ความจริงแล้วการพูดว่า อโหสิกรรมนั้น เป็นเจตนาจะไม่ผูกใจกันเพื่อไม่ลุแก่โทษ ส่วนอำนาจกรรมที่ทำกันไว้ รอเวลาให้ผล ถ้าให้ผลไม่ได้ตามกาล
จึงจะเรียกกรรมที่ให้ผลไม่ได้นี้ว่า อโหสิกรรม
ใครทำกรรมเวรอันใดไว้แล้ว ผู้กระทำกรรมเวรนั้นย่อมได้รับผลกรรมนั้นด้วยตนเอง กรรมเวรเป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน เกิดจากเจตนาของคนและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเกิดแล้วจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน ก็เก็บที่จิตของสัตว์นั้นเอง
เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่สะสมกรรมที่ทำไว้ได้
เพื่อจะระงับกรรมเวรกัน เมื่อเราเกิดมาแล้วชื่อว่านำเอากรรมมาเกิด ถ้ากรรมไม่นำมาเกิดเราก็คงไม่ได้เกิด การได้ใช้ผลกรรมที่ทำนั้น
ชื่อว่าใช้หนี้กรรมแล้ว กรรมถึงจะระงับ กรรมคือ ตัวจิตที่คิดดีคิดชั่ว หยาบและละเอียดรวมพูดออกมาทำออกมา นั้นเรียกว่ากรรม
เมื่อเกิดมาแล้วเราทั้งหลายก็ต้องอาศัยกรรมนั้นเป็นที่พึ่งที่อาศัย คือ ต้องคิดนึก ต้องปรุงต้องแต่ง ในภารกิจธุรการงานนั้น ๆ เป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย คนเราเกิดมาและยังไม่ถึงความเป็นอรหันต์ และยังไม่สิ้นภพสิ้นชาติก็จะต้องยังอยู่กับกรรมที่ทำนี้ตลอดเวลาและตลอดไป
ผู้มาพิจารณาเห็นโทษของกรรมว่าเป็นของยาวนานหาที่สิ้นสุดไม่ได้ จึงประกอบแต่คุณงามความดี อันจะเป็นเหตุให้หมดกรรมหมดเวร เป็นต้นว่า ฝึกหัดจิตผู้คิดประทุษร้าย อาฆาต พยาบาท เบียดเบียนคนอื่นนั้น ฝึกหัดให้มีจิตเมตตากรุณาปรานีเผื่อแผ่แก่คนอื่น ทำจิตให้แช่มชื่นเบิกบานต่อสถานที่ และบุคคลนั้น ๆ นี่วิธีแก้กรรมแก้เวร
กรรมเวรเกิดที่จิตเศร้าหมอง ก็ต้องแก้โดยหมั่นฝึกหมั่นทำจิตให้ผ่องแผ้ว ไปแก้ที่อื่นมันไม่ถูก
ถ้าจะแก้กรรมเวรให้ถูกจุดตรง ๆ แล้วต้องทำเรียนรู้ธรรมคือธรรมชาติของเขาเมื่อรู้แล้วก็ต้องนำปฎิบัติ ที่เรียกว่ารู้ธรรมนำปฎิบัติ
บทความนี้ได้นำวาทะบรรยายของพระอาจารย์นิโรธรังสี มาพรรณาใหม่เข้าใจในเรื่องกรรมเวร