มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เชื่อเรื่องกรรมได้ประโยชน์อะไร





เชื่อเรื่องกรรมได้ประโยชน์อะไร



ทุกวันนี้ความรู้หรือความศรัทธาที่เรียกว่าความเชื่อเรื่องกรรมของชาวโลก
เริ่มลดน้อยถอยความเข้าใจไปทีละน้อยแถมยังหาว่าเป็นการพูดประโลมโลกเสียอีก
ชาวพุทธที่เรียกตนว่าพุทธมามกะคือผู้นับถือพุทธศาสนา ต้องมีความเชื่อที่เป็นเหตุและผลที่ทางธรรมเรียกความเชื่อนี้ว่าศรัทธา



ศรัทธา ๔ ที่ว่านี้มี เชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องผลของกรรม เราทำกรรมอันใดไว้แล้ว เราต้องรับผลของกรรมนั้น ๆ ด้วยตนเอง คนอื่นจะมารับแทนไม่ได้เด็ดขาด หรือใครจะมีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์สักปานใด จะแปรสภากรรมให้เป็นอื่นไปไม่ได้
แล้วกรรมนี้เมื่อทำลงไปแล้วย่อมได้รับผลที่รับรู้ได้ในจิตเป็นไปในปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว ในที่ลับหรือที่แจ้ง ย่อมได้รับผลกรรมนั้นด้วยใจของตนเอง คนอื่นจะรู้หรือไม่ก็ตาม ตัวของตนนั้นแหละย่อมรู้ชัดด้วยใจของตนตลอดเรื่อง ส่วนภพอื่นชาติอื่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กรรมจะให้เวลาส่งผลต่อไปตามกฎแห่งกรรม ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เข้าตรัสรู้แห่งกฎธรรมชาตินี้


โดย t (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2548 , 14:32:57 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ผู้นับถือพุทธศาสนาต้องเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมอย่างนี้เป็นพื้นฐาน จึงจะรับรักษา
พระรัตนตรัยให้มั่นคงตลอดไปได้
ตัวกรรมแท้เกิดที่จิตใจของบุคคล ใจเป็นต้นเหตุ เจตนาเป็นผู้แสดงออกมา
ถ้าใจชั่วคิดไม่ดี มีความเกลียด โกรธ อิจฉา พยาบาทอยู่แล้ว ย่อมแสดงออกมาทางกายให้เห็นชัดได้ เป็นต้นว่าคิดจะฆ่าสัตว์ ลักขโมยของเขา และประพฤติผิดในกาม เป็นต้น ย่อมแสองออกมาแต่ที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์แก่คนอื่นทั้งนั้น หรือมิเช่นนั้นก็แสดงออกมาทางวาจา ด้วยการพูดเท็จพูดโกหกหลอกลวงคนอื่น เพื่อให้เขาเสียผลประโยชน์ในสิ่งที่ควรจะได้ เป็นต้น ถึงไม่แสดงออกทางกาย วาจา แต่ก็ยังมีความนึกคิดอยู่แต่ในใจ ในการที่ทำความเสื่อมเสียแก่คนอื่นจนเป็นนิสัย
เราเกิดมาเพราะกรรมนำมาให้เกิด เมื่อเกิดมาเพราะกรรมแล้ว ยังไปนำเอากรรมมาปรุงมาแต่งเพิ่มให้ทวีคูณขึ้นมาอีกด้วย เพราะความไม่รู้ ความหลงว่ากรรม ไม่ใช่กรรม กว่าจะรู้มันสายไปเสียแล้ว เมื่อมาระลึกถึงความผิดพลาดจึงกลัวกรรมจะตามมาสนอง



เจ้ากรรมนายเวรมีจริงหรือไม่ เจ้ากรรมนายเวรก็หมายถึงอำนาจกรรมที่บุคคลนั้นได้กระทำกรรมนั้น ๆ ไว้แล้ว
กรรมเวรเกิดขึ้นจากจิต เป็นนามธรรม เมื่อจิตไปสวมเอารูปกายซึ่งเป็นวิบากของกรรมมาเป็นตัวตน กรรมก็จะต้องตามมาใช้กรรมนั้นอีก จิตผู้สร้างกรรมนั้นย่อมจะรับผลกรรมนั้นยิ่งทวีคูณ เมื่อกายแตกดับแล้ว อำนาจกรรมนี้ก็ยังส่งผลให้จิตไปเกิดขึ้นเพื่อมารับผลต่อไป อีกหลายภพหลายชาติอีกด้วยดังพระพุทธเจ้าของเราพระองค์ทรงแสดงว่า


โดย t (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2548 , 14:36:56 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 2


ท่านได้เคยเกิดมาเสวยชาติเป็นสิงห์สาราสัตว์ต่างๆเหลือที่จะคณานับถ้าจะนับก็นับไม่ถ้วน แต่ละภพละชาติ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เป็นมนุษย์ ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากกรรมทั้งนั้น รูปดับชาติหนึ่งแล้วยังเหลือแต่จิตที่มีเชื้อที่จะสืบต่อ จิตนั้นก็หอบเอากรรมนั้นพาไปเกิดอีกต่อไป
มีสำนวนที่ใช้กันว่ากรรมเวร
คำว่า เวร นั้นเกิดจากเจตนาอันชั่วช้าเลวทราม ทำกรรมแล้วจนเป็นเหตุให้ผูกเวรซึ่งกันและกัน
เวรในที่นี้จะได้อธิบายแต่ในทางที่ไม่ดีอย่างเดียว เพราะคนส่วนมากก็เข้าใจเช่นนั้น



ดั่งชาวศากยราชที่เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าของเราถูกกองทัพวิฑูฑภะบดขยี้ราบเรียบหมด เรื่องเดิมมีอยู่ว่า วิฑูฑภะเป็นราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศลถูกชาวศากยราชดูถูกเหยียดหยาม ทรงพระพิโรธมาก จึงทรงยกกองทัพไปจะขยี้ชาวศากยราชให้ฉิบหายทั้งหมด พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปสกัดกั้นอยู่ข้างหน้าวิฑูฑภะได้ทรงเห็นจึงตรัสว่า พระองค์เสด็จมาประทับ ณ ที่นี้ไม่ทรงร้อนพระวรกายหรือ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความร้อนของเรามีนิดหน่อย ไม่เท่าความร้อนของกษัตริย์วิวาทกัน
วิฑูฑภะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาห้ามเรา จึงยกทัพกลับคืนที่เดิม แต่วิฑูฑภะทรงยกทัพไปอีกถึง ๒ ครั้ง พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปกั้นทั้ง ๒ ครั้งเหมือนกัน ด้วยความพิโรธอันแรงกล้า วิฑฑูภะทรงยกกองทัพไปอีก พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาถึงกรรมของชาวศากยราชแล้วจึงไม่ได้เสด็จไปกั้นอีก วิฑฑูภะทรงยกทัพตะลุยเข้าพระนครกบิลพัสดุ์ ฆ่าชาวกรุงกบิลพัสดุ์เรียบหมด มันจะต้านทานได้ที่ไหน นี่แหละ กรรมและเวร ใคร ๆ จะห้ามไม่ได้เด็ดขาด แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงต้องปล่อยไปตามกรรมของสัตว์ ยังห้ามไม่ได้ เมื่อตนทำกรรมอะไรลงไปแล้ว ตนต้องได้รับผลกรรมนั้นต่อไป




โดย t (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2548 , 14:40:53 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 3


ส่วน เวร ชื่อว่าทำกรรมที่ผูกอาฆาตมาดร้างจองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน กรรมที่ทำด้วยเจตนาอันแรงกล้าด้วยการผูกใจเช่นนี้มากจนกลายเป็น เวร พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นโทษของเวร
และทรงแนะว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
เมื่อบุคคลทั้งสองต่างก็เห็นโทษซึ่งตนกระทำลงไปแล้วในชาติที่เป็นมนุษย์อยู่นี่แหละ เมื่อเผชิญหน้ากันเข้าแล้ว ก็เปิดเผยโทษที่ตนกระทำนั้นให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบแล้วขออโหสิกรรมกันเสีย เวรนั้นย่อมระงับได้ด้วยประการฉะนี้
แต่หากอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมอโหสิกรรมให้ กรรมนั้นย่อมติดตามไปอีก ดังพระเทวทัตได้ทำหรือผูกเวรคือผูกใจเจ็บกับพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ หลายพันล้านชาติ มาในชาติเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว



พระเทวทัตก็ยังผูกจนกรรมที่ผูกนี้กลายเป็นโทษมหันตภัยอันใหญ่หลวงยากที่แก้ไขได้ จึงได้มาตามสนองอีกจนทุกวันนี้
บุพกรรมของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ในอดีตชาติอันยาวนาน เมื่อพระพุทธเจ้าและพระเทวทัตเกิดมาเป็นพ่อค้าด้วยกัน พระเทวทัตได้เข้าไปในบ้านของตระกูลเศรษฐีตกทุกข์แห่งหนึ่ง เขาเอาถาดทองคำเก่า ๆ มาขายให้ พระเทวทัตก็แกล้งกล่าวว่าถาดไม่ดีไม่มีราคา แล้วก็ให้ราคาถูก ๆ เจ้าของก็ไม่ยอมขายให้ พระเทวทัตก็จากไป พระโพธิสัตว์ตามไปทีหลังเขาเอาออกมาขายให้อีก พระโพธิสัตว์เห็นเป็นของดีมีราคามาก จึงได้ให้ราคามากตามสมควรแก่ของแล้วจากไป
พระเทวทัตย้อนกลับมาอีก ถามถึงถาดใบนั้น เจ้าของเขาบอกว่า เมื่อท่านไม่เอาหาว่าราคาแพง พ่อค้าคนอื่นมาเขาก็ซื้อเอาไปแล้ว พระเทวทัตโกรธมากถึงกับอาฆาตจองเวรวิ่งตามพระโพธิสัตว์ไป แต่ไม่ทัน แต่นั้นมาเกิดในภพใดชาติใดก็ทำกรรมทำเวรแก่พระโพธิสัตว์ทุกภพทุกชาติ


โดย t (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2548 , 14:45:16 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 4


แต่พระโพธิสัตว์ก็มิได้ก่อกรรมก่อเวรใด ๆ แก่พระเทวทัต มีแต่ทำคุณประโยชน์แก่พระเทวทัตเรื่อยมา มาในชาติที่สุดได้เกิดมาเป็น
พระเทวทัตออกบวชแล้ว เวรเก่าบันดาลให้อยากเป็นพระพุทธเจ้าแทนพระองค์ เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตจึงคิดทำลายสงฆ์ จนถึงกับเป็นสังฆเภท
แรงของเวรนี้มันร้ายกาจเหลือหลาย หากว่าคู่เวรทั้งสองมาเห็นโทษของมันแล้วหันหน้าเข้าหากัน ต่างก็อโหสิกรรมแก่กันและกัน เวรนั้นย่อมสิ้นสุดลงเพียงเท่าแค่นั้น
กรรมเวรมิใช่ของมันเกิดเอง เกิดจากจิตของบุคคลผู้คิดพยาบาทอาฆาตจองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน กรรมเวรมิใช่เป็นวัตถุ มันเป็นนามธรรม จะรู้สึกได้ด้วยใจของตนเอง
กรรมเวรใครทำลงไปแล้ว ผู้กระทำกรรมนั้นแหละย่อมได้รับผลด้วยตนเอง คนอื่นจะมารับแทนไม่ได้ หรือคนอื่นจะถ่ายทอดให้ก็ไม่ได้เหมือนกัน ดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้น



คนส่วนมากเข้าใจผิดในหลักพระพุทธศาสนาอยู่มากทีเดียว เมื่อตนได้ทำกรรมเวรไว้ด้วยเจตนาอันแรงกล้าจนเป็นเหตุให้ได้จองกรรมจองเวรกันแล้ว ภายหลังมาระลึกได้ว่าตนได้กระทำกรรมเวรมาก แล้วคิดอยากถ่ายถอนกรรมเวรนั้นให้หมดไปเสีย เมื่อได้ทำบุญก็อุทิศบุญนั้นไปให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้บุญนั้นไปถึงผู้กระทำกรรมเวรแก่เรา เพื่อว่าผู้นั้นเห็นบุญของเราเข้าแล้วจะได้ใจอ่อน
จะได้อโหสิกรรมให้แก่เรา ทำให้คำว่า
อโหสิกรรม สามารถยกด้วยบุคคล


โดย t (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2548 , 14:47:08 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 5


ความจริงแล้วการพูดว่า อโหสิกรรมนั้น เป็นเจตนาจะไม่ผูกใจกันเพื่อไม่ลุแก่โทษ ส่วนอำนาจกรรมที่ทำกันไว้ รอเวลาให้ผล ถ้าให้ผลไม่ได้ตามกาล
จึงจะเรียกกรรมที่ให้ผลไม่ได้นี้ว่า อโหสิกรรม
ใครทำกรรมเวรอันใดไว้แล้ว ผู้กระทำกรรมเวรนั้นย่อมได้รับผลกรรมนั้นด้วยตนเอง กรรมเวรเป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน เกิดจากเจตนาของคนและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเกิดแล้วจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน ก็เก็บที่จิตของสัตว์นั้นเอง
เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่สะสมกรรมที่ทำไว้ได้





เพื่อจะระงับกรรมเวรกัน เมื่อเราเกิดมาแล้วชื่อว่านำเอากรรมมาเกิด ถ้ากรรมไม่นำมาเกิดเราก็คงไม่ได้เกิด การได้ใช้ผลกรรมที่ทำนั้น
ชื่อว่าใช้หนี้กรรมแล้ว กรรมถึงจะระงับ กรรมคือ ตัวจิตที่คิดดีคิดชั่ว หยาบและละเอียดรวมพูดออกมาทำออกมา นั้นเรียกว่ากรรม
เมื่อเกิดมาแล้วเราทั้งหลายก็ต้องอาศัยกรรมนั้นเป็นที่พึ่งที่อาศัย คือ ต้องคิดนึก ต้องปรุงต้องแต่ง ในภารกิจธุรการงานนั้น ๆ เป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย คนเราเกิดมาและยังไม่ถึงความเป็นอรหันต์ และยังไม่สิ้นภพสิ้นชาติก็จะต้องยังอยู่กับกรรมที่ทำนี้ตลอดเวลาและตลอดไป



ผู้มาพิจารณาเห็นโทษของกรรมว่าเป็นของยาวนานหาที่สิ้นสุดไม่ได้ จึงประกอบแต่คุณงามความดี อันจะเป็นเหตุให้หมดกรรมหมดเวร เป็นต้นว่า ฝึกหัดจิตผู้คิดประทุษร้าย อาฆาต พยาบาท เบียดเบียนคนอื่นนั้น ฝึกหัดให้มีจิตเมตตากรุณาปรานีเผื่อแผ่แก่คนอื่น ทำจิตให้แช่มชื่นเบิกบานต่อสถานที่ และบุคคลนั้น ๆ นี่วิธีแก้กรรมแก้เวร
กรรมเวรเกิดที่จิตเศร้าหมอง ก็ต้องแก้โดยหมั่นฝึกหมั่นทำจิตให้ผ่องแผ้ว ไปแก้ที่อื่นมันไม่ถูก
ถ้าจะแก้กรรมเวรให้ถูกจุดตรง ๆ แล้วต้องทำเรียนรู้ธรรมคือธรรมชาติของเขาเมื่อรู้แล้วก็ต้องนำปฎิบัติ ที่เรียกว่ารู้ธรรมนำปฎิบัติ
บทความนี้ได้นำวาทะบรรยายของพระอาจารย์นิโรธรังสี มาพรรณาใหม่เข้าใจในเรื่องกรรมเวร


โดย t (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ม.ค. 2548 , 14:50:50 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org