| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ขอถามหลวงตาครับ...ต่อ
ขอถามหลวงตาครับ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=6386
หลวงตา ตามที่หลวงตาได้บรรยายมาตั้งแต่ต้นว่า จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เณรก็ได้ตั้งคำถามมา หลวงตาก็ได้โต้ตอบไปมากมายพอสมควรแล้ว สำหรับในขั้นต้นต่อจากนี้ไป เณรก็ควรทราบอีกว่า นอกจากจิตจะเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์แล้ว จิตมิได้ยืนยงคงทนเป็นอมตะ ไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักแตกดับ หรือจะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ลอยละล่องท่องเที่ยวไปได้เหมือนจิตในศาสนาอื่นๆ หากแต่ จิตเป็นธรรมชาติที่เกิดดับสืบต่อกันเสมอมิได้ขาด
เณรชิต .เกิด-ดับอย่างไร?
หลวงตา...ไฟฟ้าที่มาจุดยังหลอดให้สว่างนั้น ไม่เกิด-ดับดอกหรือ?
เณรชิต.... เกิด-ดับอยู่เสมอ
หลวงตา... ก็มันเกิด-ดับอย่างไรเล่า?
เณรชิต .เมื่อไฟฟ้าไหลมาจุดยังหลอดให้สว่างแล้วก็ดับไป ไฟไหม้ก็ไหลมาแทนที่จุดในหลอดให้สว่างแล้วก็ดับอยู่เรื่อยๆ ติดๆ กันไปโดยรวดเร็วมาก
หลวงตา...จิตก็เหมือนกัน มันก็เกิด-ดับอยู่เสมอมิได้หยุดนิ่ง คล้ายๆ กับการเกิด-ดับของไฟฟ้านี่แหละ แต่เป็นนามธรรม เห็นด้วยตาไม่ได้
เณรชิต. คนส่วนมากมิได้คิดว่าจิต เกิด-ดับสืบต่อกันอยู่เสมอ ใครๆ ก็พากันเข้าใจว่าจิตนั้นอยู่ตามสภาพเดิม เพียงแต่อารมณ์เท่านั้นที่รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงไป
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:14:08 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1หลวงตา ใครจะเข้าใจอย่างไรก็เข้าใจกันไป ความจริงมันเป็นอยู่อย่างไรมันก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่เกี่ยวแก่ความเข้าใจของใคร
ขอถามเณรสักหน่อย เมื่อเรารื้อบ้านรื้อเรือนของเรา กระจายออกเป็นชิ้นๆ แล้ว เราจะได้อะไร?
เณรชิต.... เราก็ได้ไม้, เสา, ตะปู กระเบื้อง
หลวงตา...คำว่าบ้านเรือนยังจะมีอยู่หรือ?
เณรชิต.... ไม่มีขอรับ
หลวงตา.. ถ้าเรารื้อวัตถุ สสาร หรือย่อยคน, สัตว์, โต๊ะ, เก้าอี้ ลงไปให้เล็กที่สุด จนถึงปรมาณูแล้วเราจะได้อะไร?
เณรชิต .เราก็ได้ อีเล็กตรอน โปรตรอน นิวตรอน เราได้ประจุไฟฟ้าและพลังงาน
หลวงตา..แล้วอีเล็กตรอน โปรตรอน นิวตรอน ประจุไฟฟ้าและพลังงานเหล่านี้ มันหยุดอยู่นิ่งๆ หรือ?
เณรชิต....หามิได้ขอรับ มันเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่มีหยุดเลยแม้สักขณะจิตเดียว
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:14:58 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 2หลวงตา..เณรก็ได้ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์มาแล้ว มีอะไรบ้างหรือในโลกนี้ที่คงทนถาวรไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ขอให้ลองยกขึ้นมาให้ดูสักอย่าง แม้แต่ภูเขาลูกโตๆ เหล็กดุ้นใหญ่ๆ ที่ตาของเราเห็นมันอยู่นิ่งๆ มันก็นิ่งอยู่ในสายตาของคนโง่ๆ ที่ไม่รู้เท่าทันธรรมชาติเท่านั้น ปล่อยให้ธรรมชาติหลอกลวงได้ที่ตาและที่หูเรียกว่า ต่อหน้าต่อตา
เพราะความจริงในปัจจุบันค้นคว้าได้แล้วว่า วัตถุทั้งหลายเมื่อย่อยให้เล็กลงจนถึงที่สุด ก็เป็นปรมาณูอันประกอบด้วยประจุไฟฟ้า ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ภูเขาและเหล็กที่ว่านั้นก็มิได้อยู่เฉยๆ เหมือนที่ตาเราเห็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า ในโลกนี้เป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงแล้วก็ย่อมจะต้องเป็นทุกข์ คือทนอยู่ไม่ได้ เพราะความสุขจะตั้งอยู่บนความไม่เที่ยงได้อย่างไร ธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้ หรือในโลกนี้ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนอันจะบังคับบัญชาได้ทั้งนั้น
สภาพของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามสภาวธรรม มิได้หมายแต่เพียงเท่าที่เห็นๆ ได้เท่านั้น เช่นเห็นคนเกิดมาแล้วก็แก่ แล้วก็ตายไป หรือเห็นเข้าของต่างๆ เสื่อมสลายศูนย์หายไป หากแต่หมายถึง อณู ปรมาณู (อณู ปรมาณู แยกธาตุตามหลักธรรมจะได้ศึกษาต่อไป) ซึ่งไม่อาจคงที่ด้วย เมื่อเณรได้ศึกษาเรื่องรูป (สสาร) ก็จะได้ความละเอียดยิ่งขึ้น พระองค์สอนเช่นนี้หลายพันปีมาแล้ว
เมื่อโลกนี้ทั้งโลกมิได้มีอะไรแม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่คงทนถาวรตั้งมั่นอยู่ได้ เช่นนี้ จะเอาจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิด ดับมาเป็นตัวมั่นคงตั้งอยู่ได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ใช้ไม่ได้เท่านั้นเอง
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:16:00 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 3เณรชิต....หลวงตายกตัวอย่างมาแล้วเป็นเรื่องของวัตถุ ซึ่งมองเห็นได้ ถูกต้องได้ แต่จิตเป็นนามธรรม
หลวงตา..ถูกละ! แต่พลังงานก็ไม่ใช่วัตถุ หรือไม่ใช่สสารอะไรเหมือนกันไม่ใช่หรือ เณรสัมผัสพลังงานได้หรือ?
เณรชิต....ไม่ได้
หลวงตา.. พลังงาน เห็นได้ ได้ยินได้ ได้กลิ่นได้ รู้รสได้ ถูกต้องได้ และเอามาชั่ง มาตวงได้ด้วยหรือ?
เณรชิต....ไม่ได้
หลวงตา.. พลังงานก็ไม่ใช่วัตถุหรือสสารนะซิ?
เณรชิต.... ถูกแล้วขอรับ พลังงานไม่ใช่วัตถุสสาร
หลวงตา... พลังงานไม่ใช่วัตถุหรือสสาร แต่อยู่นิ่งๆ หรือเปล่า?
เณรชิต .เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่คงที่
หลวงตา...จิตก็เหมือนกัน ไม่คงที่ จิตเป็นธรรมชาติที่มองไม่เห็น สัมผัสก็ไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าเณรไม่ให้หลวงตายกเอาวัตถุมาเทียบให้เข้าใจง่ายแล้วจะให้เอาอะไร?
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:16:44 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 4เณรชิต....ตามที่หลวงตาอธิบายมาผมก็พอเข้าใจ แต่หลวงตายกเอาตัวอย่างมาให้เห็นอีกสักหน่อยก็จะดียิ่งขึ้น
หลวงตา..ได้ซิเณร เณรลองมองดูไปทางหน้าต่างทีหรือ เณรจะได้เห็นสระน้ำที่มีน้ำใสสะอาดและสงบนิ่ง หลวงตาเอาก้อนดินก้อนหนึ่งโยนลงไปกลางสระ เณรเห็นไหมเกิดอะไรขึ้น?
เณรชิต .เกิดลูกคลื่นขอรับ
หลวงตา..ลูกคลื่นลูกที่ ๑ เป็นเหตุให้เกิดลูกที่ ๒ แล้วลูกที่ ๑ หายไป ลูกที่ ๒ เป็นเหตุให้เกิดลูกที่ ๓ แล้วลูกที่ ๒ ก็หายไป ลูกที่ ๓ ก็เป็นเหตุให้เกิดลูกที่ ๔ แล้วลูกที่ ๓ ก็หายไป
ทั้งนี้เณรก็จะเห็นได้ว่าลูกคลื่นจะเกิดขึ้นเป็นลำดับกันไปเช่นนี้จนถึงริมสระโดยรอบ ถ้าคลื่นลูกที่ ๑ ไม่มี ลูกสุดท้ายก็จะมีไม่ได้ และเมื่อลูกที่ ๑ เกิดขึ้นแล้ว ลูกสุดท้ายจะไม่มีก็ไม่ได้อีก และจะว่าลูกคลื่นลูกสุดท้ายเป็นลูกที่ ๑ หรือก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ลูกเดียวกัน แต่ลูกสุดท้ายก็เป็นลูกที่เกิด-ดับสืบต่อมาจากลูกที่ ๑ นั่นแน่นอนละ มันอาศัยกันเกิดกันดับเช่นนี้ เหมือนกับจิตซึ่งเกิด-ดับสืบต่อกันอยู่เสมอมิได้หยุดนิ่ง ในวินาทีหนึ่งตั้งมากมาย
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:17:37 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 5หลวงตา..ธรรมชาติของจิตนั้นเกิด-ดับรวดเร็วยิ่งนัก เณรก็จะสังเกตเห็นได้ง่ายๆ ประเดี๋ยวเห็น ประเดี๋ยวได้ยิน และประเดี๋ยวก็คิด ขณะนี้จิตอยู่ที่ป่าเขาลำเนาไพร อีกขณะจิตก็ไปอยู่ที่ประเทศอเมริกา แล้วก็มาเมืองจีน
จิตที่รู้อารมณ์ขึ้นเป็นจิตแต่ละดวงสืบต่อกันมาทั้งนั้น ไม่ใช่จิตดวงเดียวท่องเที่ยวไปรู้เสียทุกสิ่งทุกอย่าง
สำหรับจิตเกิด-ดับอย่างไรก็เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน เรายังมีเรื่องจิตโดยพิสดารข้างหน้าอีกมากนัก ครั้งแรกๆ นี้เอาเพียงเข้าใจบ้างพอเป็นหนทางเท่านั้นก็พอแล้ว
นอกจากจิตจะเกิด-ดับสืบต่อกันอยู่เสมอแล้ว จิตยังมีการงานอีกอย่างหนึ่ง คือ มีหน้าที่เก็บอารมณ์ต่างๆ เอาไว้ในจิต ไม่ว่าเห็นหรือได้ยิน หรือคิดอะไร จิตก็เก็บเรื่องเห็น เรื่องได้ยิน เรื่องคิดไว้ในจิตหมดสิ้น ไม่ได้ศูนย์หายไปไหนเลย
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:19:10 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 6เณรชิต....แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ผมได้ลืมเรื่องที่ตั้งใจว่าจะจดจำไว้เสีย และก็เสมอเหมือนกัน ที่ได้พยายามจะลืมเรื่องบางเรื่อง แต่มันก็คอยนึกคอยจำได้อยู่เสมอ
หลวงตา.. เณรจะได้หรือจำไม่ได้ จะนึกออกหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลวงตาเพียงจะกล่าวว่า จิตมีอำนาจในการจดจำหรือเก็บอารมณ์ต่างๆ ได้ เช่น เห็น ได้ยิน และคิด เป็นต้น เอาไว้ในจิตทั้งหมด มิได้ศูนย์หายไปไหน
เณรชิต....แต่ผมก็เห็นคนเป็นอันมาก คิดอะไรพูดอะไรแล้วก็ลืมไปเสียง่ายๆ บางคนชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น
หลวงตา.. เก็บอารมณ์หรือจดจำอารมณ์เอาไว้ กับการนึกได้หรือไม่ของหลานนั้นมันคนละอย่างไม่เหมือนกัน จิตจะเก็บหรือจดจำอารมณ์เอาไว้ ส่วนจะนึกได้หรือไม่นั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เช่น เด็กอ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ เพียงครั้งเดียวเที่ยวเดียว ไปเห็น ก.ไก่ ข.ไข่ ที่ไหน ก็นึกไม่ได้อ่านไม่ออก แต่จิตก็ได้เก็บเอา ก.ไก่ ข.ไข่ ไว้ในจิตแล้ว สมัยนี้เขาเรียกจิตใต้สำนึก ถ้าหากว่าอ่านเที่ยวเดียว จิตมิได้เก็บ ก.ไก่ ข.ไข่ ไว้เลย อ่าน ๒-๓ เที่ยวหรือกี่เที่ยวจิตก็มิได้เก็บเหมือนกัน และจะไม่มีวันอ่านหนังสือออกเลยเป็นอันขาด ไม่ว่าจะหัดอ่านสักกี่ร้อยกี่พันเที่ยวก็ตาม
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:19:52 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 7หลวงตา.. ในสมัยโบราณไม่มีไม้ขีดไฟใช้ เขาใช้ไม้มาถูกกันเข้าจนเกิดไฟขึ้น เณรลองคิดดู เอาไม้มาถูกันครั้งสองครั้ง หรือสักสิบครั้งจะเกิดไฟขึ้นได้อย่างไร สมมุติว่าถูร้อยครั้ง จึงจะเกิดไฟลุกขึ้น
แม้ว่าถูร้อยครั้งจึงจะเกิดไฟขึ้นก็จริง แต่ถู ๑ ครั้งก็มีความร้อนขึ้นนิดหนึ่ง แล้วถู ๒ ครั้ง ความร้อนก็เพิ่มขึ้นอีก ๓ ครั้งก็เพิ่มขึ้นอีกและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง๑๐๐ ครั้ง ไฟก็จะลุกพรึบขึ้น ไฟจะลุกขึ้นเมื่อถูถึง ๑๐๐ ครั้งแล้ว ซึ่งเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่เชื่อมโยงกัน ถ้าครั้งที่ ๑ ไม่ร้อน ครั้งที่ ๒ ก็ไม่ร้อน ครั้งที่ ๓-๔ ก็จะร้อนได้อย่างไร ครั้งที่ ๑๐๐ ก็จะไม่มีไฟเกิดขึ้นได้เลย
ตามที่หลวงตายกตัวอย่างขึ้นมาให้เณรเห็นเช่นนี้ ก็เพื่อจะแสดงว่า จิตนั้นมีความสามารถเก็บจดจำอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นทุกๆ วัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย หนักหรือเบา และไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารใด เช่น ทางตา หู หรือทางใจก็ตาม เอาไว้ในจิตโดยไม่รู้จักเต็มเลย ซึ่งควรจะเรียกง่ายๆ ว่า การสั่งสมสันดาน
อารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะทางตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ, นั้น ในวันหนึ่งๆ เราย่อมกระทำอยู่มากมาย มีทำดีบ้างชั่วบ้าง พูดดีบ้างชั่วบ้าง คิดดีบ้างชั่วบ้าง ทางธรรมะเรียก กุศลกรรม-อกุศลกรรม กุศล-อกุศล บุญหรือบาปนี้ ก็จะเก็บประทับไว้ในจิตหมดสิ้น เหมือนกับการสั่งสมสันดานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และ ถ้ามีเหตุปัจจัยอันสมควร ผลของบุญ-บาปก็จะแสดงตัวออกมาทันที
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:21:52 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 8เณรชิต .บุญ-บาปเก็บประทับไว้ในจิตอย่างไรขอรับ บาป-บุญไม่มีตัวไม่มีตน มองก็ไม่เห็น และเมื่อมีเหตุปัจจัยอันสมควร ผลของบุญ-บาปนั้นก็จะแสดงออกมา
ผมขอฟังตัวอย่างที่อาจจะเห็นเป็นความจริงประกอบด้วย และขอทราบด้วยว่า ถ้ายังไม่มีเหตุปัจจัยอันสมควรแล้ว ผลของบาป-บุญนั้นมันหลบซ่อนอยู่ที่ตรงไหน?
หลวงตา.. การอธิบายและยกตัวอย่างต่อไปนี้ ขอให้เณรเพียงแต่คิดว่ามันเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจเท่านั้น เณรเห็นที่หลวงตาเขียนนี้หรือไม่ อะไร?
เณรชิต....เห็นขอรับ ที่หลวงตาเขียนนั้น คือ ก.ไก่
หลวงตา.. เณรทำไมจึงรู้ว่ามันเป็น ก.ไก่
เณรชิต....อ้าว! ก็ผมเคยเรียนมานี่ขอรับ
หลวงตา.. ถ้าให้เด็กเล็กๆ ดู เด็กเล็กๆ จะรู้จักว่า ก.ไก่ หรือ?
เณรชิต....ไม่รู้จักแน่
หลวงตา.. ถ้าเช่นนั้นในจิตใจของเณร ก็ต้องมี ก.ไก่อยู่แล้วน่ะซิ มิฉะนั้นไหนเลย เณรจะอ่านออกได้
เณรชิต....แน่นอนขอรับ ในจิตใจของผมต้องมี ก.ไก่อยู่ก่อน
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:22:46 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 9หลวงตา.. แล้ว ก.ไก่อยู่ในจิตของเณรอย่างไร มันซ่อนอยู่ที่ตรงไหน?
เณรชิต....ผมก็ไม่ทราบว่าอยู่ได้อย่างไร แต่ก็คงอยู่ในจิตใจนั่นเอง
หลวงตา.. เมื่อรูป ก.ไก่ มากระทบกับตาของเณรเข้า เณรก็จำได้ อ่านออก ถ้าเช่นนั้น ตาเป็นผู้อ่าน ก.ไก่ ออกกระมัง?
เณรชิต....เอ! ผมก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าพอตาเห็นแล้วก็อ่านได้
หลวงตา.. ตาจะรู้จัก ก.ไก่ ได้หรือ ตาจะรู้จัก ก.ไก่ ไม่ได้เลย เพราะตาเป็นทางแสดงออกของจิต เห็น เท่านั้น ตามีหน้าที่ๆ จะเห็นได้อย่างเดียว (ซึ่งต่อไปจะได้ทราบว่าเห็นได้อย่างไรโดยพิสดาร) ส่วนที่รู้ว่าเป็น ก.ไก่ เป็นหน้าที่ทางใจ คือ มโนทวารต่างหาก เพราะใจจึงจะอ่านคำว่า ก.ไก่ ได้ และที่อ่านได้ก็เพราะใจได้เก็บเอา ก.ไก่ไว้ก่อน แล้วยกขึ้นมาเทียบกับจิตเห็นอีกทีหนึ่ง เรื่องนี้ขอให้เณรได้ศึกษาไปอีกสักพักก็จะเห็นจริง
ตามตัวอย่างนี้ เณรก็จะจับได้ว่า เมื่อมีเหตุปัจจัย คือ รูป อันได้แก่คลื่นแสงมากระทบตา จักขุวิญญาณรู้อารมณ์ทางตา คือเห็นก็จะเกิดขึ้น และ ก.ไก่ ซึ่งเป็นอารมณ์เก่าๆ ที่จำไว้เก็บเอาไว้ในจิตนั้น ก็จะยกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดการเห็น ก.ไก่ อันเป็นปัจจุบันขึ้น ดังนั้น หลวงตาจึงได้ว่า ก.ไก่ ที่เป็นอารมณ์เก่าๆ นั้นได้แสดงตัวขึ้นมา และ ก.ไก่ ที่ว่าเป็นอารมณ์เก่าๆ ยกขึ้นมารวมกับอารมณ์ใหม่ๆ นั้นก็คือ กรรมแต่อดีตที่เคยเรียนมานั่นเอง แต่โผล่ขึ้นมาใหม่
โดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:23:28 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : )
สลักธรรม 10เณรชิต....ก็พอจะได้ความแล้วขอรับ แต่ผมใคร่ขอให้หลวงตายกตัวอย่างอีกสักตัวอย่างหนึ่ง
หลวงตา.. ได้ซี เมื่อเร็วๆ นี้ญาติอันเป็นที่รักของเณรต้องมาจากไป เณรจะเสียใจมากไม่ใช่หรือ?
เณรชิต....ใช่ขอรับ
หลวงตา.. เณรลองคิดดู ทำไมเณรจึงเสียใจขึ้นมาได้?
เณรชิต....ก็เพราะว่าเรารักกันมากนี่ครับ เราเกิดความเสียใจขึ้นมาได้ เพราะระลึกนึกถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาแต่ก่อน
หลวงตา.. ขอให้เณรคิดดูให้ดี ถ้าภาพแห่งความใกล้ชิดของญาติอันเป็นที่รักนั้น คือ เรื่องราวอันผูกพันกันมาเก่าๆ มิได้มี หลานก็จะเสียใจในเรื่องนี้หาได้ไม่ เพราะเรื่องก็ได้เกิดขึ้นในอดีต เป็นเรื่องเก่าที่ดับไปแล้ว และเมื่อเสียใจในเรื่องนี้ขึ้นมาได้อีก ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า...
กรรมคือการกระทำที่เกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ แล้วเก็บไว้ในจิตเก่าๆ นั้น ได้แสดงผลของมันขึ้นในปัจจุบันแล้ว ถ้ารูปมิได้มากระทบตา เราก็จะไม่เห็น ถ้าเสียงมิได้มากระทบหู เราก็จะไม่ได้ยิน โดยทำนองเดียวกัน ถ้าเรื่องแห่งความเสียใจคือกรรมเก่าๆ มิได้มากระทบกับจิต เราจะเสียใจได้หรือ?
เณรลองคิดดูให้ดีโดย เณรชิต [26 พ.ย. 2547 , 23:24:36 น.] ( IP = 61.90.103.62 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |