มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆ มองจันทร์ (๒)





ผ่านเมฆ มองจันทร์ ๒


ยิ่งคิด ...สิตางศุ์ก็ยิ่งอดคิดถึงบิดาไม่ได้…

เพราะ ตั้งแต่เล็กจนโตเธอได้รับการปลูกฝังให้นำเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเห็นมาเปรียบเทียบกับหัวข้อธรรม
ทุกๆ ครั้งที่กลับจากโรงเรียน เมื่อเธอนำเรื่องราวต่างๆ มาเล่า เธอก็จะได้รับคำตอบเป็นข้อคิดที่มีสาระประโยชน์

ในอดีตใครๆ มักกล่าวว่า เธอเป็นบุคคลโชคดีที่ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นลูกของผู้ทรงพระอภิธรรม ที่มีฉายาว่า “ประทีปดวงเอกแห่งพระอภิธรรม”

บางครั้งเธอคิดว่าเรื่องบางเรื่องที่เธอนำมาเล่านั้นเป็นเรื่องสามัญธรรมดา แต่ทว่าท่านกลับนำมาคุยเป็นหัวข้อธรรมได้โดยไม่ขัดแย้ง
ความใกล้ชิดกับบิดานี่เองที่ทำให้เธอรู้สึกผูกพันธ์กับท่านอย่างแนบแน่น และนับวันจะมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นแม้กาลเวลาจะพรากท่านไปจากเธอนานเพียงใดก็ตาม แต่ทว่าทุกถ้อยความที่ท่านเคยให้นั้นยังเต็มเปี่ยมอยู่ในความทรงจำของเธอ
……..

“พ่อขา…วันนี้ที่โรงเรียนเปิดทีวีให้พวกหนูดูอพอลโล 11 เหยียบดวงจันทร์….” เด็กน้อยคุยอวดพ่อ
“แล้วเป็นอย่างไรบ้างล่ะลูก”
“สนุกจังเลยค่ะ พ่อขา ตอนที่เขาเดินบนดวงจันทร์นะคะ เหมือนกับจิงโจ้กระโดดเลย ตัวลอยๆ ยังไง๊ชอบกล…”

จำได้ว่า...ตอนนั้นเธอและเพื่อนๆ ที่เรียนอยู่ระดับชั้นประถมตื่นเต้นมากที่ได้เห็นมนุษย์ในชุดนักบินอวกาศค่อยๆ ไต่บันไดลงไป
และทันทีที่รองเท้าโตๆ เหยียบพื้น ผิวของดวงจันทร์ ทุกๆคนก็ปรบมือไชโยกันเป็นการใหญ่
โดยเฉพาะเมื่อนีล อาร์มสรอง พร้อมด้วยนักบินอวกาศอีกท่านหนึ่งเดินบนดวงจันทร์นั้นเรียกเสียงหัวเราะอย่างสนั่นหวั่นไหวจากเด็กๆ ที่ต่างชอบอกชอบใจในท่าเดินจนตัวลอยเหมือนจิงโจ้ จนคุณครูบอกว่าโรงเรียนแทบพัง เด็กๆ จึงค่อยสงบลงไปได้….

โดย วยุรี [7 ม.ค. 2548 , 22:27:36 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.37.9 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


“นั่นซิ…แล้วลูกทราบไหมว่า ทำไมเขาถึงต้องเดินอย่างนั้น”
“ไม่ทราบค่ะ เป็นเพราะอะไรหรือคะ พ่อขา”
“ก่อนอื่นพ่อต้องถามลูกก่อนว่า… จรวดที่สหรัฐส่งไปยังดวงจันทร์นั้น ออกนอกโลกได้อย่างไร"

ตอนนั้น เข้าใจว่าเธอยังเล็กเกินไปสำหรับเรื่องที่ลึกซึ้งเช่นนี้ …
พ่อจึงสาธิตโดยการโยนยางลบขึ้นไปบนอากาศ อย่างแรง ..และในที่สุดมันก็ตกลงมากับพื้น แล้วหยิบยางลบนั้นส่งให้สิตางศุ์ โยนขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงตั้งคำถามว่า

"ทำไม พ่อจึงโยนยางลบได้สูงกว่าลูก"
"….ก็ คุณพ่อมีแรงมากกว่า นี่....คะ
"ก็ใช่….แล้วทำไม ยางลบของเราทั้งสองคน จึงต้องตกลงมาล่ะ "
"…ก็ คุณครูสอนหนูว่า โลกของเรามีแรงดึงดูด …"

"นั่นซิ …แล้วลูกไม่สงสัยหรือว่า ในเมื่อโลกมีแรงดึงดูดแล้ว ทำไมอพอลโล 11 จึงออกนอกโลกได้”
เธอส่ายหน้า
“เอาล่ะ....พ่อจะอธิบายให้ฟัง
ความจริงแล้ว ก่อนหน้าที่อพอลโล 11 จะไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งนี้ เคยมียานอวกาศของทั้งของสหรัฐและรัสเซียก็เคยเดินทางมาวนรอบดวงจันทร์ และลงบนดวงจันทร์มาก่อนหน้านั้นหลายลำแล้ว แต่ไม่มียานลำใดนำมนุษย์ไปด้วย
จนกระทั่งถึงยานอพอลโล 8 ซึ่งนับเป็นยานลำแรกที่นำมนุษย์ 3 คนมาโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเรื่องตื่นเต้นที่สุดของปี พ.ศ. 2511 ก็ว่าได้ เพราะยังไม่มีเวลาใดในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้น ที่สร้างความตื่นเต้นระทึกใจเท่ากับขณะอพอลโล 8 หมุนรอบดวงจันทร์ เพราะถ้าหาก อพอลโล 8 ออกจากวงโคจรรอบดวงจันทร์ไม่ได้ สามชีวิตบนยานอวกาศลำนั้น จะต้องเดินทางวนอยู่รอบดวงจันทร์ตลอดกาล ....”

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ม.ค. 2548 , 02:12:15 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 2


“..ทำไมคนเขาถึงกลัวว่าจะออกจากวงโคจรรอบดวงจันทร์ไม่ได้ ลูกรู้ไหม”
“.....ก็ดวงจันทร์มีแรงดึงดูดเหมือนกันนี่คะ”
“ใช่ลูก ดวงจันทร์มีแรงดึงดูด แล้วปรากฏการณ์ที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ที่เรารู้จักคืออะไรเอ่ย...”
“น้ำขึ้น น้ำลง…ค่ะ”

สิตางศุ์รีบตอบ เพราะจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อพาครอบครัวไปเที่ยวทะเล แล้วอธิบายปรากฏการณ์เรื่องนี้ให้ลูกๆ ฟัง
“...ถูกต้อง แต่แรงดึงดูดของดวงจันทร์นั้น มีเพียง 1 ใน 6 ของโลก ฉะนั้นลูกจะเห็นได้ว่าตอนที่มนุษย์อวกาศเดินบนดวงจันทร์นั้น เหมือนคนตัวลอยคล้ายจิงโจ้กระโดด..”
…..ถึงตอนนี้เธอนึกสนุก จึงทำท่าเดินของมนุษย์อวกาศให้พ่อดู ...เสียงพ่อหัวเราะอย่างถูกใจ

“เอ้า... เดี่ยวฟังพ่อเล่าต่อนะ .....
หลังจากอพอลโล 8 แล้ว ยังมีอพอลโล 10 ที่พามนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์ เพียงแต่ว่าการเดินทางไปดวงจันทร์ของทั้งอพอลโล 8 และ 10 นั้นยังไม่มียานลำใดลงบนดวงจันทร์เลย
อพอลโล 8 เพียงแค่พาลูกเรือสามคนโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ 10 รอบเป็นเวลา 20 ชั่วโมงแล้วเดินทางกลับ
ส่วนอพอลโล 10 โคจรอยู่รอบดวงจันทร์ 31 รอบ และส่งยานดวงจันทร์ “สนูปี้” พร้อมลูกเรือสองคนลงไปอยู่เหนือดวงจันทร์ 9 ไมล์ แล้วเดินทางกลับโลก
…..แค่นั้นก็ถือว่าภารกิจของอพอลโล 8 และ 10 ประสบความสำเร็จ แล้วในตอนนั้น

แล้วทันทีที่อพอลโล 10 เดินทางกลับถึงโลก นาซ่า จึงตัดสินใจให้อพอลโลลำต่อไป คือ อพอลโล 11 นำชาวอเมริกันไปลงบนดวงจันทร์ ซึ่งนับเป็นระยะเวลาที่ห่างจากอพอลโล 10 เดินทางกลับถึงโลกไม่ถึงสองเดือน”

..มาถึงตอนนี้ เธอรู้สึกชื่นชม และภูมิใจที่มีพ่อเก่ง เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพ่อมีความรอบรู้ในหลายๆ ด้าน
สิ่งที่เธอได้รับฟังในวันนี้ทำให้เธอเกิดความมุ่งมั่นว่า สักวันหนึ่งเธอจะต้องเก่งอย่างพ่อให้ได้
เธอจึงนั่งฟังด้วยความตั้งใจเป็นอย่างมาก

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ม.ค. 2548 , 02:14:28 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 3


“.....สำหรับการเดินทางไปดวงจันทร์นั้นในแต่ละครั้งนั้น เมื่อจรวดถูกปล่อยออกจากฐานยิงแล้ว อพอลโลจะขึ้นไปโคจรอยู่รอบโลก จากการขับดันของจรวดท่อนแรกและท่อนที่สองก่อน

หลังจากนั้นจรวดท่อนที่ 3 ก็จะถูกจุดระเบิดเพื่อขับดันอพอลโลออกจากวงโคจรรอบโลก ต่อมาอพอลโลจึงแยกตัวออกจากจรวดท่อนที่สาม
เมื่อแยกตัวออกมาแล้ว อพอลโลหมุนตัวเป็นมุม 180 องศา เพื่อหันหัวไปเชื่อมต่อกับยานดวงจันทร์ซึ่งเป็นยานพานักบินอวกาศสองคนลงบนดวงจันทร์ และอยู่บนจรวดท่อนที่ 3

เมื่อเชื่อมต่อได้แล้ว เครื่องยนต์บนยานบริการถูกจุดระเบิดเพื่อดึงยานดวงจันทร์ออกจากจรวดท่อนที่สาม หลังจากนั้น อพอลโลจึงจะมุ่งหน้าไปดวงจันทร์ และลงจอดเหมือนที่ลูกเห็นการถ่ายทอดในวันนี้นั่นเอง

...เห็นไหมลูก! กว่าที่อพอลโล 11 จะไปถึงดวงจันทร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
....ต้องอาศัยการจุดระเบิดถึง 3 ขั้นตอน...”



คราวนี้ สิตางศุ์สังเกตุเห็นว่าพ่อนั่งนิ่ง หลับตาเงียบไปพักหนึ่ง
และเมื่อลืมตาขึ้นมา พ่อก็พูดว่า

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ม.ค. 2548 , 02:17:29 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 4


“แต่ว่า... สิ่งที่พ่อต้องการจะถ่ายทอดให้ลูกได้รับรู้ต่อไปนี้ มีค่ายิ่งกว่าที่ลูกได้รู้ว่าสหรัฐสามารถส่งมนุษย์อวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ได้เสียอีก

เพราะเมื่อเขาไปได้ เดี่ยวเขาก็กลับมาอีก กลับมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
แล้วในที่สุดนักบินอวกาศที่ลูกชื่นชมในวันนี้ก็หนีไม่พ้นความแก่ ความเจ็บ และความตายไปได้
ประการสำคัญเมื่อเขาตายแล้ว เขาก็ต้องเกิดใหม่อีก แล้วยังไม่รู้ว่าจะเกิดเป็นอะไร หรือเมื่อเกิดเป็นคนแล้วเขาจะได้เป็นนักบินอวกาศหรือไม่

ดังนั้นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ลูก ตื่นเต้นกันในวันนี้ มันไม่เที่ยงแท้ถาวร ต่อไปข้างหน้าอาจจะมีการจัดทัวร์ไปดวงจันทร์ก็ได้ หรือมีการไปสำรวจดาวดวงอื่นๆอีก ซึ่งเวียนวนค้นคว้าไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น

สำหรับสิ่งที่พ่อบอกว่ามีค่ายิ่งในที่นี้ก็คือ พระนิพพาน

ซึ่งมีท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า พระนิพพานนั้นไปแล้วไม่กลับ คือเมื่อถึงแล้วไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
หากเปรียบว่า พระนิพพานเป็นของสูง
ก็อุปมาเหมือนกับพระจันทร์ จะว่าไปแล้วก็คงไม่แตกต่างไปสักเท่าใดนัก เพราะถึงจะสูงเท่าไรก็ยังมีคนไปถึงได้

เช่นเดียวกันบุคคลที่จะไปถึงพระนิพพานได้นั้นก็จะต้องมีความสามารถที่พิเศษที่เป็นเสมือนพลังขับดัน 3 ขั้น
ดูๆ แล้วก็ไม่ต่างกับการจุดระเบิด 3 ครั้งของยานอพอลโลเท่าไรนัก
พลัง 3 ขั้นที่ว่านี้ก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ที่มีกำลัง
ที่เขาเรียกกันว่า อธิศีล อธิจิต ซึ่งหมายถึงสมาธิที่มีกำลัง และอธิปัญญา
บุคคลใดที่มีพลัง 3 ขั้นนี้สมบูรณ์เต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมถึงพระนิพพานได้...”


“พ่อขา...พระนิพพานนี้เป็นเมือง ที่เป็นเมืองแก้ว ใช่ไหมคะ....หนูเคยได้ยินคุณย่าอธิษฐาน....”
แล้วเธอก็เลียนเสียงคุณย่า
“....ข้าวของข้าพเจ้า ขาวดั่งดอกบัว ยกขึ้นเหนือหัว ถวายแด่พระสงฆ์ จิตใจจำนง มุ่งตรงต่อพระนิพพาน ขอให้ถึงเมืองแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้ได้พบพระศรีอารย์ ในอนาคตกาลด้วยเทอญ....”

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ม.ค. 2548 , 02:23:15 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 5


ตอนนั้นเธอยังเด็กมาก และเกิดความข้องใจเป็นนักหนา ก็ในเมื่อดอกบัวที่คุณย่าถวายพระนั้นเป็นสีเขียวอ่อน

“คุณย่าเจ้าขา...ดอกบัวสีเขียวนะเจ้าคะ ไม่ใช่สีขาว...”
แต่แล้ว คำอธิบายของคุณย่าในครั้งนั้นมีความสำคัญจนทำให้เธอจดจำมาถึงวันนี้ได้

“...ก็จริงลูก แต่ดอกบัวจะเป็นสีเขียวก็ตอนที่ยังตูมอยู่เท่านั้น แต่เมื่อบานแล้วก็จะเป็นสีขาว เพราะกลีบเลี้ยงที่เป็นสีเขียวนั้นร่วงหล่นไป

ก็เหมือนกับพระอรหันต์ไงลูก ตอนแรกท่านก็เป็นปุถุชนเช่นเราๆ ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยกิเลส แต่พอปฏิบัติไปๆ ในที่สุดท่านก็บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ซึ่งเปรียบเสมือนดอกบัวที่เมื่อได้รับแสงแล้วก็จะบานเต็มที่ กลีบเลี้ยงสีเขียวย่อมร่วงหล่นไป ชูให้เห็นกลีบดอกสีขาวภายในที่คลี่บานออกมา
.
....ดังนั้นการที่ย่าพูดว่า ข้าวของข้าพเจ้าขาวดั่งดอกบัว จึงหมายถึงดอกบัวที่บาน
ก็เหมือนความตั้งใจของย่าที่ทำกับข้าวถวายพระ ย่าก็ทำมาอย่างดี และสมบูรณ์ที่สุดด้วยการเตรียมข้าวของตั้งแต่วันวาน แล้วตื่นมาทำตั้งแต่เช้ามืด จนมาถึงตอนที่นั่งอธิษฐานนี้
...จิตใจของย่าถูกหล่อเลี้ยงด้วยบุญตลอดเวลา กิเลสก็เกิดไม่ได้ เหมือนดอกบัวที่กำลังได้รับแสง ….ด้วยเหตุนี้เองย่าถึงบอกว่าเป็นบุญที่สมบูรณ์ที่สุด ...”

“แล้วทำไม คุณย่าต้องพูดดังๆ ด้วยเจ้าคะ”

“อ้าว ...ถ้าย่าพูดเบาๆ แล้วหนูจะได้ยินหรือเปล่าล่ะ หนูก็ไม่ได้ยิน แล้วเทวดาก็อาจจะไม่ได้ยิน เมื่อไม่ได้ยินก็ไม่ได้อนุโมทนา ก็ไม่ได้บุญกันพอดี”

ภายหลังเธอจึงได้รู้ว่าการกระทำเช่นคุณย่านี้เป็นกุศลที่ให้กำลังแรง
เพราะเป็นการกระทำที่ครบทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
ดังนั้นเวลาใดที่เธอพาลูกศิษย์ไปทำกุศลเธอจะแนะนำให้พวกเขาได้กระทำให้ครบทั้ง 3 กรรม เพื่อกำลังของกุศลจะได้มีมากขึ้นนั่นเอง

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ม.ค. 2548 , 02:27:55 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 6


มาวันนี้ นับเป็นครั้งแรกที่พ่ออธิบายเรื่องเกี่ยวกับ พระนิพพาน ให้เธอได้รับฟัง

“ที่เขากล่าวว่า พระนิพพานเป็นเมืองแก้วนั้น เป็นการเปรียบเทียบน่ะ
เอ้าก่อนอื่น... .พ่อขอถามลูกก่อนว่า พระรัตนตรัย แปลว่า อะไร”

“ แก้วสามประการ ค่ะ”
“มีอะไรบ้าง”
“พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ค่ะ” ตอนนั้นสิตางศุ์นึกในใจว่า คำถามกล้วยๆ
“แล้วพระทั้งสามที่ลูกพูดมานั้น...เป็นแก้ว รึเปล่าล่ะ” ...เธออึ้งไปกับคำถามของพ่อ

“เห็นไหมลูก ฉะนั้นคำว่ารัตนะ ที่แปลว่าแก้วนี้ จึงเป็นการอุปมาเท่านั้น
ด้วยความเป็นจริงแล้ว รัตนะ ในพจนานุกรมนอกจากจะแปลว่าแก้วแล้ว
ยังหมายถึง คน สัตว์ หรือสิ่งของที่ถือว่าวิเศษ และมีค่ามาก หรือหมายถึงของประเสริฐสุด
…
.พระรัตนตรัยที่ลูกบอกว่าเป็นแก้วสามประการ จึงหมายถึงสิ่งที่ประเสริฐสุด 3 ประการที่ทุกคนต้องการนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงมีการตั้งเจตนาด้วยการกล่าว 3 ประโยคในการแสดงตนเป็นพุทธมามกะว่า

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ….ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า
ธัมธัง สรณัง คัจฉามิ….ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระธรรมเจ้า
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ….ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระสังฆเจ้า….”

สิตางศุ์รีบบอกพ่อว่า…
”หนูเคยกล่าวค่ะ ทางโรงเรียนเขาพาพวกหนูไปที่วัด แล้วพระท่านให้พวกหนูกล่าวคำนี้…”
“เออ แล้วที่ลูกพูดว่า ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้าน่ะ ลูกคิดว่าถึงอะไร
“..ก็ไปถึงพระพุทธเจ้า ไงค่ะ พ่อขา”

“ก็แล้วตอนนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปนานแล้ว นิพพานในที่นี้หมายถึงไม่มีการเกิดอีกแล้ว ลูกจะไปถึงพระองค์ท่านได้อย่างไรล่ะ”

“ก็…..ก็….เอ้อ…” เธออึกอัก ไม่สามารถหาคำตอบได้

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ม.ค. 2548 , 02:30:37 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 7


“นี่ไง…เป็นความผิดพลาดอย่างมากมาย ที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดกัน
ซึ่งพวกเราที่เป็นชาวพุทธทุกคนต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจถูกให้เกิดขึ้นให้ได้

ลูกต้องจำไว้นะ สิตางศุ์ …หากมีโอกาส ลูกต้องอธิบายคนที่ยังไม่เข้าใจให้มีความรู้ว่า…
การที่ใครก็ตามจะขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้านั้น คนผู้นั้นต้องรู้ก่อนว่า พระพุทธเจ้าคือใคร อย่างไรจึงจะเรียกว่าพระพุทธเจ้า

หลายๆ คนมักเข้าใจว่าเจ้าชายสิทธัตถะน่ะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่ใช่ พระองค์เพียงแต่เป็นเจ้าชายที่สร้างบารมีมาอย่างพรั่งพร้อมสมบูรณ์ และเมื่อตรัสรู้แล้วจึงจะเป็นพระพุทธเจ้า
…แล้วลูกรู้ไหมว่า พระองค์ตรัสรู้อะไร”

ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเธอยังเล็กมาก แต่คงเป็นเพราะด้วยความทุ่มเทที่พ่อมีให้กับพระศาสนา จนดูเหมือนว่าพ่อฝากฝังทุกๆ เรื่องให้กับเธอ ...
ซึ่งตอนนั้นเธอก็ได้ตอบพ่อว่า
“อริยสัจ 4 ค่ะ..”
“ใช่ลูก …แต่อริยสัจ ที่ลูกตอบได้ถูกต้องนี้ เป็นเพราะลูกได้ร่ำเรียนมา แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้น เป็นการรู้แจ้งด้วยพระองค์เองโดยไม่มีใครมาบอก มาสอน
ซึ่งการรู้แจ้งด้วยปัญญาของพระองค์เช่นนี้ เขาเรียกว่า ตรัสรู้ คือ พระปัญญาธิคุณ
และเพราะการตรัสรู้นี้เองจึงทำให้พระองค์หมดจดจากกิเลส เรียกว่า พระบริสุทธิคุณ
และด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อสัตว์โลกทั้งหลาย พระองค์จึงทรงประกาศธรรมที่ได้ตรัสรู้ ที่เราเรียกว่า พระมหากรุณาธิคุณ

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ม.ค. 2548 , 02:35:33 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 8


"….ไหนลูกสวดบทพระพุทธคุณให้พ่อฟังหน่อยซิ”

เด็กน้อยหลับตาตั้งใจสวดมนต์ด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว
“…..สมเด็จพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ดี ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ เป็นที่พึ่งอันเอกของโลก …ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมถวายอภิวาทสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น…”

จริงซิ…เธอไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า บทสวดมนต์ที่เธอท่องทุกๆ วันนั้น ได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในเนื้อความนั้นแล้ว

“เห็นไหมลูก…เพราะการตรัสรู้ของพระองค์ จึงเกิดพระธรรมขึ้น แต่โดยความเป็นจริงพระธรรมมีอยู่แล้ว หากแต่ยังไม่มีใครค้นพบ
เอ้า..ลูกเคยเป็นทุกข์ไหม อย่างเช่นลูกหกล้ม แล้วร้องไห้นะ เป็นทุกข์ไหม”
“เป็นค่ะ”

“เมื่อทุกข์มี เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ที่เรียกว่า สมุทัย ก็ย่อมต้องมีอยู่

แล้วทุกคนเมื่อมีชีวิตย่อมต้องมีทุกข์ทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครต้องการความทุกข์ ทุกคนย่อมต้องการความสุข แต่ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะหาหนทางไปสู่ความสุขอันสถาพรได้

และแล้ว องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้แหละป็นบุคคลแรกของโลกที่พบหนทางสู่ความสุขอันสถาพร ที่เรียกว่า พระนิพพาน หรือ นิโรธ
ด้วยการปฏิบัติที่เรียกว่า มรรค นั่นเอง

เพราะเหตุนี้เองจึงกล่าวว่าพระองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

….ไว้ลูกโตขึ้นกว่านี้สักหน่อย แล้วพ่อจะอธิบายขั้นตอนปฏิบัติให้ลูกฟัง แล้วลูกจะได้รู้ว่า ปฏิบัติแล้วผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร กิเลสจึงถูกทำลาย…

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ม.ค. 2548 , 02:43:00 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 9

.
...วันนี้ขอให้ลูกรู้แต่เพียงว่า ....
เมื่อใดใครก็ตามที่สามารถเข้าถึงธรรม คือ อริยสัจ 4 นี้ได้ เท่ากับผู้นั้นได้รู้ตามพระองค์แล้ว
ดังพุทธดำรัสที่ว่า ผู้ใดถึงธรรม ผู้นั้นถึงเราตถาคต .
.
.....บุคคลผู้รู้ตามเช่นนี้ เราเรียกว่า ....อนุพุทธะ หมายถึงพระอริยเจ้า
....ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่แท้จริง เป็นบุคคลที่เข้าถึง มรรค ผล และนิพพานแล้วนั่นเอง

......คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ใครก็ตามที่เข้าถึงพระนิพพานย่อมได้รับสุขอันสถาพร เขาจึงอุปมาว่า พระนิพพานเป็นเมืองแก้ว
หรืออาจพูดได้ว่า บุคคลใดที่ปฏิบัติได้ถึงรัตนะทั้งสาม หรือแก้ว 3 ประการที่ลูกบอก บุคคลนั้นย่อมไปถึงเมืองแก้ว คือ พระนิพพานนั่นเอง.
..ที่นี้ลูกพอเข้าใจหรือยังล่ะ”


...... “แต่พ่อขา...มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อคนหนึ่งเขาเคยบอกหนูว่า การไปพระนิพพานนี่ยากมากๆ เลย อย่างพวกเรานี้อย่าหวังเลยว่าจะไปพระนิพพานได้ ต้องเป็นผู้ที่บวชพระเท่านั้นจึงจะไปได้ ...จริงหรือเปล่าคะ”


โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย วยุรี [8 ม.ค. 2548 , 02:48:08 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )


  สลักธรรม 10


…ปาเจรา จริยา โหนติ …..
อนึ่งข้า คำนับน้อม ต่อพระครู ผู้การุณย์





เมื่อวันเด็กปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ….ผู้เขียนได้มีโอกาสไปโรงเรียนมงคลทิพย์ อภิธรรมมูลนิธิ วัดโพธิ์ ท่าเตียน

ณ สถานที่แห่งนี้เอง…ที่ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่

จากการเข้ามาเป็นลูกศิษย์ของ…

… หลวงพ่อเสือ
…ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร (ตั้งแต่สมัยยังเป็นฆราวาส)
…อาจารย์วิชิต ธรรมรังษี
…อาจารย์บุษกร เมธางกูร
…หลวงพ่อแสวง “พระครูศรีโชติญาณ” (ปี พ.ศ. ๒๕๓๖)



…ท่านอาจารย์ทั้งหลายนอกจากจะให้ความจริง และเห็นถูก เกี่ยวกับชีวิตแล้ว
ท่านยังเป็นแบบอย่างของการกระทำความดีหลายๆ ประการ

สิ่งที่ได้รับ จึงมิใช่เพียงแค่คำสอนเท่านั้น
หากแต่ได้รับความรู้สึกที่ดี อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ด้วยความห่วงใยในการก้าวไปในสังสารวัฏ …
ท่านจึงทุ่มเทชีวิต อุทิศเวลาให้กับพวกเราผู้เป็นศิษย์

และได้เพียรพยายามขัดเกลา(กิเลส) …จนทำให้พวกเราเป็น คนดี ขึ้นมาได้


จวบจนวันนี้ ครบรอบ ๑๙ ปี
ศิษย์จึงขอน้อมนำกุศลที่ได้กระทำมา
อีกทั้งการเขียนเรื่อง "ผ่านเมฆ มองจันทร์ ครั้งนี้

นำมากราบถวายเป็นเครื่องบูชาพระคุณครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่าน

ด้วยความระลึกถึงเป็นอย่างยิ่งค่ะ



โดย วยุรี [8 ม.ค. 2548 , 02:55:14 น.] ( IP = 203.150.217.118 : : 203.113.39.12 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org