มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คนอกตัญญูจะได้รับผลของกรรมอย่างไร




อยากทราบว่าคนที่มีความประพฤติอกตัญญู จะได้รับผลของกรรมอย่างไรบ้าง

ขอบคุณครับ

โดย ปราณนพ [24 ม.ค. 2548 , 10:24:52 น.] ( IP = 203.172.58.225 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


สวัสดีค่ะคุณปราณนพ

ขอตอบเป็นกลางๆแล้วไปคิดเอาเองนะคะว่าเขาผู้นั้นควรจะได้รับผลของกรรมอย่างไร คือ

ต้องเข้าใจก่อนว่า เจตนานั้นคือกรรม กรรมคือการกระทำ
เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดกระทำอะไรไว้ จะถูกเก็บไว้หมด และมิได้สูญหายไปนั้น
เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ไม่ช้าก็เร็ว ผลของกรรมก็จะแสดงออกมา

เช่น ...

  • หากในปัจจุบันเราเป็นคนช่างบ่น ช่างว่า ช่างตำหนิ เป็นต้น
    ทำให้ผู้อื่นได้รับแต่เรื่องเร้าร้อนใจ ไม่สบายใจ
    ในอนาคตชาติ เราก็ไม่พ้นที่จะต้องได้ยินเสียงที่ไม่เป็นมงคล และเกิดความไม่สบายใจเช่นกัน

  • หาก กักขังสัตว์ ในอนาคต ก็คงหลีกไม่พ้นจากการถูกต้องขังโดยไม่มีความผิด

  • หาก ให้สัตว์ได้รับความทรมานหรือต้องตายด้วยการขาดการหายใจ เช่น พวกที่จับปลา
    ในอนคตก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการหายใจ เหล่านี้เป็นต้น

  • ข้อสำคัญคือ ที่กระทบคือวิบาก ที่กระทำคือกรรม

    สมมุติว่า..เราคิดว่ามีผู้หนึ่งผู้ใดประพฤติอกตัญญูกับเรา
    และเรามัวคิดเรื่องนี้ จิตเป็นอกุศลค่ะ

    ต้องเข้าใจอีกว่า เป็นเพราะเราทำของเรามาเองในอดีต
    ส่วนที่เขากระทำกับเราในปัจจุบันนั้น
    ในอนาคตเขาก็หนีไม่พ้นที่จะต้องได้รับเหมือนที่เราได้รับอยู่ ณ ปัจจุบัน

    ขอบคุณมากค่ะ

  • โดย พี่ดา (dada) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 09:08:17 น.] ( IP = 61.90.68.33 : : )


      สลักธรรม 2

    "คนตาบอด ย่อมมองไม่เห็นโลก
    แม้ดวงอาทิตย์จะส่องสว่างอยู่ฉันใด
    คนใจบอด ย่อมมองไม่เห็นพระคุณ
    แม้จะได้รับความเมตตากรุณาจากผู้มีอุปการคุณฉันนั้น"


    ค ว า ม ก ตั ญ ญู คื อ อ ะ ไ ร ?

    ความกตัญญู คือความรู้คุณ หมายถึงความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตามน้อยก็ตาม เช่น เลี้ยงดู สั่งสอน ให้ที่พัก ให้งานทำ ฯลฯ ย่อมระลึกถึงด้วยความซาบซึ้งอยู่เสมอ ไม่ลืมอุปการคุณนั้นเลย

    อีกนัยหนึ่ง ความกตัญญู หมายถึงความรู้บุญหรือรู้อุปการะของบุญ ที่ตนทำไว้แล้ว รู้ว่าที่ตนเองพ้นจากภัยอันตรายทั้งหลาย ได้ดีมีสุขอยู่ในปัจจุบัน ก็เพราะบุญทั้งหลายที่เคยทำไว้ในอดีตส่งผลให้ จึงไม่ลืมอุปการะของบุญนั้นเลย และตั้งใจสร้างสมบุญใหม่ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

    รวมความแล้ว กตัญญูจึงหมายถึงการรู้จักบุญคุณ อะไรก็ตามที่เป็นบุญหรือมีคุณต่อตนแล้ว ก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความซาบซึ้งไม่ลืมเลย คนมีกตัญญูถึงแม้จะนัยน์ตาบอดมืดทั้งสองข้าง แต่ใจของเขาใสกระจ่างยิ่งกว่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์รวมกันเสียอีก


    โดย TaRa (TaRa) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 13:12:37 น.] ( IP = 203.150.217.119 : : 203.113.67.38 )


      สลักธรรม 3

    สิ่งที่ควรแก่ความกตัญญู คือทุกสิ่งที่มีคุณแก่เรา ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น ๕ ประการ ได้แก่

    ๑. กตัญญูต่อบุคคล คือใครก็ตามที่เคยมีพระคุณต่อเรา ไม่ว่าจะมาก น้อยเพียงไร จะต้องกตัญญูรู้คุณท่าน ติดตามระลึกถึงเสมอด้วยความซาบซึ้ง พยายามหาโอกาสตอบแทนคุณท่านให้ได้ โดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ บิดามารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ พระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครอง ที่ทรงทศพิธราชธรรม จะต้องตามระลึกนึกถึงพระคุณของท่านให้จงหนัก

    ให้ปฏิบัติตัวให้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และเป็นพุทธมามกะสมชื่อ

    ๒. กตัญญูต่อสัตว์ คือสัตว์ที่มีคุณต่อเรา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ใช้งาน จะต้องใช้ด้วยความกรุณาปรานี ไม่เฆี่ยนตีมันจนเหลือเกิน อย่าใช้งานหนักจนเป็นการทรมาน ขณะเดียวกันต้องเลี้ยงดูให้อาหารอย่าให้อดอยาก ให้ได้กินได้นอนได้พักผ่อนตามเวลา ตัวอย่างในเรื่องกตัญญูต่อสัตว์นี้มีอยู่ว่า

    ในสมัยก่อนพุทธกาล วันหนึ่งพระเจ้ากรุงราชคฤห์เสด็จประพาสอุทยาน และได้บรรทมหลับในอุทยานนั้น ขณะนั้นมีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาและกำลังจะฉกกัดพระองค์ เผอิญมีกระแตตัวหนึ่งเห็นเข้าแล้วร้องขึ้น พระองค์จึงสะดุ้งตื่นและไล่งูให้พ้นไป ทรงระลึกถึงคุณของกระแตว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตพระองค์ไว้ จึงรับสั่งให้พระราชทานเหยื่อแก่กระแตในอุทยานนั้นทุกวัน และห้ามไม่ให้ใครทำอันตรายแก่กระแตในอุทยานนั้น คนทั้งหลายจึงเรียกอุทยานนั้นว่า เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน แปลว่า ป่าไผ่อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ซึ่งต่อมาก็คือ เวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนานั่นเอง

    โดย TaRa (TaRa) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 13:18:01 น.] ( IP = 203.150.217.119 : : 203.113.67.38 )


      สลักธรรม 4

    ๓. กตัญญูต่อสิ่งของ คือของสิ่งใดก็ตามที่มีคุณต่อเรา เช่นหนังสือธรรมะ หนังสือเรียน สถานศึกษา วัด ต้นไม้ ป่าไม้ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ จะต้องปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ให้ดี ไม่ลบหลู่ดูแคลน ไม่ทำลาย

    ตัวอย่างเช่น ไม้คานที่ใช้หาบของขาย เมื่อเจ้าของตั้งตัวได้ ร่ำรวย ขึ้นก็ไม่ทิ้ง ยังคิดถึงคุณของไม้คานอยู่ ถือเป็นของคู่ชีวิตช่วยเหลือตนสร้างฐานะมา จึงเลี่ยมทองเก็บไว้เป็นที่ระลึก ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ อย่างนี้ก็มี มีกล่าวไว้ในเตมียชาดกว่า

    “อย่าว่าถึงคนที่เราได้พึ่งพาอาศัยกันเลย แม้แต่ต้นไม้ที่ได้อาศัยร่มเงา ก็หาควรจะหักกิ่งริดก้านรานใบของมันไม่ ผู้ใดพำนักอาศัยนั่งนอนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใดแล้ว ยังขืนหักกิ่งริดก้านรานใบ เด็ดยอด ขุดรากถาก เปลือก ผู้นั้นชื่อว่าทำร้ายมิตร เป็นคนชั่วช้าเลวทราม จะมีแต่อัปมงคล เป็นเบื้องหน้า”


    ๔. กตัญญูต่อบุญ คือรู้ว่าคนเราเกิดมามีอายุยืนยาว ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสุขความเจริญ มีความก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติมาก ก็เนื่องมาจากผลของบุญ จะไปสวรรค์กระทั่งไปนิพพานได้ก็ด้วยบุญ กล่าวได้ว่า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยบุญ ทั้งบุญเก่าที่ได้สั่งสมมาดีแล้ว และบุญใหม่ที่เพียรสร้างขึ้นประกอบกัน จึงมีความรู้คุณของบุญ มีความอ่อนน้อม ในตัว ไม่ดูถูกบุญ ตามระลึกถึงบุญเก่าให้จิตใจชุ่มชื่น และไม่ประมาทในการสร้างบุญใหม่ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

    ๕. กตัญญูต่อตนเอง คือรู้ว่าร่างกายของเรานี้เป็นอุปกรณ์สำคัญที่เราจะใช้อาศัยในการทำความดี ใช้ในการสร้างบุญกุศลนานาประการ เพื่อความสุขความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเอง จึงทะนุถนอมดูแลร่างกาย รักษาสุขภาพให้ดี ไม่ ทำลายด้วยการกินเหล้า เสพสิ่งเสพย์ติด เที่ยวเตร่ดึกๆ ดื่นๆ และไม่นำร่างกาย นี้ไปประกอบความชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เจ้าชู้ อันเป็นการทำลายตนเอง

    โดย TaRa (TaRa) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 13:19:32 น.] ( IP = 203.150.217.119 : : 203.113.67.38 )


      สลักธรรม 5

    อ า นิ ส ง ส์ ก า ร มี ค ว า ม ก ตั ญ ญู

    ๑. ทำให้รักษาคุณความดีเดิมไว้ได้
    ๒. ทำให้สร้างคุณความดีใหม่เพิ่มได้อีก
    ๓. ทำให้เกิดสติ ไม่ประมาท
    ๔. ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ
    ๕. ทำให้เกิดขันติ
    ๖. ทำให้จิตใจผ่องใส มองโลกในแง่ดี
    ๗. ทำให้เป็นที่สรรเสริญของคนดี
    ๘. ทำให้มีคนอยากคบหาสมาคม
    ๙. ทำให้ทั้งมนุษย์และเทวดาอยากช่วยเหลือ
    ๑๐. ทำให้ไม่มีเวรไม่มีภัย
    ๑๑. ทำให้ลาภผลทั้งหลายเกิดขึ้นโดยง่าย
    ๑๒. ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย
    ฯลฯ

    “บุคคลผู้อกตัญญู ย่อมถึงอนิฏฐผล มีนินทาเป็นต้น ส่วนบุคคลผู้กตัญญู แม้พระ ศาสดา ก็ทรงสรรเสริญ” มังคลัตถทีปนี ภาค ๒ ข้อ ๓๗๘ หน้า ๒๙๓

    โดย TaRa (TaRa) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 13:21:18 น.] ( IP = 203.150.217.116 : : 203.113.67.38 )


      สลักธรรม 6

    วิธีปฏิบัติเมื่อถูกด่าว่า

    ถ้อยคำที่คนอื่นจะพึงกล่าว ๕ ประการ

    [๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวกะท่านมีอยู่ ๕ ประการ คือ

    กล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ๑
    กล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริง ๑
    กล่าวด้วยคำอ่อนหวานหรือคำหยาบคาย ๑
    กล่าวด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
    มีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าว ๑


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลอื่นจะกล่าวโดยกาลอันสมควร หรือไม่สมควรก็ตาม จะกล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะกล่าวถ้อยคำอ่อนหวานหรือหยาบคายก็ตาม จะกล่าวถ้อยคำประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ก็ตาม จะมีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าวก็ตาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ในข้อนั้น พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

    จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาลามก เราจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์
    เราจักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น และเราแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปตลอดโลก ทุกทิศทุกทางซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมานี้แล.

    โดย TaRa (TaRa) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 13:34:22 น.] ( IP = 203.150.217.119 : : 203.113.67.38 )


      สลักธรรม 7

    [๒๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษ ถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า เราจักกระทำแผ่นดินอันใหญ่นี้ไม่ให้เป็นแผ่นดิน ดังนี้ เขาขุดลงตรงที่นั้นๆ โกยขี้ดินทิ้งในที่นั้นๆ บ้วนน้ำลายลงในที่นั้นๆ ถ่ายปัสสาวะรดในที่นั้นๆ แล้วสำทับว่าเองอย่าเป็นแผ่นดินๆ ดังนี้

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจักทำแผ่นดินอันใหญ่นี้ไม่ให้เป็นแผ่นดินได้หรือไม่?

    ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่ได้ พระเจ้าข้า

    ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่าแผ่นดินอันใหญ่นี้ ลึกหาประมาณมิได้ เขาจะทำแผ่นดินอันใหญ่นี้ไม่ให้เป็นแผ่นดินไม่ได้ง่ายเลย ก็แลบุรุษนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากเสียเปล่าเป็นแน่แท้ ดังนี้

    แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวกะท่านมีอยู่ ๕ ประการ คือ

    กล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ๑
    กล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริง ๑
    กล่าวด้วยคำอ่อนหวานหรือคำหยาบคาย ๑
    กล่าวด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
    มีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าว ๑

    ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลอื่นจะกล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่ควรก็ตาม จะกล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนหวานหรือหยาบคายก็ตาม จะกล่าวถ้อยคำประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ก็ตาม จะมีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าวก็ตาม

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ในข้อนั้นพวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวนเราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก เราจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราจักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะภายใน เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น และเราจักแผ่เมตตาจิตอันเสมอด้วยแผ่นดิน ไพบูลย์ ใหญ่ยิ่ง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปตลอดโลก ทุกทิศทุกทาง ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    เธอทั้งหลายพึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมานี้แล.

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ โอปัมมวรรค กกจูปมสูตร

    โดย TaRa (TaRa) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 13:39:10 น.] ( IP = 203.150.217.119 : : 203.113.67.38 )


      สลักธรรม 8

    ชวสกุณชาดก ว่าด้วย ผู้ไม่มีกตัญญูไม่ควรคบ


    พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภความอกตัญญูของพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อกรมฺหาว เต กิจฺจํ ดังนี้

    พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นนกหัวขวาน อยู่ในหิมวันตประเทศ. ครั้งนั้น ราชสีห์ตัวหนึ่งกินเนื้อ กระดูกติดคอจนคอบวม. ไม่สามารถจับเหยื่อกินได้ เวทนากล้าแข็งเป็นไป.

    ลำดับนั้น นกนั้นเที่ยวขวนขวายหาเหยื่อ เห็นราชสีห์นั้นจึงจับที่กิ่งไม้ ถามว่า สหาย ท่านเป็นทุกข์เพราะอะไร? ราชสีห์นั้นจึงบอกเนื้อความนั้น.

    นกนั้นกล่าวว่า สหาย เราจะนำกระดูกนั้นออกให้แก่ท่าน แต่เราไม่อาจเข้าไปในปากของท่าน เพราะกลัวว่า ท่านจะกินเรา.

    ราชสีห์กล่าวว่า ท่านอย่ากลัวเลย สหาย เราจะไม่กินท่าน ท่านจงให้ชีวิตเราเถิด.

    นกนั้นรับคำว่า ดีละ แล้วให้ราชสีห์นั้นนอนตะแคง แล้วคิดว่า ใครจะรู้ว่า อะไรจักมีแก่เรา จึงวางท่อนไม้ค้ำไว้ ริมฝีปากทั้งข้างล่างและข้างบนของราชสีห์นั้น โดยที่มันไม่สามารถหุบปากได้ แล้วเข้าไปในปาก เอาจงอยปากเคาะปลายกระดูก กระดูกก็เคลื่อนตกไป.

    จากนั้น ครั้นทำให้กระดูกตกไปแล้ว เมื่อจะออกจากปากราชสีห์ จึงเอาจงอยปากเคาะท่อนไม้ให้ตกลงไป แล้วบินออกไปจับที่ปลายกิ่งไม้.

    โดย TaRa (TaRa) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 13:53:02 น.] ( IP = 203.150.217.119 : : 203.113.67.38 )


      สลักธรรม 9

    ราชสีห์หายโรคแล้ว วันหนึ่ง ฆ่ากระบือป่าได้ตัวหนึ่งแล้วกินอยู่.
    นกคิดว่า เราจักทดลองราชสีห์นั้นดู จึงจับที่กิ่งไม้ ณ ส่วนเบื้องบนราชสีห์นั้น.

    เมื่อจะเจรจากับราชสีห์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
    ข้าแต่พระยาเนื้อ ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน ข้าพเจ้าได้ทำกิจอย่างหนึ่งแก่ท่าน ตามกำลังของข้าพเจ้าที่มีอยู่ ข้าพเจ้าจะได้อะไรตอบแทนบ้าง.

    ราชสีห์ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
    ข้อที่ท่านเข้าไปอยู่ในระหว่างฟันของข้าพเจ้าผู้มีโลหิตเป็นภักษาหาร ผู้กระทำกรรมหยาบเป็นนิจ ท่านยังรอดชีวิตอยู่ได้นั้น ก็เป็นคุณมากอยู่แล้ว.

    นกได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
    น่าติเตียนคนที่ไม่รู้คุณที่เขาทำแล้ว ผู้ไม่ทำคุณให้แก่ใคร ผู้ไม่ทำตอบแทนคุณที่เขาทำไว้ ความกตัญญูย่อมไม่มีในบุคคลใด การคบคนนั้นย่อมไร้ประโยชน์.

    บุคคลไม่ได้มิตรธรรมด้วยอุปการคุณที่ตนประพฤติต่อหน้า ในบุคคลใด บุคคลนั้น บัณฑิตไม่ต้องริษยา ไม่ต้องด่าว่า พึงค่อยๆ หลีกห่างออกจากบุคคลนั้นไปเสีย. ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นกนั้นก็บินหลีกไป.

    พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า

    ราชสีห์ในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
    ส่วนนกในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

    โดย TaRa (TaRa) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2548 , 13:59:22 น.] ( IP = 203.150.217.119 : : 203.113.67.40 )

    ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
    จาก : *
    Code :
    กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
    อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
    รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
    รายละเอียด :
    Icon Toy
    Special command

    * *
    กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

    คำเตือน
    • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
    • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
    • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

    ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

    [ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

    ลานภาพ

    อบรมวิปัสสนา

    ค้นหา

    ค้นหา-GooGle

    สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org