งหลายให้ระลึกถึงพ่อเมื่อยามพ่ออยู่ พ่อใส่ใจนะทั้งโลกและธรรม พ่อได้จารึกไว้ในหลักศิลา
ให้ลูกๆได้อ่านและให้นึกว่า แผ่นดินแห่งนี้ พ่อได้นำธรรมมาปกครอง มารักษา ทั้งส่งเสริมให้ลูกของพ่อ ได้รู้คุณค่าแห่งพระพุทธศาสนา
ขอลูกของพ่อทุกคนได้ศึกษาธรรมเหมือนพ่อ และรักษาสิ่งนี้ไว้เพื่อลูกของลูกและหลาน เหลน โหลน ของพ่อ ตราบแผ่นดินนี้ ยังมีความว่า ลูกพ่อขุน
จากลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙)

ศาสนประวัติ

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีการกล่าวถึงสิ่งที่จัดเป็นศาสนประวัติ หลายข้อความด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

(๑) "เบื้องตะวันตกเมืองสุโขทัยนี้ มีอรัญญิก พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่พระมหาสังฆเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจกปิฎกไตรหลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราช"
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ทรงนิมนต์พระสังฆราชจากเมืองนครศรีธรรมราชมาเผยแผ่พระธรรมวินัยแก่ชาวสุโขทัย
(๒) "วันเดือนดับเดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ครู เถร มหาเถร ขึ้นนั่งเหนือขดานหินสูดธรรมแก่อุบสก"
พ่อขุนรามคำแหงทรงแต่งตั้งภิกษุให้ดำรงสมณศักดิ์ เป็นพระครู พระราชาคณะ ปกครองดูแลคณะสงฆ์

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:17:32 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

(๓) "กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม มีปู่ครูนิสัยมุตก์ มีเถร มีมหาเถร"
(๔) "ครั้นวันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้างเผือกกระพัดลุยาง เที้ยรย่อมทองงา (ซ้าย) ขวาชื่อรูจาครี พ่อขุนรามคำแหง ขึ้นขี่ไปนบพระ (เถิง) อรัญญิกแล้วเข้ามา"
พระภิกษุในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น ผู้รู้ท่านจัดไว้เป็น ๒ คณะ คือ
๑. คามวาสี พระภิกษุที่จำพรรษาในวัดที่อยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชน พระภิกษุเหล่านี้เรียน คันถธุระ คือ ปริยัติธรรม
๒. อรัญวาสี คือ พระภิกษุจำพรรษาในวัดที่อยู่ในป่า พระภิกษุเหล่านี้เรียน วิปัสสนาธุระ คือ บำเพ็ญกรรมฐาน

(๕) "คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล...........ฝูงท่วยมีศรัทธา ในพระพุทธศาสนาทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน"
ประชาชนในสมัยสุโขทัยนั้น ปฏิบัติตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) - [26 พ.ย. 2547 , 07:20:37 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 2

ศาสนพิธี
ข้อความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ กล่าวถึงศาสนพิธีอยู่หลายพิธี ตัวอย่างเช่น พิธีทอดกฐิน พิธีเข้าพรรษา ออกพรรษา พิธีถวายทาน พิธีรักษาศีล พิธีฟังธรรม และรวมถึงพิธีหล่อเทียนจำนำพรรษา ด้วย
พิธีทอดกฐิน
(๑) "เมื่อออกพรรษากรานกฐิน เดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนังหมอนโนน บริพารกฐิน"
"กรานกฐิน" คือการที่พระภิกษุรูปหนึ่งเอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรขึงที่ไม้สะดึง(กฐิน) เย็บเสร็จแล้ว จึงบอกภิกษุทั้งหลายร่วมในกันยกผ้าในนามของสงฆ์เพื่ออนุโมทนา พระภิกษุที่เย็บจีวรนั้นเรียกว่า "ผู้กราน"
พิธีปฏิบัติต่อกันคือ สงฆ์ยกผ้าให้ภิกษุรูปหนึ่ง ผ้านั้นเรียก "จีวรกฐิน" พระภิกษุผู้ครองจีวรนั้นเรียกว่า "ผู้ครองกฐิน" แต่ปัจจุบันอุบาสกอุบาสิกาจะนำจีวรสำเร็จรูปไปถวาย เรียกว่า "ทอดกฐิน" พิธีทอดกฐินและรับกฐินนี้ พระภิกษุผู้จำพรรษาตลอด ๓ เดือนเท่านั้นจึงจะรับผ้ากฐินได้ และพิธีทอดกฐินมีกำหนดเพียง ๑ เดือน คือตั้งแต่ออกพรรษาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
พิธีหล่อเทียนพรรษา
(๒) "เมืองสุโขทัยนี้ มีลี่ปากประตูหลวง เที้ยรย่อมคนเสียดกันเข้ามาดูท่านเผาเทียน"
พิธีถวายสังฆทาน
(๓) "พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่พระมหาสังฆเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจกปิฎกไตร"
พิธีรักษาศีลปฏิบัติธรรม
(๔) "วันเดือนดับ เดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ครู เถร มหาเถรขึ้นนั่งเหนือขดานหิน สูดธรรมแก่อุบาสกฝูงท่วยจำศีล"
ศาสนพิธีอื่นๆ เช่น พิธีเข้าพรรษา พิธีถวายทาน พิธีบวงสรวงเทวดา มีปรากฏอยู่ในศิลาจารึกอยู่หลายตอน ตามที่ได้ยกมาให้เห็นบ้าง แต่ไม่ได้กล่าวโดยละเอียดนัก

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:22:51 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 3

ศาสนวัตถุสถาน
คำจารึกยังได้กล่าวถึงวัดและพระพุทธรูป อันเป็นปูชนียวัตถุสถานที่สำคัญอย่างหลายแห่ง คือ
(๑) "กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม"
วัดที่กล่าวไว้นี้คือ วัดมหาธาตุ ภายในวัดมีพระพุทธรูปทองคำ คือ พระศากยมุนี (ปัจจุบันอยู่ที่ วัดสุทัศน์เทพวราราม) มีพระพุทธรูปยืนชื่อ พระอัฏฐารศ
(๒) "เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหารมีปู่ครู มีทะเลหลวง"
ทางตะวันออกมีวัด สันนิษฐานว่าคงจะเป็นวัดช้างล้อม
(๓) "เบื้องตะวันตกเมืองสุโขทัยนี้ มีอไรญญิก....ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชในกรุงอไรญญิก มีพิหารอันหนึ่งมนใหญ่สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐารศอันหนึ่งลุกยืน"
(๔) " เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้...............มีพระอจนะ มีปราสาท"
ด้านทิศเหนือมีวัดพระพายหลวง ภายในวัดมีพระพุทธรูปชื่อ พระอัจนะ
(๕) "เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีกุฎีพิหาร ปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส์"
ด้านทิศใต้มีวัดชื่อวัดพระบาทใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาสมรกูฏ มีพระพุทธบาทจำลองอยู่บนเขานี้

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:25:45 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 4

ศาสนธรรม

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กล่าวถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไว้ทั้งโดยตรงและโดยปริยาย ที่กล่าวถึงโดยตรงนั้น ตัวอย่างได้แก่ ทาน ศีล ศรัทธาและการถือบวช สำหรับส่วนกล่าวไว้โดยปริยายนั้น ตัวอย่างได้แก่ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองราษฎรด้วยทศพิธราชธรรม ถือปฏิบัติในสังคหวัตถุ ๔ ทรงพรหมวิหาร ๔ ทรงบารมีทั้ง ๑๐ ประการ ในช่วงเข้าพรรษา พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พร้อมด้วยบริวารทั้งหลาย จะพากันทรงศีลกันหมด
นอกจากนี้ ยังมีศาสนธรรมอีกหลายประการที่แฝงไว้ มิอาจนำมากล่าวได้หมด ธรรมทั้งหลายนั้นล้วนแล้วแต่หล่อหลอม ผสมผสานเข้าหากันอย่างปริยาย เป็นธรรมชาติอันกลมกลืนในวิถีชีวิตของชาวสุโขทัย

(๑) "คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน............."
ข้อความนี้กล่าวถึงธรรมะ ในหลายๆ ส่วน ในที่นี้จะนำมากล่าวถึงเป็นบางส่วนและสังเขปให้ทราบโดยย่อเท่านั้น
ทานบารมี เป็นการตัดความโลภ อันเป็นหนึ่งในกิเลส ๓ ประการ ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้ตัดความโลภ ด้วยการให้ทาน เป็นการให้ทานเพื่อการสงเคราะห์อย่างเดียว ไม่ให้เพื่อหวังผลตอบแทน
ทานัง แปลว่า การให้ การยื่นซึ่งกันและกัน การสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ด้วยวัตถุดิบและปัจจัย เป็นเหตุหนึ่งให้เกิดความรักความสามัคคี ความสามัคคีจะมีขึ้นได้ ต้องมีความรัก ความเห็นอกเห็นใจกันและกันเป็นเหตุ
การให้ทานนี้ จัดเป็น ๓ ระดับ คือ
๑. ทาสทาน หมายถึง การที่เราให้ทาน เราให้ในสิ่งที่เลวกว่าของที่เรากินเราใช้
๒. สหายทาน หมายถึง การที่เราให้ทาน เราให้ในสิ่งที่เสมอกันกับของที่เรากินเราใช้
๓. สามีทาน หมายถึง การที่เราให้ทาน เราให้ในสิ่งที่ดีกว่าของที่เรากินเราใช้

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:27:14 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 5

การให้ทาน มี ๒ ประเภท คือ
๑. อามิสทาน การให้สิ่งของที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับ โดยมิได้มีการแลกเปลี่ยน
๒. ธรรมทาน การให้ความรู้เกี่ยวกับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้คนอื่นทราบ รู้เข้าใจ
ละชั่ว ทำดี ทำให้มีจิตใจผ่องใส สิ้นกิเลส ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า
การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
ทาน แบ่งตามผู้รับ มี ๒ ประการ คือ
๑. ปาฏิปุคคลิกทานํ การให้เจาะจงบุคคล เช่น ถวายอาหารแด่พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
๒. สงฺฆทานํ การให้แก่หมู่คณะสงฆ์ หรือการให้เป็นส่วนรวม เช่น ถวายอาหารภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป หรือถวายพระภิกษุรูปเดียว แต่ไม่เจาะจงว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้
ทาน ยังเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งใน สังคหวัตถุ ๔
สังคหวัตถุ ๔ คุณธรรมแห่งความรักความสามัคคี
๑. ทาน การให้ การเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
๒. ปิยวาจา ใช้วาจาอันเป็นที่รัก วาจาที่ดี
๓. อัตถจริยา ทำตนให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น คือการช่วยเหลือการงาน ในสิ่งอันไม่เกินวิสัย
๔. สมานัตตา เป็นคนที่ไม่ถือตัว ไม่ถือตน ทำตนให้เสมอกันกับเพื่อน

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:29:01 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 6

ศาสนธรรม : ทรงศีล ศรัทธา
(๑) "พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝุงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน"
(๒) "....... ฝูงปู่ครู เถร มหาเถรขึ้นนั่งเหนือขดานหิน สูดธรรมแก่อุบาสกฝูงท่วยจำศีล"
ชาวสุโขทัย มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ต่างทรงศีลเมื่อเข้าพรรษา ในที่นี้ แสดงให้เห็นว่าชาวสุโขทัยนั้น เคารพในคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างยิ่ง คำว่าทรงศีลเมื่อพรรษา เทียบได้กับการถือบวชเข้าวัดฟังธรรม อย่างน้อยก็จัดเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่ง ที่ยึดถือปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมอถ้วนหน้าในช่วงฤดูพรรษา
ศีลบารมี เป็นการรักษากายวาจาใจให้เรียบร้อย แม้ในศิลาจารึกจะมิได้ระบุเจาะจงว่าหมายถึงศีลในระดับใด แต่หากเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป ถึงคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พุทธศาสนิกชนผู้เป็นฆราวาสนั้น จะทรงศีล ๕ อยู่เป็นเบื้องต้น และทรงศีล ๘ ในวันธรรมสวนะ ศีล เป็นการป้องกันการเข้าสู่อบายภูมิ การปฏิบัติในศีลบารมีนี้ แสดงให้เห็นว่าชาวสุโขทัยจะต้องประกอบไปด้วยทานบารมี หรือแม้แต่อภัยทาน มีความเมตตา ตลอดจนความกรุณา อยู่เป็นพื้นฐาน
*********
เนกขัมมบารมี เนกขัมมะ เป็นการถือบวช ไม่ว่าจะเป็นการถือบวชโดยทั่วไป หรือถือบวชด้วยใจก็ตาม สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำกัลยาณชนผู้ถือบวชในระยะแรก ให้ระงับนิวรณ์ ๕ ประการ ชาวสุโขทัยจึงน่าจะยึดถือเอาคำสั่งสอนมาปฏิบัติตามนั้น คือ
๑. ทำกำลังใจให้มีความเบื่อหน่าย เห็นโทษในกามคุณ ความพอใจใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสหรืออารมณ์ที่หมกมุ่นไปด้วยกามคุณ
๒. ระงับความโกรธ ระงับความพยาบาท
๓. เมื่อระงับทั้ง ๒ ข้อที่ผ่านมาแล้ว ความง่วงจะเข้ามาครอบงำ ก็ต้องหาทางระงับความง่วงเสีย
๔. จากนั้นอารมณ์ใจของเราจะฟุ้งซ่าน ต้องหาทางระงับอาการฟุ้งซ่านของอารมณ์
๕. ต้องไม่สงสัยในคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ จะต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะเชื่อเสียทีเดียว อันนี้พระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริญ
*********

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:31:03 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 7

ศรัทธา คือ ความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ได้แก่การเชื่ออย่างมีเหตุผล ๔ อย่าง
๑. กรรมศรัทธา เชื่อกรรม เช่น เชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
๒. วิปากศรัทธา เชื่อผลแห่งกรรม เช่น เชื่อว่าความดีเป็นผลของการทำดี ความชั่วเป็นผลของการทำชั่ว
๓. กรรมสกตาศรัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน เช่น เชื่อว่าคนจะดีหรือชั่วอยู่ที่การทำของตน
๔. ตถาคตโพธิศรัทธา เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เช่น เชื่อว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า มีเหตุผลสามารถพิสูจน์ได้
*********
(๓) "ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี"
ข้อความนี้กล่าวถึง "เทวดาพลี" คือ การบวงสรวงหรือการทำบุญอุทิศเทวดา นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของพลีกรรม ๕ ประการ คือ
๑. ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ
๒. อติถิพลี ต้อนรับแขก
๓. ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย
๔. ราชพลี ถวายเป็นของหลวง มีการเสียภาษีอากรบำรุงประเทศชาติ
๕. เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา
*********

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:32:12 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 8

(๔) "๑๒๐๗ ศกปีกุน ให้ขุดเอาพระธาตุออก ทั้งหลายเห็นกระทำบูชาบำเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน"
ข้อความนี้กล่าวถึง "การบูชา" คือการแสดงความเคารพนับถือ
๑. อามิสบูชา การบูชาด้วยอามิส คือสิ่งของ
๒. ปฏิบัติบูชา การบูชาด้วยการปฏิบัติตาม
ศาสนธรรม : กตัญญู กตเวทิตา
(๑) "เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง ได้เงินได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตาย ยังพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กู ดังบำเรอแก่พ่อกู ........."
เนื้อความดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นถึงความกตัญญู กตเวทิตา ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่ทรงปรนนิบัติพระราชบิดา พระราชมารดา ตลอดจนพระเชษฐาเป็นอย่างดี
ในพระพุทธศาสนานั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องสรรเสริญผู้ที่มีความกตัญญู กตเวทิตา นี้ว่าเป็นคนที่ดี ตัวอย่าง
แม้ว่าบุตรนั้นจะเป็นพระสงฆ์ เมื่อไปบิณฑบาตมาแล้ว ก็ให้พ่อแม่กินก่อนได้ พระองค์ทรงอนุญาต ถือว่าไม่เป็นการทำลายศรัทธาให้เสียไป
หากพ่อแม่นั้นมีเสื้อผ้าเก่าขาด ไม่สามารถใช้ได้อย่างปกติในกาลสมัย บุตรผู้เป็นพระสงฆ์หากได้สบงจีวรมาใหม่ นำมาย้อมเสียให้เป็นสีของชาวบ้านที่ใช้นุ่งกัน ก็สามารถเอาให้พ่อแม่นุ่งได้ พระองค์ทรงอนุญาตเช่นกัน
มีพุทธสุภาษิตที่ทรงกล่าวยกย่องสรรเสริญ ผู้มีความกตัญญูนี้ว่า
นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา มีข้อเดียวเท่านั้นที่กล่าวว่า บุคคลใดมีความกตัญญูรู้อุปการคุณที่ท่านทำ แล้วตอบสนองคุณท่าน ท่านกล่าวว่าบุคคลนั้นเป็นคนดี
คำว่ารู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว ไม่ได้หมายความว่าแต่พ่อแม่อย่างเดียวเท่านั้น ญาติพี่น้อง หรือใครก็ตามที่เป็นผู้มีคุณ เคยสงเคราะห์เรา เราก็ยอมรับนับถือในความดีของท่าน แล้วตอบสนองคุณท่านด้วยความดี

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:35:53 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 9

ศาสนธรรม : คือพรหมของบุตร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถือว่าบิดามารดาเป็นพรหมของบุตร เพราะพรหมนั้นมีคุณธรรม ๔ ประการ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นความดีที่มีในผู้ที่เป็นบิดามารดา ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณต่อบุตรอย่างยิ่ง ท่านมิได้หวังผลตอบแทนใดๆ แม้แต่น้อย เป็นคุณธรรมอันบริสุทธิ์
ในด้านการปกครอง แม้บิดามารดาจะมีความเมตตาต่อบุตรเพียงไร แต่ก็จะต้องตั้งอยู่ในขอบเขตของความดี ด้วยการใช้ปัญญาในการพิจารณาสงเคราะห์บุตร ในเมื่อสงเคราะห์แล้วไม่ได้ผล ก็ให้ทรงอุเบกขา และหลีกเสียซึ่งการสงเคราะห์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสถึงจำพวกของบุคคลไว้ ๔ จำพวก ได้แก่
อุคฆติตัญญู คนมีปัญญาดี
วิปจิตัญญู ปัญญาต่ำมานิดหนึ่ง
เนยยะ คนประเภทนี้พอสอนได้ แต่ต้องอาศัยเวลา แนะนำบ่อยๆ นานๆ อันบุคคลทั้ง ๓ จำพวกนี้ พอที่ให้ความเมตตาแก่พวกเขาได้ แต่กลุ่มของ
ปทปรมะ กลุ่มนี้ ไม่สามารถที่จะสอนได้ ดังนั้นจะไม่ถือว่าขาดเมตตา เพราะไม่ว่าจะสอนอย่างไรพวกเขาก็ไม่รับรู้ ไม่รับฟัง
อีกประการหนึ่งคือ อย่าให้ความเมตตาเกินกว่าระเบียบวินัย เพราะถ้าไม่มีระเบียบวินัย จะเมตตาไปอย่างไรก็ไร้ผล ก่อให้เกิดความไม่สงบ วุ่นวาย แต่หากว่าคนที่เลว ขาดระเบียบวินัย หันกลับมาเอาดีได้ ทำตามระเบียบวินัยได้ ก็สมควรจะให้อภัย และเมตตาต่อเขาได้
ตามที่ได้ทราบกันเป็นอย่างดี ถึงระบบการปกครองที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงใช้ปกครองในสมัยสุโขทัย ว่าเป็นระบบพ่อปกครองลูก หรือ บิดาปกครองบุตร นั่นหมายถึง พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงนำหลักคุณธรรมอันประเสริฐ มาเป็นพื้นฐานเพื่อใช้ในการบริหารปกครองบ้านเมือง พระองค์ทรงกระทำโดยเสมอภาค ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ จากประชาชน นอกจากมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนผู้เปรียบเสมือนบุตรของพระองค์ ล้วนแต่มีความสุข ปัญหาสิ่งใดที่ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ หากไม่เกินวิสัยแล้ว พระองค์จะทรงช่วยเหลือเสมอ ก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นไปทั่วราชอาณาจักร เพราะพระปรีชาสามารถในการบริหารปกครองบ้านเมืองด้วยระบบดังกล่าวนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงเป็นพรหมของบุตร โดยแท้.

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 07:37:25 น.] ( IP = 61.90.38.10 : : )


  สลักธรรม 10

ทศพิธราชธรรม
(๑) "ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน"
ข้อความนี้กล่าวถึงธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติของพระราชา ซึ่งจะเห็นได้โดยปริยายว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น ทรงการปกครองบ้านเมืองด้วยการใช้หลักธรรมเป็นหลักใหญ่ ภายใต้ระบบพ่อปกครองลูก เรียกว่าทศพิธราชธรรม
ทศพิธราชธรรม ประกอบไปด้วยหัวข้อหลัก ดังนี้
๑. ทานํ การให้
๒. สีลํ ศีล การรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย
๓. ปริจฺจาคํ การบริจาค
๔. อาชฺชวํ ความเป็นผู้อ่อนโยน
๕. มทฺทวํ ความเป็นผู้ซื่อตรง
๖. ตปํ ตบะ ความบำเพ็ญเพียร เผาผลาญกิเลส
๗. อกฺโกธํ ความไม่โกรธ
๘. อวิหึสา ความไม่เบียดเบียน
๙. ขนฺติ ความอดทน
๑๐. อวิโรธนํ ความไม่ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ไม่คิดร้าย
คุณธรรมของผู้เป็นใหญ่นั้น จะต้องทรงคุณธรรมในเรื่องพรหมวิหาร ๔ ให้อย่างยิ่งยวด และจะต้องละ อคติ ๔ ประการ
เมตตา ความรัก รักเสมอกัน
กรุณา มีความสงสาร สงสารเสมอกัน
มุทิตา ไม่อิจฉาริษยา เมื่อคนทุกคนหรือคนใดคนหนึ่งได้ดี เรายินดีกับความดีของบุคคลนั้น
อุเบกขา ถ้าสิ่งใดเกินวิสัยเกิดขึ้น เราก็ควรวางเฉยด้วยว่าเกินวิสัย
อคติ แปลว่าลำเอียง มี ๔ ประการ ได้แก่
ลำเอียงเพราะความรัก
ลำเอียงเพราะความโกรธ
ลำเอียงเพราะความกลัว
ลำเอียงเพราะความหลง
ก็เพราะพ่อมีศีลและทรงธรรม เมืองไทยจึงน่าอยู่ทุกวันนี้ .....ลูกขอเทิดทูนพ่อตลอดไป
บทความ คัดจากเว็บไซค์มหาวิทยาลัยรามคำแหง

โดย ลูกพ่อขุน (รามฯรุ่น ๙) [26 พ.ย. 2547 , 08:01:18 น.] ( IP = 61.90.38.158 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org