มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผ่านเมฆ มองจันทร์ (๓)





ผ่านเมฆ มองจันทร์ …ตอนที่ 3

(ต่อจากกระทู้ที่ 6586)


โดย วยุรี ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2548 , 14:13:53 น.] ( IP = 203.150.217.111 : : 203.113.38.6 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


“แต่พ่อขา...มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อคนหนึ่งเขาเคยบอกหนูว่า การไปพระนิพพานนี่ยากมากๆ เลย อย่างพวกเรานี้อย่าหวังเลยว่าจะไปพระนิพพานได้ ต้องเป็นผู้ที่บวชพระเท่านั้นจึงจะไปได้ ... จริงหรือเปล่าคะ”

“นี่ไง...คนเราชอบคิดเสียอย่างนี้ บางคนคิดไปแล้วตัวเองก็หมดกำลังใจ แล้วพาลเลิกปฏิบัติไปเสียดื้อๆ ทั้งๆ ที่เคยศึกษามาแล้วว่าในสมัยพุทธกาลก็มีพระอริยะเจ้าที่เป็นเพศฆราวาสอยู่ แม้กระทั่งผู้หญิงก็ยังเข้าถึงพระนิพพานได้
และโดยความจริงแล้ว….สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสยืนยันเอาไว้ว่า ..ตราบใดที่ยังมีการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ..
อย่างนี้แล้วลูกคิดว่ายากหรือเปล่าล่ะ...”

“ไม่ยากค่ะ...แล้วหนูจะไปบอกพวกเขานะคะว่าถ้าเขา..ปฏิบัติสติปัฏฐานแล้ว เขาก็สามารถที่จะเป็นพระอรหันต์ได้” ..



พ่อหัวเราะ เสียงดังอย่างอารมณ์ดี ...ท่านทราบดีว่าสิตางศุ์คุ้นเคยกับลูกศิษย์ที่ท่านสอน บางครั้งหลายๆคนฝากข้อสงสัยมาถามท่านเป็นประจำ ซึ่งบางเวลาสิตางศุ์จะช่วยตอบปัญหาให้ท่านได้ ความเป็นเด็กแต่สามารถอธิบายธรรมที่พ่อสอนได้ จึงเป็นที่เอ็นดูของบรรดาศิษย์ของพ่อแทบทุกคน

“ มันอาจไม่ง่ายอย่างที่ลูกคิดก็ได้นะ ...คือ..มันไม่ง่าย และไม่ยาก ..

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2548 , 14:17:18 น.] ( IP = 203.150.217.111 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 2


ที่ว่าไม่ง่าย เพราะว่า ..การปฏิบัติสติปัฏฐาน หรือที่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐานนี้เป็นการสวนทางกับกิเลสตนเอง ..

ส่วนที่ว่าไม่ยาก ก็เพราะว่า เป็นการปฏิบัติที่ใช้ชีวิตเช่นธรรมดาสามัญ เคยอยู่อย่างไรก็ทำอย่างนั้นเพียงแต่กำหนดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ต้องมานั่งขัดสมาธิตัวตัวตรงฝืนกับความรู้สึกตนเองเช่นการทำสมาธิ ที่เมื่อยก็ขยับไม่ได้

แต่วิปัสสนาสามารถขยับได้ เพียงแต่ห้ามทำอะไรที่ไม่จำเป็น ถ้าจะทำอะไรก็ต้องรู้เหตุจำเป็นเสียก่อน คือทุกข์มันเกิดขึ้น เราจึงต้องแก้ไข...เอาล่ะไว้วันหลัง พ่อจะสอนการปฏิบัติให้กับลูกอย่างละเอียดละออทีเดียว...”



แต่ทว่าจนแล้วจนรอด...ท่านก็ไม่มีเวลาที่จะสอนให้
เพราะท่านจะต้องไปสอนพระอภิธรรมทุกวันโดยไม่เคยมีแม้แต่วันหยุด
ไม่ว่าจะเลิกสอนตอนเย็นแล้วก็ตาม หากลูกศิษย์คนใดมีปัญหาท่านก็จะอยู่ให้คำปรึกษาโดยไม่คำนึงว่าจะมืดค่ำเพียงใด

อย่างไรก็ตามสิตางศุ์ก็สามารถเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติได้โดยไม่ยาก ด้วยการอาศัยจากที่พ่อสอนให้กับผู้ปฏิบัติ
เนื่องจากทุกเย็นวันศุกร์พ่อจะต้องไปสำนักปฏิบัติวิปัสสนาที่ท่านสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเข้าไปฝึกการปฏิบัติวิปัสสนา

โดยท่านจะใช้เวลาทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ด้วยการเดินสอบถามการปฏิบัติไปเรื่อยๆทีละห้อง ซักถามทีละคนๆ

.... ศุกร์ใดที่สิตางศุ์ทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยไม่มีงานคั่งค้าง ท่านก็จะพาเธอไปด้วย
แทบทุกครั้งที่ได้ติดตามบิดาไป ทำให้เธอได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2548 , 14:20:54 น.] ( IP = 203.150.217.119 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 3


“ว่าไงหนู.....วันนี้เป็นยังไงบ้าง”
“วันนี้หนูรู้สึกว่าฟุ้งมากค่ะ ...กำหนดอารมณ์ไม่ค่อยทัน”

เรื่องความฟุ้ง เป็นคำถามที่เธอได้ยินบ่อยครั้งจากผู้ที่เข้าปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าปฏิบัติใหม่

“เป็นเรื่องธรรมดาหนู... แล้วหนูฟุ้งเรื่องอะไรล่ะ”
“หลายเรื่องค่ะ เรื่องงานบ้าง เรื่องครอบครัวบ้าง...”

“....แล้วก่อนที่หนูจะฟุ้ง ตอนนั้นหนูกำลังทำอะไร และกำหนดอะไรอยู่ ”
“ ตอนนั้นหนูกำลังนั่งดู..รูปนั่ง..อยู่คะ”

“อ้าว ในเมื่อหนูดูรูปนั่ง แล้วทำไมฟุ้งเป็นเรื่องเป็นราวได้ล่ะ แสดงว่า ขณะนั้นจิตไม่อยู่ที่รูปนั่งแล้ว ตกไปจากรูปนั่งที่เป็นปัจจุบัน ฟุ้งซึ่งเป็นกิเลสจึงเข้าได้.. .แต่จะว่าไปแล้ว..ความฟุ้งก็เป็นธรรมะตัวหนึ่งนะหนู .. แล้วหนูไม่ชอบหรือ”
“ไม่ชอบค่ะ...”

“ไม่ชอบก็เป็นกิเลส ที่เขาเรียกว่า ..โทมนัส..ไง ถ้าปฏิบัติแล้วสบาย หนูชอบหรือเปล่าล่ะ”
“....ชอบค่ะ”

“ชอบนี่ก็เป็นกิเลส ที่เรียกว่า ..อภิชฌา. ....



…เห็นไหมหนู กิเลส-.. ตัณหานี้มันร้ายนัก มันคอยที่จะโผล่อยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องมีสติ..คอยระลึกรู้สึกตัวให้ทันปัจจุบัน ว่าขณะนั้นเป็นรูป หรือนาม

…. อย่างความฟุ้งนี้ หนูรู้หรือเปล่าล่ะว่าเป็นรูป หรือเป็นนาม”
..

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2548 , 14:23:12 น.] ( IP = 203.150.217.111 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 4

“...เป็นนามค่ะ”
“..นี่ไง หนูก็รู้นี่นา ...ที่นี้พอฟุ้งเกิดขึ้น หนูก็กำหนดนามฟุ้ง พอเราทันปัจจุบันแล้วฟุ้งก็หายไปเอง เราไม่ต้องไปอยากให้มันหาย ..”
“…มันไม่ทันค่ะ กว่าจะรู้ตัวก็ฟุ้งไปตั้งนานแล้ว ขนาดระวังแล้วบางครั้งก็กลับไปฟุ้งอีก”

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คราวนี้หากฟุ้งซ่านอีก หนูก็เพียรกลับมาดูปัจจุบันในรูปใหม่
ที่สำคัญหนูต้องจำไว้ว่า -.. หนูไม่มีหน้าที่ไปแก้ไข หรือคอยระวังไม่ให้ฟุ้ง
หากฟุ้งไปก็กลับมาดูอิริยาบถใหม่ ทำอย่างนี้ทุกครั้งที่รู้ว่าฟุ้ง หรือถ้าฟุ้งมากจนกำหนดอารมณ์ไม่ได้ก็เปลี่ยนอิริยาบถเสีย” -
..



มีผู้ปฏิบัติบางรายก้มหน้าก้มตาเดินกลับไปกลับมาช้าๆ นานนับเป็นชั่วโมง ท่านก็จะเดินไปหาพร้อมตั้งคำถามว่า

“ขอโทษ ...กำลังทำอะไรอยู่ครับ...”
“กำลังดูรูปเดินครับ”
“แล้วเห็นหรือเปล่าครับ”
“...........”

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2548 , 14:25:16 น.] ( IP = 203.150.217.111 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 5

-.. “ที่บอกว่าดูรูปเดิน ดูตรงไหนครับ” -..
“ดูตรงขาครับ”

“อ้าว แล้วรูปนั่งไม่มีขาหรือไง รูปนั่งและรูปเดินเป็นคนละรูปนะครับ แต่ก็มีขาทั้งคู่
แม้รูปในอิริยาบถอื่นก็มีขาทั้งนั้น ...แล้วที่ว่าดูตรงขานะ ดูอย่างไรครับ “
“ก็ดูเวลาที่ ขาขวาย่าง ...ขาซ้ายย่าง”

“แล้วตอนดูนั้น กำหนดอย่างไร”
“ผมก็กำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ”

“อ๋อ..ผมเข้าใจแล้วล่ะ” ….ว่าแล้ว พ่อก็ชวนคุณลุงคนนั้นไปนั่งคุยเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา สิตางศุ์จึงรีบตามไปนั่งฟังด้วย



“ ผมคิดว่าเราคงต้องคุยกันนานหน่อย วันนี้คุณอย่าเพิ่งปฏิบัติก่อนก็แล้วกัน
…มาทำความเข้าใจในอารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนากันก่อน ดีกว่านะครับ
….ขอโทษครับ …คุณทราบไหมครับว่าอารมณ์ หมายถึงอะไร “
“ทราบครับ อารมณ์ หมายถึงสิ่งที่จิตเข้าไปรู้ครับ”

“ถูกต้องครับ เพียงแต่ว่า -.. อารมณ์ที่นำมาดูในการปฏิบัติวิปัสสนานั้นต้องเป็นรูปธรรม หรือนามธรรมซึ่งเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ ไม่ใช่อารมณ์บัญญัติเหมือนสมาธิ -.. ที่มีการกำหนดว่า พุท-โธบ้าง สัมมาอรหังบ้าง หรือจะเป็น...หนอต่างๆ อย่างที่คุณกำหนด ….แล้ว

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2548 , 14:27:02 น.] ( IP = 203.150.217.111 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 6


ประการสำคัญ -.. รูป – นาม ที่เป็นอารมณ์ปรมัตถ์นั้นต้องเป็นปัจจุบันธรรมด้วย คือขณะที่กำลังมี กำลังเป็นที่สติเข้าไปพิจารณาได้ ....” -..
“...อ้าว งั้นที่ผมทำมานี้ก็ไม่ถูกนะซิครับ”

“ถูกครับ ถูก …ถ้าเป็นการทำสมาธิ หรือที่เรียกว่า สมถกรรมฐาน ซึ่งหมายถึงการนำเอาคำ หรือภาพที่สร้างขึ้นมาเพ่ง หรือท่องอย่างซ้ำ ๆ เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ หรือบังคับตนเองให้ติดอยู่ในคำหรือภาพนั้น เป็นการตั้งใจให้มั่นอยู่ในเรื่องที่ต้องการเพียงเรื่องเดียวไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่านออกไปจากเรื่องนั้น
…..ก็อย่างเช่นที่คุณตั้งใจดูเดิน แล้วกำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ คำเหล่านี้เป็นบัญญัติธรรมจึงจัดเป็นสมถกรรมฐาน”
“แล้วที่ถูก ผมจะต้องทำอย่างไรครับ”

“ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ที่คุณมาเข้าปฏิบัตินี้มีเป้าหมายอะไร”
“เพื่อที่จะไม่ต้องเกิดอีกครับ “

“ทำไมจึงไม่อยากเกิดล่ะครับ
“ไม่อยากมาประสบกับความทุกข์อีก”

“แล้วคุณทราบหรือไม่ครับว่า อะไรที่ทำให้เราต้องเกิด ตัวการอะไรที่ทำให้เราต้องมาประสบกับความทุกข์”
“กิเลสครับ …
ผมฟังพระท่านเทศน์ว่า คนเราถ้าหมดกิเลส ก็ไม่ต้องเกิด แต่จะต้องปฏิบัติธรรม เพื่อนผมเขาบอกว่า ที่นี่เป็นสำนักปฏิบัติ ผมจึงมา…”

“งั้นคุณก็มาถูกที่ ถูกทางแล้วล่ะครับ เพราะที่นี่เป็นสำนักปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งเป็นการปฏิบัติในแนวทาง สติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็น เอกายมัคโค หมายถึงเป็นทางเพียงสายเดียวเท่านั้น ที่จะพาสู่ความพ้นทุกข์


…แล้วคุณทราบมาก่อนหรือเปล่าครับว่า วิปัสสนานี้ต่างกับสมาธิราวกับฟ้าและดินทีเดียว..”

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2548 , 14:34:28 น.] ( IP = 203.150.217.111 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 7

“ไม่ทราบครับ ผมไปปฏิบัติที่ไหนๆ เขาก็บอกว่าเป็นการปฏิบัติวิปัสสนากันทั้งนั้น …ทั้งๆ ที่แต่ละแห่งมีแนวทางการปฏิบัติไม่เหมือนกัน”

“เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมจะอธิบายหลักสำคัญๆ ก่อน หากคุณมีเวลาก็ขอเชิญไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิ ผมอยู่ที่นั่นทุกวัน เว้นเสาร์-อาทิตย์ที่ผมต้องมาที่นี่ …



สำหรับวันนี้ ขอให้คุณทำความเข้าใจก่อนว่า. . เรื่องของวิปัสสนานี้เป็นเรื่องของปัญญา เป็นเรื่องของการเห็นถูก การรู้ถูกเท่านั้น จึงจะกระทำถูกได้ ..
ตอนนี้คุณก็ทราบแล้วนะครับว่า การปฏิบัติวิปัสสนานี้ต้องดูอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ แล้วปรมัตถ์ในโลกนี้ก็มีรูป กับนาม เท่านั้น
ไหน คุณลองบอกมาซิมีอะไรบ้างที่ไม่ใช่รูปและนาม….”
“…………ไม่มีครับ”

“ดังนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องรู้ว่า .. อะไรคือรูป อะไรคือนาม เแล้วต้องรู้ด้วยว่าวิธีปฏิบัตินั้น ควรกำหนดอย่างไร และทำไมต้องกำหนดอย่างนั้น .. นั่นก็คือ….

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ม.ค. 2548 , 14:38:16 น.] ( IP = 203.150.217.114 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 8


. . ….ทางตา ..
. สีเป็นรูป. เพราะเป็นคลื่นแสง(ที่สะท้อนมากระทบประสาทตา) . การเห็นสีเป็นนาม. เพราะจักขุวิญญาณ คือจิต ซึ่งเป็นนามเป็นผู้เห็น .

เวลาเห็นผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนด นามเห็น .
เหตุที่กำหนดเช่นนี้ . เพื่อแก้ไขความเห็นผิด หรือความโง่ ที่คิดว่า เรา(อัตตา) เป็นผู้เห็น.



ผมขอยกตัวอย่างให้ฟัง….เช่น ที่สำนักแห่งนี้จะมีดอกบัวเต็มไปหมด…
ดอกบัวที่คุณเห็นนั้นเป็นรูป การเห็นเป็นนาม …

แต่ถ้าเป็นเรา(อัตตา)เห็นแล้ว อาจมีจิตชอบดอกบัวก็มีกิเลสเกิดร่วมกับการเห็นนั้น เท่ากับว่าขณะนั้นกิเลสเข้าไป ฉะนั้น กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน ก็เกิดขึ้นกับการเห็น

แต่ในความเป็นจริงแล้วใครเป็นผู้เห็น นามคือจักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น
เวลาเห็นคุณจึงต้องมี โยนิโสมนสิการไปที่ นามเห็น เมื่อมีโยนิโสมนสิถูกต้อง ปัญญาเกิด กิเลสก็เกิดร่วมไม่ได้ … พอเข้าใจไหมครับ “

โดย วยุรี [19 ม.ค. 2548 , 14:43:09 น.] ( IP = 203.150.217.117 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 9


ตอนที่พ่ออธิบายเรื่อง สีเป็นรูป เพราะเป็นคลื่นแสงนั้น ทำให้สิตางศุ์นึกไปถึงภาพทางวิทยาศาสตร์ที่พ่อเคยนำมาประกอบการสอนให้กับนักศึกษา ซึ่งสามารถทำให้ทุกคนเกิดความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย
อาจเป็นเพราะท่านเคยเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์มาก่อน จึงสามารถนำเรื่องราวมาอธิบายเปรียบเทียบได้

“ท่านนักศึกษา…มีท่านผู้ใดสามารถอธิบายได้ว่ารูปต่างๆที่เราเห็นทุกวันนี้เกิดได้อย่างไร”
“……..” ทุกคนเงียบ

“ทุกท่านลองดูภาพนี้ซิครับ…
.ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่า วัตถุทุกชนิดมีการดูดกลืนความยาวคลื่นของแสง และสะท้อนออกมาไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่นใบไม้ที่เรามองเห็นเป็นสีเขียวได้นั้น ก็เพราะใบไม้ดูดกลืนความยาวคลื่นของแสงสีต่างๆ ไว้ได้หมด ยกเว้นคลื่นแสงสีเขียวเท่านั้นที่ไม่ดูดเอาไว้จึงสะท้อนออกมา
..เมื่อเรามองไปที่ใบไม้ เราก็เห็นคลื่นแสงสีเขียวที่สะท้อนออกจากใบไม้นั้นแหละ



ดังนั้น ที่เราเห็นรูปเป็นสีต่างๆได้นั้น ก็เป็นเพราะวัถุที่เราเห็นนั้นสะท้อนแสงที่มีความยาวคลื่นต่างๆกันออกมา แล้วจึงผ่านเลนส์ตาเข้ามากระทบจอภาพที่เรียกว่า เรตินา ซึ่งมีประสาทตาที่ประกอบด้วยเซลล์ 2 ประเภท คือ cones ที่รับภาพสี และ Rods รับภาพขาวดำ

สำหรับในทางธรรมนั้นได้อธิบายว่าการเห็นจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. รูปารมณ์ อันได้แก่คลื่นของแสงสืบต่อ (สันตติ) เข้ามากระทบกับจิตที่ประสาทตา
๒. อาโลกะ ได้แก่ แสงสว่าง เพราะไม่มีแสงสว่างก็จะเห็นไม่ได้
๓. จักขุปสาทะ ได้แก่ ประสาทตา
๔. มนสิการะ ได้แก่ จิตใจ คือ จักจุวิญญาณที่เข้ามาร่วมประชุมด้วย

โดย วยุรี [19 ม.ค. 2548 , 14:45:33 น.] ( IP = 203.150.217.111 : : 203.113.38.6 )


  สลักธรรม 10


…ที่สำคัญ…คลื่นแสง หรือที่เรียกว่า รูปารมณ์ที่สะท้อนมาสู่ตานั้นไม่ได้มาพร้อมกันนะครับ
ไม่ใช่พอเห็นปุ๊ป เป็นรูปใบไม้สีเขียวปั๊ปเลยนะครับ ….แต่จะเป็นจุดเล็กจุดน้อย
แต่อาศัยการทำงานของวิถีจิตที่มีมากมาย และเกิดดับเร็วมาก ในที่สุดเราจึงรู้ว่าเป็นรูปอะไร มีสีอะไรบ้าง…
นี่ถ้าไม่เป็นเพราะสัพพัญญุตาญาณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เรื่องราวเช่นนี้ไม่มีใครที่จะสามารถล่วงรู้ได้เลย…



แม้แต่การได้ยินก็เช่นเดียวกัน
ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่า….เสียงนั้นเป็นคลื่นซึ่งเกิดจากความสั่นสะเทือนของอากาศ
ช่วงคลื่นแห่งความสั่นสะเทือนนี้ ย่อมเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วในอากาศธรรมดา ประมาณวินาทีละ ๑,๑๐๐ฟุต
…แล้วจึงจะไปกระทบเยื่อแก้วหู (Tympanum) ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือน ๆ ไปยังกระดูกรูปฆ้อน (Malleus) กระดูกรูปทั่ง (Incus) และกระดูกรูปโกลน (Stapes)อีกทีหนึ่ง และสั่นสะเทือนไปจนถึงแอ่งน้ำเล็กๆ ซึ่งมีประสาทรับเสียงที่ประกอบด้วยเซลล์ขนเล็กๆ (hair cells) ตั้งอยู่มากมาย ….จึงทำให้ได้ยินเสียง.”

ซึ่งในครั้งนั้นลูกศิษย์ของพ่อคนหนึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ และเป็นอาจารย์คณะกายวิภาคศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ได้ออกมาช่วยอธิบายเพิ่มเติมเรื่องการได้ยิน…ว่า

“…….เมื่อความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงมากระทบ hair cells (ของ Organ of Corti)
จาก hair cells จะทำให้เกิด nerve impulse ขึ้นที่ peripheral process ของ spiral gangloin cells จากนี้จะถ่ายทอด impulse เป็นทอดจนถึง auditory center (ศูนย์รับรู้เสียง)และ auditory association center (ศูนย์พิจารณา และเสพอารมณ์พร้อมบันทึกลงเป็นความจำ) ตามลำดับ
..เมื่อคลื่นเสียงมากระทบอายตนะครั้งหนึ่ง แล้วก็ดับตามความห่างของช่วงคลื่น เรียกว่าเกิดรูปขณะหนึ่ง ในรูปหนึ่งขณะนี้ จิตซึ่งทำหน้าที่รับรู้รูปหนึ่งขณะ จะทำงานเกิดดับ ๆ ถึง ๑๗ ขณะใหญ่ หรือ ๕๑ ขณะเล็ก ซึ่งเรียกว่า ๑ วิถีจิต (หรืออาจจะเรียกว่า A Neural Reaction)……..”

โดย วยุรี [19 ม.ค. 2548 , 14:49:38 น.] ( IP = 203.150.217.117 : : 203.113.38.6 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org